รถติดวินาศสันตะโรเหมือนเดิม!สุขุมพันธุ์รับผิดบอกไม่ใช่เทวดา
ฝนเทถล่มกรุงอีกระลอก ทำวิภาวดีรังสิตเป็นอัมพาต สนามบินดอนเมืองปั่นป่วน ฟ้าปิดเครื่องลงไม่ได้ ต้องเปลี่ยนเส้นทางไปร่อนจอดสุวรรณภูมิ การจราจรวิกฤติยาวเหยียด ทั่วเมืองตลอดค่ำยันดึก ด้าน “สุขุมพันธุ์” ออกโรงแถลงแจงยอมรับความผิดพลาดเรื่องการระบายน้ำ เพราะไม่คาดคิดจะมีฝนมากมายในช่วงรับมือภัยแล้งต้องกักน้ำในคลองไว้ ประชดคนเมือง ถ้าไม่อยากเจอน้ำท่วมให้ขึ้นไปอยู่บนดอย ตัวเองไม่ใช่เทวดาจะบอกได้ว่าภาพน้ำท่วมจะเกิดอีกหรือไม่ ยันไม่ได้หายหน้า แค่ว่าลงไปอาจพาเจ้าหน้าที่ทำงานไม่เต็มแรง แถมจะถูกมองสร้างภาพ ขณะที่ “ประยุทธ์” ฉุนเตือน แล้วไม่เตรียมแก้ปัญหา ส่ง “ประวิตร” กำกับดูแล
หลังปรากฏการณ์ฝนกระหน่ำกรุงลงมาอย่างหนักเมื่อบ่ายวันที่ 24 มี.ค. ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังหลายจุดใจกลางเมืองนานนับชั่วโมง ทำการจราจรติดขัดระนาว รถจมน้ำเสียหายวุ่นวายอลหม่านกันทั่วย่านเศรษฐกิจสำคัญ ต่อมาในตอนค่ำวันที่ 25 มี.ค. เกิดพายุฝนกระหน่ำกรุงลงมาอย่างหนักอีกระลอก สร้างความปั่นป่วนกับชีวิตคนเมืองกรุงในเวลาเร่งด่วนเดินทางกลับที่พัก โดยเฉพาะที่บริเวณท่าอากาศยานดอนเมือง มีผู้ทวีตข้อความในทวิตเตอร์จำนวนมากระบุว่า พายุฝนส่งผลให้การจราจรทาง อากาศเกิดความปั่นป่วนวุ่นวายอย่างหนัก ทำให้เครื่องบินหลายลำไม่สามารถลงจอดได้ ต้องบินวนกลางเมฆฝนและพายุ บางลำเมื่อลงจอดได้แล้ว แต่ไม่ได้เข้างวง ทำเอาผู้โดยสารไม่สามารถลงจากเครื่องได้
ผู้โดยสารรายหนึ่งเดินทางจากย่างกุ้ง ประเทศพม่า เผยว่า ออกจากพม่าเวลา 17.35 น. กำหนดถึงสนามบินดอนเมืองเวลา 19.35 น. ระหว่างร่อนลงเครื่องมีอาการส่ายสลับกระแทกเหมือนรถที่ขับบนถนนขรุขระตลอดเวลา เมื่อมองผ่านกระจกด้านข้างไม่เห็นอะไร นอกจากเมฆขาวทั้งสองข้าง สักพักนักบินเชิดหัวเครื่องขึ้นแล้วพยายามร่อนลงกลับสู่รันเวย์อีกครั้ง มีประกาศจากนักบินว่า สภาพอากาศที่ดอนเมืองไม่ดีจะขอแลนดิงอีกรอบ หากไม่สำเร็จจะต้องเปลี่ยนเส้นทางบิน แต่ไม่ได้บอกว่าไปไหน แล้วเหตุการณ์ก็เหมือนครั้งแรกเป๊ะ เครื่องลงไม่ได้อีกครั้ง ผู้โดยสารนั่งกันเงียบทั้งลำ นักบินเชิดหัวเครื่องขึ้นอีกครั้ง ก่อนประกาศว่า ต้องมาจอดรอดูสภาพอากาศที่ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิแทนจนกว่าที่ดอนเมืองอากาศจะเปิดพร้อมให้เครื่องลง แต่สุดท้ายเครื่องจำเป็นต้องไปลงสุวรรณภูมิ ตนเลยเรียกรถแท็กซี่ย้อนกลับมาเอารถที่จอดทิ้งไว้สนามบินดอนเมืองเสียเวลาไปอีกนับชั่วโมง
ส่วนบริเวณถนนวิภาวดีรังสิต ตั้งแต่ห้าแยกลาดพร้าวน้ำท่วมขังยาวตลอดสายไปจนถึงรังสิต จ.ปทุมธานี การจราจรเป็นอัมพาตยาวเหยียด ฝนโปรยปรายหนาเม็ดกลายเป็นวิกฤติให้ท่อระบายน้ำอุดตันไปด้วยเศษขยะไม่ต่างจากภาพเหตุการณ์เมื่อวันที่ 24 มี.ค. ที่เกิดขึ้นใจกลางกรุง รถหลายคันเครื่องยนต์ดับยิ่งสร้างอุปสรรคต่อการสัญจรบนถนนวิภาวดีรังสิต ส่วนแยกแคราย ถนนงามวงศ์วาน น้ำท่วมระดับทางเท้า เช่นเดียวกับถนนแจ้งวัฒนะ บริเวณศูนย์ราชการมีน้ำท่วมสูง 30 ซม. ทำให้รถสัญจรไปมายากลำบาก ไม่ต่างถนนรามอินทรา เขตบางเขน ขณะที่กรุงเทพฯ ชั้นใน โดยเฉพาะหน้าห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ถนนพระราม 1 และย่านธุรกิจสำคัญบนถนนราชดำริ ถนนสุขุมวิท ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ถนนพระราม 4 น้ำยังคงทะลักท่วมขังระบายไม่ทัน ทำการจราจรชะงักตลอดค่ำยันดึกกว่าจะคลี่คลาย
ที่ศาลาว่าการ กทม.เมื่อตอนสาย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม.แถลงชี้แจงกรณีที่เกิดขึ้นว่า เกิดฝนตกหนักเนื่องมาจากลมมรสุมฤดูร้อน วัดปริมาณฝนได้ 50-75 มิลลิเมตร กทม.ได้เร่งระบายน้ำในถนนสายหลักให้แห้งจนเข้าสู่สภาวะปกติได้ภายใน 1 ชั่วโมง ยกเว้นถนนอโศกมนตรีที่ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง เพราะอยู่ใกล้พื้นที่ที่รองรับน้ำ คือ คลองแสนแสบ ที่ขณะนี้มีปริมาณน้ำในคลองสูง เนื่องจากที่ผ่านมา กทม.ตั้งรับมือกับปัญหาภัยแล้งกักเก็บน้ำในคลองต่างๆ ไว้ในปริมาณมากเป็นการช่วยแก้ปัญหาให้แก่เกษตรกร
ผู้ว่าฯ กทม.กล่าวว่า ส่วนบางจุดที่มีปัญหาน้ำท่วมขังอย่างหนัก อาทิ บริเวณห้างโรบินสัน ถนนสุขุมวิท ที่มีน้ำท่วมขังเนื่องจากเป็นอาคารเก่าอายุกว่า 30 ปี ระบบระบายน้ำใต้ดินชำรุดเสียหาย จึงเกิดเหตุน้ำทะลักจากท่อท่วมขังในพื้นที่ ไม่ใช่ปัญหาจากระบบระบายน้ำของ กทม. ส่วนบริเวณถนนพระราม 9 ซอย 7 ที่มีน้ำท่วมขังสูงเป็นพื้นที่ของเอกชน ที่ผ่านมา กทม.พยายามขอเข้าพื้นที่ไปแก้ปัญหา แต่เจ้าของพื้นที่ไม่อนุญาตให้เข้าไปดำเนินการ ล่าสุดสั่งการให้ผู้อำนวยการเขตเข้าพื้นที่แก้ปัญหาทันที ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ของเอกชนหรือไม่ เพื่อไม่ให้ประชาชนเข้าใจผิดว่า เป็นความผิดพลาดของ กทม.อีก
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ยอมรับว่า กทม.มีความผิดพลาดในการเตรียมการระบายน้ำ กทม.ไม่คิดว่าจะเกิดฝนตกหนักขนาดนี้ แม้ว่าจะมีข้อจำกัดที่ กทม.อยู่ในช่วงรับมือภัยแล้งจนไม่ได้เตรียมรับมือฝนตกหนัก แต่ กทม. สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมขังได้อย่างรวดเร็ว ภายใน 1-3 ชั่วโมงต่างจากในอดีต เมื่อปี 2552 ที่ตนเป็นผู้ว่าฯกทม.ปีแรก ใช้เวลาระบายน้ำในพื้นที่ต่างๆ มากถึง 4 ชั่วโมง บางจุดรอระบาย 4-5 วัน ขณะนี้ กทม.พัฒนาระบบระบายน้ำให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ถ้าเกิดฝนตกมีปริมาณน้ำฝนไม่เกิน 60 มิลลิเมตร กทม.จะระบายน้ำได้ทันที ถ้าเกินกว่านี้ยังคงต้องใช้เวลา หลายพื้นที่มีปัญหาจึงจำเป็นต้องสร้างอุโมงค์ยักษ์
“กรุงเทพฯเป็นเมืองน้ำ เป็นเมืองฝน ถ้าไม่อยากเจอน้ำท่วมก็ขึ้นไปอยู่บนดอย ที่ผ่านมา กทม.ร่วมมือกับรัฐบาลอย่างใกล้ชิดในทุกเรื่อง และยังคงร่วมมือกันอยู่ ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างอุโมงค์ยักษ์ระบายน้ำแห่งที่ 2 บริเวณคลองบางซื่อ จะเสร็จในปี 2559 ส่วนที่มีคนถามว่า ช่วงเวลาวิกฤติผู้ว่าฯ กทม.หายไปไหน ฝนตกกะทันหันอย่างนี้ ผมไม่สามารถลงพื้นที่ไปดูไปทุกแห่งได้ หากฝนตกแล้วท่วมขังเป็นเวลาข้ามวัน ผมจะลงไปดูแลแก้ปัญหาแน่นอน แต่เมื่อฝนตกกระจายไปหลายพื้นที่และเจ้าหน้าที่กำลังเร่งระบายน้ำให้แห้ง ถ้าผมลงไปพื้นที่ อาจจะทำให้การจราจรติดขัดมากขึ้น อีกทั้งเจ้าหน้าที่ก็ต้องมาคอยเป็นห่วงดูแลผม อาจทำให้การทำงานเป็นไปไม่เต็มที่”
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากวันนี้ และวันพรุ่งนี้ เกิดฝนตกหนักจะเห็นภาพน้ำท่วมแบบวันก่อนอีกหรือไม่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ตอบอย่างมีอารมณ์ว่า “ผมไม่ใช่เทวดาที่จะบอกได้ว่าจะเกิดภาพแบบเมื่อวานนี้ อีกหรือไม่ แต่ถ้าผมเป็นเทวดา ก็เต็มใจที่จะตอบ” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ระบายความรู้สึกพร้อมยืนยันว่า ไม่ได้หนีงาน แต่ไม่ต้องการลงพื้นที่เพื่อไปโชว์ตัว หรือสร้างภาพ ทั้งนี้ ในช่วงเวลาฝนตกเมื่อวันก่อน ตนก็ทำงาน มีภารกิจไปลงนามไว้อาลัยแด่การถึงอสัญกรรมของนายลี กวน ยู อดีตนายกรัฐมนตรีคนแรกของสาธารณรัฐสิงคโปร์ ที่สถานเอกอัครราชทูตสิงคโปร์ ประจำประเทศไทย และไปร่วมพิธีงานศพอีกแห่งหนึ่ง
ด้านนายสัญญา ชีนิมิตร ปลัด กทม. เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ กทม.ออกไปดำเนินการตั้งแต่ก่อนฝนตกจนน้ำแห้ง กทม.มีแผนดำเนินการป้องกันน้ำท่วมอยู่แล้ว โดยในเดือน เม.ย.นี้ มีแผนต้องซ่อมเครื่องสูบน้ำให้เสร็จ ส่วนในเดือน พ.ค.ต้องเร่งล้างท่อระบายน้ำ ขุดลอกคูคลองเปิดน้ำไหลให้แล้วเสร็จเพื่อรับมือฤดูฝน และเร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำในจุดอ่อน และจุดที่มีปัญหา ทั้งนี้ กทม.มีสถานีสูบน้ำ 166 แห่ง มีประตูระบายน้ำ 270 แห่ง มีบ่อสูบน้ำ 180 แห่ง และเครื่องสูบน้ำ 1,000 เครื่องที่นำมาซ่อมบำรุง และได้ทยอยติดตั้งแล้วร้อยละ 50 จะเสร็จในเดือน พ.ค.นี้ กทม.พร้อมรับมือฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง
ขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝนตกน้ำท่วม กทม.ด้วยท่าทีที่ไม่พอใจว่า ได้สั่งการไปที่ กทม.และ คสช.แล้วให้ไปช่วยกันดูแล ตนเตือนไปแล้วว่าจะมีพายุฤดูร้อนเข้ามาตั้งแต่สัปดาห์สองสัปดาห์ที่แล้วด้วยซ้ำไป แต่หน่วยงานที่รับผิดชอบกันแค่ไหนจะไล่ตรวจสอบ วันนี้กำลังให้ตรวจสอบไปที่ กทม. ทำไมปัญหาการระบายน้ำอยู่ที่ตรงไหน แล้วมาตามแก้กัน นี่ไงคือ ปัญหาของประเทศไทย ทำงานแบบเชิงรับกันตลอด ก็ไม่เกิดอะไรขึ้น วันนี้ คสช.มองไปในวันข้างหน้าว่าจะทำอย่างไรให้น้ำไม่ท่วม บริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ไม่ใช่ทำแก้ปัญหาแบบนี้ไม่เอา และสั่งให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง เข้าไปดูด้วย เพราะมีหน้าที่ดูแลเรื่องทุกข์สุขก็ให้ทั้งกระทรวงมหาดไทยช่วยดูต่างจังหวัด รวมทั้ง คสช.และทหารให้เตรียมการช่วยเหลือไว้ แต่ทำไมน้ำขังได้ก็ไม่รู้ เห็นมีรายงานว่าหม้อแปลงระเบิด ทำให้ปั๊มไม่ได้ อย่างนี้มันไม่ได้ ต้องแก้ปัญหาให้ได้
ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เผยว่า สั่งการให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม.เร่งดำเนินการแก้ไขแล้ว เนื่องจากตอนฝนตก กทม.ไม่ได้พร่องน้ำไว้ก่อน ผู้ว่าฯ กทม.ระบุว่า ท่อระบายน้ำไม่มีปัญหา แต่มีปัญหาตรงคลองแสนแสบ เพราะเมื่อฝนตกเร็ว และไม่ได้พร่องน้ำไว้จึงทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ กทม.ชั้นใน กำลังดำเนินการแก้ไข สิ่งที่สำคัญต้องสร้างความรับรู้ให้กับประชาชน ผู้ว่าฯ กทม. แถลงข่าวไปเรียบร้อยแล้วว่า จะรับผิดชอบเร่งแก้ไขปัญหาเตรียมเครื่องสูบน้ำไว้ พร้อมรับไปดำเนินการแก้โดยด่วน
ส่วนนายบุญธรรม ตั้งล้ำเลิศ หัวหน้าเวรพยากรณ์ประจำวัน กรมอุตุนิยมวิทยากล่าวว่า ในช่วงนี้ไปจนถึงวันที่ 27 มี.ค. บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ประกอบกับมีคลื่นกระแสลมตะวันตกเคลื่อนจากประเทศพม่าเข้ามาปกคลุมบริเวณภาคเหนือ ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก จะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น เป็นพายุฝนฟ้าคะนองกับลมกระโชกแรง และมีลูกเห็บตกได้บางพื้นที่ ใน กทม. มีฝนร้อยละ 30-40 ส่วนพื้นที่ต้องระวังอยู่ในแถบ จ.กาญจนบุรี ราชบุรี หลัง จากนั้น วันที่ 28-31 มี.ค. บริเวณความกดอากาศสูงที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนมีกำลังอ่อนลง ทำให้บริเวณประเทศไทยมีฝนฟ้าคะนองลดลงเหลือประมาณร้อยละ 10-20 กับมีอุณหภูมิสูงขึ้น


