ชาวป่าเด็ง วอนรัฐบาลช่วยแก้ปัญหาสายไฟฟ้าเข้าไม่ถึง ตกสำรวจนานนับสิบปี ซ้ำทุกวันนี้ต้องซ่อมแผงโซลาร์เซลล์กันเอง กว่า 200 ครัวเรือนอยู่กับความมืดมิดยามค่ำคืน
เมื่อวันที่ 27 มี.ค. 58 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายโกศล แสงทอง ประธานเครือข่ายรวมใจตามรอยพ่อ ที่สร้างนวัตกรรมพลังงานทดแทนไฟฟ้า ในพื้นที่ป่าเด็ง โมเดลสายไฟฟ้าส่งเข้าไม่ถึง เปิดเผยผ่านเว็บไซต์ด้วยความก้าวหน้า www.progressTH.org ว่า ตามที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย แถลงถึงความคืบหน้า ในการจัดทำโครงการ "ลดความเหลื่อมล้ำ แบ่งปันความสุข" โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนได้มีไฟฟ้าใช้ทุกหลังคาเรือน และได้สำเร็จไปแล้วกว่า 2.3 หมื่นครัวเรือนนั้น ทางเครือข่ายฯ เห็นว่า นโยบายดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะไฟฟ้าเป็นพลังงานที่สำคัญมาก แต่ดูเหมือนว่า พื้นที่ ต.ป่าเด็ง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรีนั้น ยังเป็นพื้นที่ที่สายส่งเข้าไม่ถึงมาหลายสิบปีและเป็นพื้นที่ตกสำรวจ ตอนนี้ยังมีชาวบ้านกว่า 200 ครัวเรือน ต้องอยู่กับความมืดมิด
ทั้งนี้ ตามที่ รมว.มหาดไทย ระบุว่า การจัดทำโครงการนี้ ในรอบเดือน เม.ย.-มิ.ย. ที่มีการตั้งเป้า 3,000 ครัวเรือนนั้น ขอให้ รมว.มท. เข้าช่วยเหลือชาวบ้านป่าเด็งที่ยังได้รับความเดือดร้อนอยู่ขณะนี้ เพราะแม้ว่าชาวบ้านหลายคนจะพยายามช่วยกัน จัดหาพลังงานทดแทนมาใช้กันเอง แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมได้ทั้งพื้นที่ เพราะทุกอย่างมีต้นทุนที่สูงมาก ทำให้ชาวบ้านที่ยังได้รับความเดือดร้อน ยังต้องอยู่อย่างยากลำบากอย่างยาวนาน
"ทุกวันนี้ พวกเราก็พยายามหาทุกวิถีทาง เพื่อช่วยให้ทุกบ้านได้มีไฟฟ้าใช้ โดยเฉพาะการฟื้นฟูแผงโซลาร์เซลล์ ที่เคยได้รับแจกจากนโยบาย Solar home ในปี 2544 นั้นได้พังลงแล้ว แต่เราก็พยายามซ่อม เพื่อให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง แต่ก็ยังไม่ทั่วถึง การฟื้นฟูดังกล่าวนั้นต้องมีค่าใช้จ่ายหลายพันบาท แต่ถือว่าสูงมากสำหรับพวกเราที่มีฐานะยากจน ชาวบ้านต้องยอมทนอยู่กับความมืดมิดต่อไป" นายโกศล กล่าว
ประธานเครือข่ายรวมใจฯ กล่าวต่อว่า ที่สำคัญการสนับสนุนทางเทคโนโลยีครั้งนี้ จะไม่เหมือนในอดีตที่ผ่านมา ที่แผงโซลาร์เซลล์ควรจะมีอายุ 20 ปี แต่มีอายุประกันเพียง 3 ปีเท่านั้น เพราะไม่ได้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี และมีการติดตั้งให้ชาวบ้านฟรี แต่ไม่มีการให้องค์ความรู้ว่าต้องใช้และดูแลอย่างไร ทำให้แผงโซลาร์เซลล์พังและใช้งานไม่ได้มาหลายปี
"จากนี้ไปหากประชาชนจะติดตั้งด้วยตัวเอง และนำเทคโนโลยีมาใช้ให้คุ้มค่ามากที่สุดนั้น คาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน เพราะถ้าทุกบ้านพร้อมเรียนรู้เต็มที่ เพราะไฟฟ้าเป็นประตูในการเข้าถึงเทคโนโลยีอื่นๆ เพื่อช่วยให้ประชาชนพัฒนาตัวเองได้นั้น จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมในอนาคต” นายโกศล กล่าว.


