คุมตัว “เดียร์” ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพคดีบึมป่วนกรุงที่บ้านเกิดมุกดาหาร จุดทำธุรกรรมการเงินกับเพื่อนร่วมแก๊ง ก่อนฝากขังศาลทหารนัดแรก คัดค้านประกันตัว ตำรวจต่างประเทศชี้ขั้นตอนขอตัวผู้ร้ายข้ามแดน “เอนก ซานฟราน” ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ ทางการทูต ยังไม่ถึงส่งหมายแดงไปยังองค์กรตำรวจ สากล เพราะอัยการยังไม่สั่งฟ้องต่อศาล “อนุพงษ์-วินธัย” ออกโรงโต้ซ้อมผู้ต้องหา ยืนยันยึดข้อกฎหมาย ไม่เคยทำร้ายร่างกาย ทว่า กสม.จ่อเรียกสอบข้อเท็จจริง
คดีปาระเบิดบริเวณลานจอดรถหน้าศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ก่อนเจ้าหน้าที่ทหารจะตามสกัดจับ 2 มือบึมทันควัน นำขยายผลรวบเครือข่ายก่อเหตุเป็นขบวนการใหญ่หวังป่วนเมือง มีนางสุภาพร หรือเดียร์ มิตรอารักษ์ อายุ 49 ปี ผู้จ้างวานที่รับงานมาจากนายมนูญ ชัยชนะ หรือเอนก ซานฟราน อีกทอด มี “แหวน” ณัฏฐธิดา มีวังปลา พยาบาลอาสาสมัคร และพยานปากสำคัญในคดียิง 6 ศพ ในวัดปทุมวนาราม ปี 2553 ตกเป็นผู้ต้องหาร่วมอยู่ในแก๊งด้วย
ความคืบหน้าเมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 19 มี.ค. พ.ต.อ.ชยุต มารยาทตร์ รอง ผบก.น.2 ประสาน พล.ต.ต.วิทวัส บูรณสมภพ ผบก.ภ.จ.มุกดาหาร พ.ต.อ. วีระเดช เลขะวรกุล ผกก.สภ.เมืองมุกดาหาร นำกำลังตำรวจ ทหาร คุมตัวนางสุภาพร หรือเดียร์ มิตรอารักษ์ ที่สวมเสื้อยืดสีส้มทับด้วยเสื้อเกราะไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพรวม 6 จุด ตั้งแต่จุดแรกที่ธนาคารกสิกรไทย สาขามุกดาหาร ถนนพิทักษ์พนมเขต ที่นางสุภาพรไปเบิกเงิน จุดที่ 2 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขามุกดาหาร ถนนสมุทรศักดารักษ์ ที่โอนเงินให้นายมหาหิน ขุนทอง จุดที่ 3 บ้านเก่านางสุภาพรที่ถูกปล่อยรกร้าง ในซอยลิเวอร์พูล ถนนมุกดาหาร-คำชะอี จุดที่ 4 บ้านเช่าเลขที่ 19/1 ซอยศรีมันตะ หน้าเรือนจำมุกดาหาร
จุดที่ 5 บ้านเช่าเลขที่ 19/3 ซอยศรีมันตะ หน้าเรือนจำมุกดาหาร ที่เอาเงินมาให้นางวาสนา บุสดี และจุดสุดท้าย ธนาคารกรุงเทพ สาขาโลตัสมุกดาหาร ที่ทำธุรกรรมด้านการเงินการทำแผนประกอบคำรับสารภาพใช้เวลา 2 ชั่วโมงเศษ เจ้าหน้าที่จึงนำตัวนางสุภาพรขึ้นเฮลิคอปเตอร์กลับ กทม. ไปยังศาลทหารกรุงเทพ กรมพระธรรมนูญ กระทรวงกลาโหม เพื่อผัดฟ้องฝากขังครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 19-30 มี.ค.58 แนบท้ายคำร้องฝากขังคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเป็นคดีเกี่ยวข้องกับความมั่นคงและเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี ทั้งนี้ นางสุภาพรมีสีหน้าอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกัน ก่อนหน้าพนักงานสอบสวนนำตัวนายเจษฎาพงษ์ วัฒนพรชัยสิริ ผู้ต้องหาในคดีร่วมกันวางแผนในคดีลอบปาระเบิดศาลอาญารัชดาอีกไปยื่นคำร้องฝากขังและคัดค้านประกันตัวแล้วเช่นกัน
ส่วนความคืบหน้าการติดตามผู้ต้องหาที่เหลือ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ ผกก.ฝ่ายตำรวจสากลและประสานงานภูมิภาค 1 บก.ตท.กล่าวว่า นายมนูญ ชัยชนะ หรือเอนก ซานฟราน สถานะปัจจุบันตำรวจสากลประเทศไทยได้รับคำร้องจากพนักงานสอบสวนให้ช่วยดำเนินการสืบสวนติดตาม ขั้นตอนนี้ยังไม่ถึงอัยการ เนื่องจากตำรวจยังไม่ได้สั่งฟ้อง การส่งรายละเอียดคำร้องแต่ไม่ใช่หมายแดงไปยังองค์กรตำรวจสากลเพื่อจะแจ้งให้ทราบว่า นายมนูญ ชัยชนะ เป็นบุคคลที่ทางการไทยต้องการตัว ถ้าตรวจสอบพบหลบหนีเข้าเมืองอยู่ประเทศใด ให้แจ้งให้ทางการประเทศไทยทราบถึงความเคลื่อนไหวด้วย
พ.ต.อ.กฤษณะกล่าวอีกว่า ประเทศปลายทาง หรือประเทศผู้ได้รับการร้องขอจะทำตามที่ร้องขอหรือไม่ เป็นประเด็นที่ตอบไม่ได้ เพราะเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทางการทูต เป็นเหตุตามหลักต่างตอบแทน โดยมี 4 เงื่อนไขในการขอเป็นผู้ร้ายข้ามแดนได้คือ ต้องเป็นความผิดที่เป็นความผิดใน 2 ประเทศ และมีอัตราโทษจำคุกขั้นต่ำตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป เป็นความผิดที่พนักงานอัยการ หรือตำรวจได้สั่งฟ้องแล้วในข้อหานั้นๆ เป็นกรณีที่มีคำร้องยืนยันหรือคำร้องขอจากฝั่งประเทศไทยว่า ขอตัวผู้ร้ายข้ามแดน และประเทศปลายทางออกหมายจับให้ ดังนั้นลำพังตำรวจสากลออกหมายแดงให้ก็ยังไม่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ ต้องอยู่ที่ดุลพินิจของศาลประเทศนั้นด้วย ทำให้ขบวนการต่างๆต้องใช้เวลา คดีนี้เป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยขอตัวผู้ร้ายข้ามแดนในคดีก่อการร้าย โดยนายมนูญ ชัยชนะ เข้าเงื่อนไขมีโทษเกินกว่า 1 ปี แต่ยังไม่มีการส่งฟ้องต่อศาล คงต้องรอการส่งฟ้องต่อศาลก่อน
ด้าน พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร.ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่นายสรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน ผู้ต้องหาในคดีร่วมกันปาระเบิดศาลโวยถูกทหารซ้อมให้รับสารภาพว่า ขั้นตอนในการรับตัวผู้ต้องหาจากเจ้าหน้าที่ทหารตามกฎอัยการศึกจะมีแพทย์ในการตรวจร่างกายอยู่แล้ว วันนั้นผู้ต้องหาทั้งหมดไม่มีใครแจ้งว่า ถูกทำอะไร หรือได้รับบาดเจ็บจากอะไร ส่วนที่มีการไปแจ้งในเรือนจำต้องดูกันอีกทีว่า บาดแผลเกิดจากอะไร แต่ในขั้นตอนการรับตัวมีความเห็นของแพทย์ประกอบอยู่แล้ว แพทย์ยังถามว่ามีใครเจ็บป่วยอะไรหรือไม่ ถ้ามีผู้ต้องหาก็คงต้องบอก ตนก็ถามผู้ต้องหาด้วยตัวเองหลายคนว่า มีใครมีอาการเจ็บป่วยอะไรหรือไม่ มีปัญหาอะไรจะบอกแพทย์หรือไม่ ก็ไม่มีใครพูดอะไร ขณะนี้ประสานกับทางแพทย์ว่า นายสรรเสริญมีการตรวจละเอียดขนาดไหน บาดแผลอาจจะเกิดก่อนหรือหลังก็ได้ คงต้องส่งแพทย์ไปตรวจเพิ่มเติม และในวันที่ 20 มี.ค. เจ้าหน้าที่ทหารจะมีการส่งมอบผู้ต้องหาให้พนักงานสอบสวนอีก 2 คน
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เผยในกรณีเดียวกันว่า คิดว่าไม่มีใครทำอย่างนั้น เจ้าหน้าที่ทุกคนต้องทำตามกฎหมาย ถ้าทำนอกกฎหมายต้องรับผิดชอบ จับมาก็หาหลักฐานกันไป มีพยานหลักฐาน ศาลรับฟ้องก็พิจารณาตามพยานหลักฐาน ผิดก็ผิด ไม่ผิดก็ไม่ผิด เชื่อว่าทหารไม่สามารถทำร้ายพลเรือนได้ ทุกคนไม่มีอำนาจจะไปทำอย่างนั้น ฟ้องได้สืบสวนได้ก็ทำไปตามนั้น ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ต่อรัฐบาลหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า ไม่มี ถ้าสื่อพูดให้เข้าใจ หรือถ้ามีใครทำต้องโดนลงโทษ เจ้าหน้าที่คนไหนไปซ้อมต้องรับผิดชอบ เมื่อถามถึงข้อเสนอให้ยกเลิกการนำพลเรือนขึ้นพิจารณาคดีที่ศาลทหาร พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า นายกฯพูดชัดเจนแล้วว่า โดยนโยบายไม่มีแนวทางดังกล่าว การพิจารณาเป็นเรื่องของกฎหมาย อีกทั้งท่านไม่มีเจตนาใช้ศาลทหารในลักษณะเช่นนั้น พูดไปก็เป็นประเด็น เพราะเวลาแปลออกไป ต่างประเทศอาจเข้าใจผิด เราไม่มีโอกาสอธิบายก็จะเป็นปัญหา ทุกคนก็ทราบดีว่าศาลทหารไม่มีนัยอะไร
ขณะที่ พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. กล่าวว่า จากการที่ผู้ต้องหาโวยเจ้าหน้าที่ทหารทำร้ายร่างกายระหว่างถูกควบคุมตัว ตรวจสอบพบว่าไม่เป็นความจริง การให้ข้อมูลมีลักษณะบิดเบือนข้อเท็จจริงใส่ร้ายทำลายความน่าเชื่อถือของเจ้าหน้าที่ อาจมีการตรวจสอบ เพิ่มเติมว่า ผู้ต้องหาเป็นผู้ให้ข้อมูลดังกล่าว หรือมีบุคคลหนึ่งบุคคลใดที่อาจไม่หวังดีพยายามสร้างข้อมูล เท็จ ฝ่ายกฎหมายอาจต้องเข้ามาดูในรายละเอียดต่อไป มั่นใจว่าไม่มีเหตุผลที่เจ้าหน้าที่ต้องไปบังคับอะไร โดยเฉพาะข้อมูลเป็นเพียงองค์ประกอบส่วนหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ข้อผูกมัดหลักทางคดี ที่สำคัญข้อมูลจะเน้นนำไปใช้เพื่อดูแลป้องกันระงับยับยั้งเหตุ เพื่อให้สังคมเกิดความสงบเรียบร้อย ไม่ให้มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นในสังคม
โฆษก คสช.ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ดำเนินการทุกอย่างด้วยหลักสากลตามแนวทางที่กฎหมายกำหนด การออกมากล่าวในลักษณะนี้ เทียบเคียงได้เหมือนกับการฟังข้อมูลด้านเดียวแล้วกล่าวหาเจ้าหน้าที่ ผิดวิสัยคุณลักษณะทางวิชาชีพนักกฎหมาย ที่ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างชัดแจ้งก่อน โลกปัจจุบันการทำร้ายผู้ต้องหาหากเกิดขึ้นจริงสามารถตรวจสอบตามหลักทางการแพทย์ได้ อยากให้ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนใช้มุมมองที่เป็นธรรม ปราศจากอคติ และไม่อยากให้มองว่าเจ้าหน้าที่รัฐเป็นฝ่ายตรงข้ามจนดูไม่เป็นธรรมชาติ มิฉะนั้นสังคมอาจตั้งข้อสงสัยว่ามีเจตนาแฝงในการเคลื่อนไหวครั้งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ส่วน นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง กล่าวว่า มีผู้ยื่นคำร้องมาที่ กสม.แล้ว โดยคณะอนุกรรมการสิทธิพลเมืองฯจะพิจารณาข้อเท็จจริงภายในสัปดาห์หน้า จะประสานอธิบดีกรมราชทัณฑ์เพื่อไปเยี่ยมผู้ต้องหาที่เรือนจำ และจะตรวจสอบว่ามีร่องรอยการถูกทำร้ายร่างกาย หรือการซ้อมทรมานจริงหรือไม่ หลังจากนั้นคณะอนุกรรมการฯจะทำหนังสือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำหน้าที่จับกุมและสอบสวนผู้ต้องหา กรมราชทัณฑ์ รวมทั้งผู้ร้องมาชี้แจงข้อเท็จจริง


