พ่อเมืองตาก เดินหน้า แปลงสภาพป่าตาม มติ ครม.แก้ที่ดินราคาแพงในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ สนองนโยบายรัฐบาลประยุทธ์ เชื่อสร้างความมั่นใจนักลงทุน ให้เข้ามาเช่าดำเนินธุรกิจ...
วันที่ 23 มี.ค.58 นายสมชัยฐ์ หทยะตันย์ติ ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ภายหลังเข้าร่วมการประชุมเตรียมความพร้อมและซักซ้อมเกี่ยวกับข้อมูลขั้นตอนในการขอใช้พื้นที่ภาครัฐ เพื่อให้เอกชนและหน่วยงานภาครัฐใช้ประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตามนโยบาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่า จังหวัดตากเร่งดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลและ คสช. ในการแปลงสภาพจากป่าไม้ ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้เป็นที่ราชพัสดุ โดยการดูแลของกรมธนารักษ์ โดยพิจารณาจะให้ประชาชนที่เคยบุกรุกครอบครองที่ดินอยู่ปัจจุบันได้รับผลกระทบให้น้อยที่สุด และจะเสนอให้มีการชดเชยราคาที่ดินตามความเป็นจริง และในส่วนของค่าเช่าที่ดินที่แปลงสภาพจากป่า มาเป็นที่ดินราชพัสดุจะให้เป็นแนวทางที่ให้กรมธนารักษ์วางไว้ และจังหวัดตากจะเสนอให้มีสิทธิพิเศษอื่นๆ ประกอบด้วยเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับทุกฝ่าย
ทั้งนี้ ที่ดินที่นำมาตั้งนิคมอุตสาหกรรม จะเป็นที่ดินของรัฐของหลวงที่มาจากการเวนคืนที่ดินในเขตป่า ตามมติ ครม. และที่ดินในป่าเสื่อมโทรมบางส่วนที่มีชาวบ้านใช้พื้นที่ในการเพาะปลูกก็จะมีการขอคืน ส่วนใหญ่เป็น ภบท.5 และ ส.ป.ก. โดยเฟสแรกประมาณ 14,898 ไร่ เมื่อทางการเวนคืนก็จะมีการชดเชยค่าผลผลิต เช่น ปลูกอ้อย ปลูกมัน หรือสินค้าเกษตรกรรมอื่นๆ ตามอายุหรือมูลค่า ณ วันที่เวนคืน - ถ้าเป็นที่เอกชน จะมีการเวนคืน หรือถ้าเป็นที่ราชพัสดุการคิดค่าเช่า โดยจะดูอัตราค่าเช่าของกรมธนารักษ์ ว่า เดิมคิดค่าเช่าจากเอกชนเท่าไร เมื่อรัฐนำมาจัดประโยชน์เพื่อความเจริญ และเป็นส่วนหนึ่งของเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ
...
ส่วนแนวทางการเตรียมการเพื่อจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ หลังจากการได้พื้นที่มาตามความเป็นจริงก็จะดำเนินการดังนี้ 1. ออกแบบวางผังการใช้พื้นที่ เบื้องต้นว่า เหมาะสมต่อการใช้เพื่อกิจการส่วนไหน เช่น เป็นคลังสินค้า เป็นฟรีโซน เป็นจุดพักสินค้าและคน รอข้ามแดน (crossborder) เป็นศูนย์เพื่อนำเข้า-ส่งออก เขตปลอดอากร (FTZ) เป็นต้น 2. ออกแบบระบบสาธารณูปโภค พื้นฐานถนน ระบบน้ำ ไฟฟ้า ท่อระบายน้ำ ระบบกำจัดขยะ 3. เตรียมแผนงานเสร็จแล้วเสนอต่อรัฐบาลเรื่องสิทธิประโยชน์ และการสนับสนุน BOI ระดับสูงสุด 4. กระจายข่าวต่อผู้ประสงค์มาใช้พื้นที่ เพื่อกิจการต่างๆ และ 5. ในส่วน Ligustic และการเดินทางเข้าออก ไม่ว่าจะเป็นรถทัวร์ รถตู้ สายการบิน ก็จะมีการพัฒนาสู่การขยายเส้นทาง การให้ Arrival Visa ตลอดจนการพิจารณาการใช้ Border Pass และ Temporary Border Pass เป็นต้น
นายสมชัยฐ์ ยังกล่าวอีกว่า ขณะนี้ทางด้านโครงสร้างพื้นฐานฯ ล่าสุด ที่ประชุม กนพ.ได้อนุมัติงบประมาณการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเมยแห่งที่ 2 โดยกระทรวงคมนาคม ได้อนุมัติงบประมาณในเบื้องต้น 500 ล้านบาท เพื่อดำเนินการก่อสร้างซึ่งจะเริ่มตั้งคณะทำงาน และดำเนินการก่อสร้างได้ทันทีรวมถึงทางหลวงชนบทก็ได้รับงบประมาณในการพัฒนาถนนเลียบริมน้ำเมย ด้วยเช่นกัน