อธิบดีกรมศิลปากรสุดทน ประกาศเอาผิดคนทุบทำลายโบราณสถานวัดกัลยาณมิตร หลังทราบว่ามีการทำลายโบราณสถานในวัด ที่มีอายุเก่าแก่เกือบ 200 ปี เสียหายยับเยินรวม 22 รายการ ขนาดมีการติดป้ายประกาศเป็นเขตโบราณสถาน แต่ทางวัดยังทำมึน
หลังจากนายบวรเวท รุ่งรุจี อธิบดีกรมศิลปากร เข้าแจ้งความตำรวจ สน.บุปผาราม ให้ดำเนินคดีกับผู้สั่งการและคนงาน ที่ทำลายโบราณสถานสำคัญ ภายในวัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร ถ.อรุณอมรินทร์ตัดใหม่ แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี กทม. ทั้งทางอาญาและแพ่งอย่างถึงที่สุดนั้น
เมื่อวันที่ 18 มี.ค. นายบวรเวท เปิดแถลงข่าว ที่ห้องประชุมกรมศิลปากร เกี่ยวกับการเข้าแจ้งความกับวัดกัลยาณมิตรฯว่า วัดนี้มีอายุถึง 190 ปี กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนโบราณสถานไว้ตั้งแต่ปี 2492 การที่วัดจะบูรณะซ่อมแซมส่วนใด จะต้องขออนุญาต จากอธิบดีกรมศิลปากรเป็นลายลักษณ์อักษรตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปะวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เพื่อจะจัดส่งเจ้าหน้าที่ไปช่วยออกแบบและบูรณะอนุรักษ์ ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา วัดได้รื้อถอน ทุบทำลาย โบราณสถานโดยพลการ เป็นเหตุให้กรมศิลปากร ต้องเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับวัดมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดวัดได้รื้อถอนทำลายดัดแปลงแก้ไขโบราณสถานกุฏิ คณะ 1 อีก เป็นเหตุให้ต้องแจ้งความดำเนินคดีอาญากับวัด กัลยาณมิตรอีกครั้ง จากสถิติการแจ้งความดำเนินคดีทั้งหมด 15 คดี ตั้งแต่ปี 2547 ถึงปัจจุบันพบว่า อัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องวัดกัลยามิตรฯ จำนวน 10 คดี คงเหลืออีก 5 คดี อยู่ระหว่างการสอบสวนของ สน.บุปผาราม
“ตลอดระยะเวลา 12 ปี มีโบราณสถาน โบราณ วัตถุ ศิลปะวัตถุ ได้รับความเสียหายรื้อทำลายไปแล้วมากถึง 22 รายการ อาทิ หอระฆัง อาคารเสวิกุล ศาลาทรงปั้นหยา หอกลอง หอสวดมนต์กัลยาณาลัย ศาลาปากสระ กุฏิเก่าคณะ 7 จำนวน 3 หลัง รื้อราวระเบียงหิน พื้นหิน ตุ๊กตาหินอับเฉา กุฏิสงฆ์คณะ 4 และการถมสระน้ำภายในกุฏิสงฆ์คณะ 4 และถมสระน้ำภายในกุฏิสงฆ์คณะ 2 รวมทั้งยังมีการก่อสร้างอาคารในเขต โบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนแล้วโดยไม่ได้รับอนุญาตจากกรมศิลปากรอีกด้วย” อธิบดีกรมศิลปากรกล่าว
...
นายบวรเวทกล่าวต่อไปว่า จากข้อมูลพบว่า การที่อัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องนั้นได้ให้เหตุผลว่า วัดกัลยาณมิตรขาดเจตนาในการทุบรื้อทำลายและไม่รู้ว่าเป็นโบราณสถาน เพื่อเป็นการตัดปัญหาที่วัดจะอ้างอีกว่าไม่รู้ว่าเป็นโบราณสถานในปี 2555 กรมศิลปากรจึงทำหนังสือแจ้งไปถึงวัดกัลยาณมิตรให้ทราบว่าได้ขึ้นทะเบียนโบราณสถานเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญ ทั้งติดประกาศเขตโบราณสถานห้ามมิให้ผู้ใดซ่อมแซม แก้ไข เปลี่ยนแปลง รื้อถอน ต่อเติม ทำลาย เคลื่อนย้ายโบราณสถานหรือส่วนต่างๆของโบราณสถาน แต่ยังพบปัญหารื้อทุบทำลายมาอย่างต่อเนื่อง จนมาถึงปี 2558 ในกรณีล่าสุด ตนในฐานะอธิบดีกรมศิลปากร จึงเข้าแจ้งความดำเนินคดีด้วยตนเอง เพื่อทำตามกฎหมายอย่างจริงจังและเด็ดขาด เพราะหากไม่ทำอะไรเลยจะถูกรื้อทำลายไปเรื่อยๆจนวัดเสื่อมค่า
“ตั้งแต่เมื่อปี 2546 เคยเข้าหารือกับเจ้าอาวาสวัดกัลยาณมิตรและนิมนต์มาพูดคุยที่กรมทำความ เข้าใจ ได้ยืนยันไปว่าไม่ได้ห้ามบูรณะหรือทำอะไรเลย แต่เมื่อวัด เป็นโบราณสถานจะทำสิ่งใดขอให้แจ้งกรมศิลปากรตามกฎหมาย ส่วนวัตถุประสงค์ของการทำลายนั้นเท่าที่ทราบ เพราะเห็นว่าอาคารเหล่านี้เก่า ทรุดโทรม มีความต้องการสร้างอาคาร กุฏิใหม่ให้สวยงาม ขณะที่กรมศิลปากรมองว่า แม้อาคารเก่า แต่มีคุณค่า มีเพียงหนึ่งเดียวหาที่ไหนไม่ได้ สร้างมาตั้งแต่สมัย ร.3 บูรณะซ่อมแซมต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ อีกเหตุผลอาจเพราะทางวัดต้องการเปิดพื้นที่โล่งเพื่อใช้ประโยชน์ของวัด ก็เป็นการมองต่างมุม” อธิบดีกรมศิลปากรกล่าว
นายบวรเวทกล่าวอีกว่า สำหรับความคืบหน้า ที่ตำรวจเข้าจับกุมคนงานที่กำลังทุบโบราณสถาน ซึ่งถือเป็นความผิดซึ่งหน้า พบผู้กระทำความผิดสัญชาติลาว 2 คน ได้แก่ นายแขก วงสียา กับนายเล่ คำมั่น ไวยาวัจกรของวัดกัลยาณมิตร ได้ประกันตัวไปแล้ว 1 คน ส่วนอีกคนไม่สามารถประกันตัวได้ เนื่องจากไม่มีเอกสารการเข้าเมืองที่ถูกต้อง ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนของตำรวจเพื่อขยายผลไปยังต้นตอว่า เป็นคนงานของบริษัทใด ใครเป็นผู้ว่าจ้างให้ทุบรื้อทำลายโบราณสถาน การแจ้งดำเนินคดีครั้งนี้ ถือว่ามีน้ำหนักมากทำให้วัดกัลยาณมิตร จะอ้างว่าไม่มีเจตนาหรือไม่รู้ ไม่ได้แล้ว ยืนยันว่าจะเร่งรัดคดีนี้เพื่อให้เป็นตัวอย่าง สำหรับ 5 คดีที่เหลือ ซึ่งอยู่ระหว่างการสอบสวนของตำรวจ ขณะเดียวกัน ได้รายงานเรื่องดังกล่าวให้นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม รับทราบเป็นระยะแล้ว ขณะที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร ได้ขอเข้าพบพระเทพเวที เจ้าอาวาสวัดกัลยาณมิตร แต่ท่านไม่ให้เข้าพบ