บุญทรงกับพวก21คน ปรับอ่วม3.5หมื่นล้าน นัดฟังคำสั่ง20เม.ย.นี้

อัยการหอบสำนวน 7 หมื่นหน้า ส่งศาล ฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง ฟัน “บุญทรง” กับพวกรวม 21 ราย ร่วมทุจริตจีทูจีข้าวเก๊ ผิด ก.ม.อาญา-ก.ม.ฮั้ว-พ.ร.บ. ป.ป.ช. ชงปรับอ่วม 3.5 หมื่นล้าน “หมอโด่ง-เสี่ยเปี๋ยง-บ.สยามอินดิก้า” โดนถ้วนหน้า ศาลฯนัดฟังคำสั่งรับฟ้อง 20 เม.ย. กมธ.ยกร่างฯหูชากระแสต้านร่าง รธน.ดังกระหึ่ม “คำนูณ” เสียงอ่อย สปช.ขอแก้ไขทั้งร่างก็ยังได้ อ้างคงรัฏฐาธิปัตย์ 5 ปี ส่งไม้ต่อปฏิรูป ปัดสืบทอดอำนาจ คสช. “พรเพชร” เล็งชงลดยาแรง เลิกกฎอัยการศึกช่วง มิ.ย. หรือ ส.ค. “บิ๊กป้อม” สวนต้องหยุดป่วนก่อนถึงเลิกกฎเหล็ก “บิ๊กตู่” บ่นเหนื่อยใจ ลั่นลดใช้ศาลทหารให้น้อยที่สุด แจงตอบโต้มะกันแค่แหย่กันเล่น “ฮิวแมน ไรท์ส” จี้ถอนฟ้อง 4 สมาชิกกลุ่ม “โต้กลับ” จวกไทยถลำลึกลงสู่ระบบเผด็จการยิ่งขึ้น

หลังจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดโครงการทุจริตการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ล่าสุดอัยการสูงสุดได้ยื่นฟ้องนักการเมือง ข้าราชการและเอกชนรวม 21 ราย เป็นจำเลยต่อศาลฎีกาแผนคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยศาลนัดฟังคำสั่งในวันที่ 20 เม.ย.

อสส.ยื่นฟ้อง 21 จำเลยจีทูจีข้าวเก๊

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 17 มี.ค. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถนนแจ้งวัฒนะ นาย ชุติชัย สาขากร อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานฟ้องคดีโครงการทุจริตระบายข้าว นายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ตระกูล อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน ในฐานะรองหัวหน้าคณะทำงาน และนายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด นำสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พร้อมเอกสารหลักฐานรวม 205 ลัง 1,628 แฟ้ม รวมกว่า 70,000 หน้า และคำฟ้องหนากว่า 40 หน้า ที่นายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลย 21 คน ประกอบด้วย กลุ่ม นักการเมืองและข้าราชการพลเรือน จำนวน 6 ราย ได้แก่ นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ ในฐานะประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว จำเลยที่ 1 นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ในฐานะ ประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว จำเลยที่ 2 พ.ต.นพ.ดร.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ (หมอโด่ง) อดีต ผู้ช่วยเลขานุการและอดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ จำเลยที่ 3 นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ จำเลยที่ 4 นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตผู้อำนวยการสำนักการค้าข้าวต่างประเทศ และอดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ จำเลยที่ 5 นายอัครพงศ์ ช่วยเกลี้ยง หรือทีปวัชระ อดีตเลขานุการกรมการค้าต่างประเทศ และอดีต ผอ.สำนักการค้าข้าวต่างประเทศ จำเลยที่ 6

“เสี่ยเปี๋ยง–สยามอินดิก้า” โดนทั่วหน้า

กลุ่มเอกชนเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามในบริษัท และนิติบุคคล 15 ราย ได้แก่ นายสมคิด เอื้อนสุภา จำเลยที่ 7 นายรัฐนิธ โสจิระกุล จำเลยที่ 8, นายลิตร พอใจ จำเลยที่ 9 บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด จำเลยที่ 10 น.ส.รัตนา แซ่เฮ้ง จำเลยที่ 11 น.ส. เรืองวัน เลิศศลารักษ์ จำเลยที่ 12 น.ส.สุทธิดา หรือ สุธิดา ผลดี หรือจันทะเอ จำเลยที่ 13 นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่ 14 นายนิมล หรือโจ รักดี จำเลยที่ 15 นายสุธี เชื่อมไธสง จำเลย ที่ 16 นางสุนีย์ จันทร์สกุลพร จำเลยที่ 17 นายกฤษณะ สุระมนต์ จำเลยที่ 18 นายสมยศ คุณจักร จำเลยที่ 19 บริษัท กีธา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด หรือบริษัท สิราลัย จำกัด จำเลยที่ 20 และ น.ส.ธันยพร จันทร์สกุลพร จำเลยที่ 21

ฟันผิดอาญา–ก.ม.ฮั้ว–พ.ร.บ.ป.ป.ช.

ทั้งหมดเป็นจำเลยที่1-21 ฐานกระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐหรือฮั้วประมูล พ.ศ.2542 มาตรา 4, 9, 10, 12 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ฐาน เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจโดยทุจริตสร้างความเสียหายแก่รัฐ และ 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้น การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต สร้างความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4, 123 และ 123/1 และขอให้สั่งปรับจำเลยทั้งหมด 35,274,611,007 บาท ในคดีระบายข้าวแบบรัฐต่อ รัฐ (จีทูจี) ที่เกิดเหตุช่วงระหว่าง 8 ก.ย.54-22 ก.พ. 56 ศาลฎีกาฯรับคำฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำ อม. 25/2558 พร้อมนัดฟังคำสั่งว่าจะรับฟ้องคดีหรือไม่ วันที่ 20 เม.ย. เวลา 10.00 น.

ชงสั่งปรับอ่วม 3.5 หมื่นล้าน

ต่อมาเวลา 11.00 น. ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถนนแจ้งวัฒนะ นายชุติชัย สาขากร อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงาน พร้อมด้วยนายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ตระกูล อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน และนายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ร่วมกันแถลงข่าว นายชุติชัยกล่าวว่า เป็นผู้แทนนายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุดยื่นฟ้องนายบุญทรงกับพวก รวม 21 ราย โดยคดีนี้มีโทษสูงสุดถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิต ส่วนค่าปรับ 35,274,611,007 บาทนั้นคำนวณจากมูลค่าครึ่งหนึ่งตามสัญญาระบายข้าวกว่า 5 ล้านตัน ที่พบว่ามีการกระทำผิดสัญญา 4 ใน 8 ฉบับ โดย พ.ร.บ.ว่าด้วยการฮั้วประมูล มาตรา 4 กำหนดให้ขอปรับได้ร้อยละ 50 จากมูลค่าตามสัญญา ส่วนการรับผิดทางแพ่งต่อความเสียหายของโครงการรับจำนำข้าวทั้งหมด ประมาณ 5-6 แสนล้านบาท ที่ ป.ป.ช.กำลังดำเนินการรวบรวมหลักฐานนั้น หาก ป.ป.ช.สรุปสำนวนส่งมาให้อัยการ จะดำเนินการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองต่อไป

ศาลนัดฟังประทับรับฟ้อง 20 เม.ย.

นายสุรศักดิ์กล่าวว่า ขั้นตอนหลังจากนี้ภายใน 14 วัน ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาฯจะประชุมเพื่อคัดเลือกองค์คณะผู้พิพากษา 9 คน เพื่อพิจารณาสำนวนคดี จากนั้นองค์คณะทั้ง 9 คนจะประชุมภายในเพื่อเลือกองค์คณะเจ้าของสำนวน พร้อมพิจารณาว่าศาลจะมีคำสั่งประทับรับฟ้องคดีหรือไม่ โดยศาลนัดฟังคำสั่งในวันที่ 20 เม.ย. โดยจำเลยยังไม่ต้องมารายงานตัวต่อศาล แต่หากศาลมีคำสั่งประทับรับฟ้องแล้ว ศาลจะส่งสำเนาคำฟ้องไปให้จำเลยทั้งหมดรับทราบ พร้อมนัดวันพิจารณาครั้งแรก เพื่อสอบคำให้การจำเลย โดยจำเลยทั้งหมดต้องเดินทางมาศาลด้วยตัวเอง ถ้าหากจำเลยไม่ได้เดินทางมาศาลจะพิจารณาเพื่อมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่หากจำเลยเดินทางมารายงานตัวต่อศาลเมื่อใด ศาลจะพิจารณาเรื่องการปล่อยชั่วคราวในวันนั้นทันที

แยกสำนวนคนละฐานความผิดคดี “ปู”

เมื่อถามว่าจะมีการขอรวมสำนวนกับคดีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหรือไม่ นายสุรศักดิ์กล่าวว่า ถึงแม้จะมีพยานเอกสารหลักฐานเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกัน แต่องค์คณะของศาลเป็นคนละชุดกัน อีกทั้งสำนวนคดีที่ฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ได้ยื่นฟ้องความผิดเกี่ยวกับการฮั้วประมูล แต่เป็นความผิดที่ไม่ยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว แต่กรณีนายบุญทรงและพวกเป็นเรื่องการระบายข้าวในชั้นของอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวที่มีการฮั้วประมูลเกิดขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับศาลว่าจะพิจารณาอย่างไร หากศาลฎีกาฯนัดพิจารณาคดีครั้งแรกและจำเลยทั้ง 21 คนมาศาลจะถือว่าเข้าสู่กระบวนการแล้ว ในครั้งต่อไปแม้จำเลยจะไม่เดินทางมาเข้าร่วมการพิจารณา ศาลสามารถไต่สวนพยานลับหลังได้ แต่หากในวันพิจารณาคดีครั้งแรกจำเลยคนใดไม่เดินทางมาศาล แล้วจะต้องจำหน่ายคดีของจำเลยบางคนไว้ และพิจารณาคดีเฉพาะจำเลยที่เดินทางมาในวันนัดพิจารณาคดีในครั้งแรก ในชั้นไต่สวนอัยการเตรียมพยานบุคคลกว่า 100 ปาก คาดว่าศาลคงใช้ระยะเวลาพิจารณาไม่ล่าช้า เนื่องจากเป็นการไต่สวนแบบต่อเนื่อง

คดีสอย “บุญทรง” ใช้เวลาไม่นาน

ที่รัฐสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงการเตรียมบรรจุวาระพิจารณาถอดถอนนายบุญทรง เตริยา–ภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ เข้าสู่ที่ประชุม สนช.ในวันที่ 2 เม.ย.ว่า การบรรจุเรื่องนี้ไม่ได้เร่งด่วน ตนได้ตรวจสอบความถูกต้องอย่างละเอียดแล้ว ซึ่งคดีของนายบุญทรงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนไม่กี่คน ทั้งนี้การพิจารณาคดีอาญาของนายบุญทรงจะไม่มีผลกับการพิจารณาของ สนช. เพราะมาตรฐานการพิจารณาระหว่างศาลกับ สนช.มีความแตกต่างกัน เรื่องนี้มีคล้ายกันเพียงส่วนเดียวคือเนื้อหาคดีเท่านั้น เชื่อว่าการพิจารณาเรื่องของนายบุญทรงจะใช้เวลาไม่นาน ขึ้นอยู่กับนายบุญทรงจะใช้สิทธิอย่างไร

กมธ.หูชากระแสต้าน รธน.กระหึ่ม

อีกด้าน ที่รัฐสภา นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงกระแสต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญว่า ยอมรับว่ามีกระแสกดดันเกี่ยวกับเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญใหม่มากขึ้น แต่อยากให้สังคมเข้าใจว่ายังอยู่ในวิสัยที่เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ แม้ในชั้น กมธ.ยกร่างฯขณะนี้จะเป็นเพียงการทบทวนรายละเอียดแต่ละมาตรา โดยไม่ทบทวนหลักการก็ตาม เนื่องจากรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 กำหนดให้ ครม. คสช. และ สปช.เสนอขอแก้ไขเนื้อหาในรัฐธรรมนูญได้ กมธ.ยกร่างฯจะส่งร่างรัฐธรรมนูญให้ สปช.ในวันที่ 17 เม.ย.และส่งให้ ครม. กับ คสช. วันที่ 26 เม.ย. เพื่อให้มีเวลาพิจารณาและยื่นคำแปรญัตติตามกรอบเวลา 30 วัน ในวันที่ 23 ก.ค.

เสียงอ่อยฟังสังคมไม่ดึงดันยังแก้ได้

นายคำนูณกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ในการอภิปรายของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ตั้งแต่วันที่ 20-26 เม.ย. รวม 7 วัน น่าจะมีความเห็นหลากหลาย ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวให้ สปช.เสนอคำขอแก้ไขได้ 10 เรื่อง แต่ไม่ได้บังคับว่าแต่ละเรื่องต้องแก้ไขประเด็นเดียวเท่านั้น ให้เป็นคำขอแก้ไขได้ทั่วไป เช่น อาจมีการเสนอให้แก้ไขทั้งร่างก็ได้ หลังจากได้รับคำแปรญัตติจากทั้ง สปช. ครม. และ คสช. แล้ว กมธ.ยกร่างฯจะทบทวนทุกเรื่องตามที่เสนอมาว่ามีจุดร่วมจุดต่างอย่างไร รวมถึงกระแสสังคมภายนอกจะเป็นปัจจัยประกอบการตัดสินใจด้วย รัฐธรรมนูญชั่วคราวกำหนดให้เป็นอำนาจของ กมธ.ยกร่างฯ ว่าจะแก้ไขตามที่มีการแปรญัตติหรือจะคงตามร่างเดิมก็ได้ ไม่ได้ให้ สปช.ลงมติเป็นรายมาตรา เหมือนตอนร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 แต่ให้ลงมติทั้งฉบับในคราวเดียว กมธ.ยกร่างฯไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นว่าจะต้องเดินตามร่างนี้เท่านั้น ทุกคนมีจิตใจบริสุทธิ์ต้องการแก้ปัญหาชาติ เชื่อว่า กมธ.ยกร่างฯ จะไม่เพิกเฉยต่อเสียงสะท้อนของสังคมที่มีเหตุผลแน่นอน

ปัดสืบทอดอำนาจคงรัฏฐาธิปัตย์ 5 ปี

โฆษก กมธ.ยกร่างฯกล่าวต่อว่า ประเด็นที่คาดว่าจะมีการขอแก้ไขส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมือง อาทิ ประเด็นที่มาวุฒิสภา กรณีไม่บังคับว่านายกฯต้องเป็น ส.ส. ยังมีแนวคิดสองทางคือ ควรเป็น ส.ส.หรือไม่เป็นก็ได้ แต่ต้องกำหนดเงื่อนไขที่ชัดเจน รวมถึงระบบเลือกตั้งแบบโอเพ่นลิสต์ที่ให้ประชาชนจัดลำดับบัญชีรายชื่อได้เองเป็นเรื่องที่โต้แย้งกันอยู่ รวมถึงการคุ้มครองนายกฯและ ครม.มากเกินไปหรือไม่ในกรณีลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ แล้วสภาต้องสิ้นสภาพไปด้วย และการถกเถียงเกี่ยวกับอำนาจวุฒิสภาที่ริเริ่มพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ได้ ควรกำหนดเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปหรือไม่

เมื่อถามว่า กรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญภาค 4 การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง กำหนดบททั่วไปเสมือนคงอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ไว้ 5 ปีเหนืออำนาจบริหาร นิติบัญญัติและตุลาการ นายคำนูญ กล่าวว่า เป็นความเห็นที่ กมธ.ยกร่างฯรับฟัง แต่ที่กำหนดเช่นนี้ เพราะไม่ต้องการให้สังคมไทยกลับไปสู่ความขัดแย้งเหมือนเดิม และอยากเห็นการปฏิรูปเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เป็นการสืบทอดอำนาจตามที่มีการวิจารณ์กัน รัฐธรรมนูญไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างสมบูรณ์ แต่ประเด็นสำคัญคือรัฐบาลที่บริหารในภาวะที่มีอำนาจพิเศษอยู่ต้องตัดสินใจเรื่องการปฏิรูปที่ทำได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องรอรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งหมดด้วย

โต้เสียงค้านแค่ความเห็นส่วนตัว

นายปกรณ์ ปรียากร โฆษกคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ความเห็นของนักการเมืองที่ท้วงติงเรื่องร่างรัฐธรรมนูญมีเฉพาะเรื่องเลือกตั้ง เป็นเพียงความเห็นส่วนตัว ไม่ใช่มติพรรคการเมือง หากจะให้ความเห็นควรพิจารณาในภาพรวมที่แบ่งเป็น 4 ภาค ประเด็นที่ยังเห็นว่าไม่ดีพอควรช่วยกันพิจารณาด้วย

นางนรีวรรณ จินตกานนท์ รองประธานคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สี่ กล่าวว่า การนำความเห็นไปทบทวนต้องพิจารณาให้รอบคอบ ต้องมาชั่งน้ำหนักอีกครั้ง ขอเรียกร้องให้นักการเมืองทุกคนมองภาพให้กว้าง มองถึงประโยชน์ทุกทาง นักการเมืองต้องเข้าใจว่าขณะนี้สังคมมีหลายกลุ่ม หากยกร่างมาแล้วยังไม่ถูกใจใคร ก็อย่าสรุปหรือยึดเป็นหลักว่าเมื่อฉันมองว่าไม่ดี เธอต้องไม่เอา

ยืนยุบสภาถ้าไม่ไว้วางใจนายกฯ

เมื่อเวลา 13.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มีนายมานิจ สุขสมจิตร รองประธานคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประธานการประชุมเพื่อทบทวนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราและบันทึกเจตนารมณ์ ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงหลักการเดิม มีบางมาตราที่ กมธ.ยกร่างฯอภิปรายเพื่อเพิ่มเจตนารมณ์ให้ชัดเจนมากขึ้น เช่น มาตรา 166 กรณีที่สภาฯลงมติไม่ไว้วางใจนายกฯ ต้องให้นายกฯพ้นจากตำแหน่งและสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงด้วย โดย กมธ.ยกร่างฯบางส่วนเสนอให้ใส่เจตนารมณ์ให้ชัดเจนว่าเหตุใดจึงต้องยุบสภา ในที่สุดที่ประชุมเห็นด้วยให้เพิ่มข้อความในบันทึกเจตนารมณ์ให้ชัดเจนว่า เหตุผลที่ต้องยุบสภา เพราะไม่ต้องการให้ยื่นอภิปรายพร่ำเพรื่อ อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้เสนอให้ตัดข้อความว่าให้มีการยุบสภาฯ เมื่อนายกฯถูกลงมติไม่ไว้วางใจทิ้ง เพราะเห็นว่าไม่ยุติธรรมกับ ส.ส. แต่ที่ประชุมเห็นว่าควรนำประเด็นดังกล่าวไปหารือในช่วงการแก้ไขบทบัญญัติในเดือน พ.ค. ทั้งนี้ มีมาตราที่ผ่านการทบทวนและบันทึกเจตนารมณ์แล้วทั้งสิ้น 174 มาตรา

ชี้ “บิ๊กตู่” ปรามให้เลิกทะเลาะ

นายเจษฎ์ โทณะวณิก คณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ระบุจะให้ตั้งคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่หากยังมีปัญหาการยกร่างรัฐธรรมนูญว่าส่วนตัวอยากเห็น พล.อ.ประยุทธ์ ยุบ กมธ.ยกร่างฯจริงๆว่าจะดำเนินการได้อย่างไร ประเมินว่าเหตุผลที่กล่าวเช่นนี้มาจาก 2 เหตุผล คือ 1.ให้ยุติการทะเลาะกันเองใน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ 2.ให้ยุติการทะเลาะกับคนนอก ซึ่งในส่วนของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น ยอมรับว่ามีหลายประเด็นที่แต่ละคนแสดงความเห็นแตกต่างกัน แต่การถกเถียงกันเป็นไปตามวิถีของประชาธิปไตย หากไม่ถกเถียงและยุติการวิจารณ์ จนนำไปสู่การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว คนอาจแสดงออกด้วยการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับก็ได้ ส่วนตัวเชื่อว่าในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญในชั้น สปช. ช่วงวันที่ 20-26 เม.ย. จะมีการอภิปรายแสดงความเห็นตอบโต้กันอย่างแน่นอน

“พรเพชร” เล็งชง คสช.ลดยาแรง

ที่รัฐสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวภายหลังการเปิดสัมมนา “พิทักษ์ชาติและสถาบัน” ของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษามาตรการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ว่า สนช.มีหน้าที่คุ้มครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พระมหากษัตริย์ ก่อนที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเข้ามามีการละเมิดสถาบันทั้งทางตรงและโซเชียลมีเดีย คสช.จึงใช้ยาแรงด้วยการใช้กฎอัยการศึก ให้คดีละเมิดสถาบันขึ้นศาลทหาร เป็นมาตรการที่ได้ผล เพราะคดีเหล่านี้ลดลง แต่เมื่อใช้ไปนานๆ มีเสียงท้วงติงว่าคดีที่ขึ้นศาลทหารกระทบสิทธิเสรีภาพประชาชน ในฐานะเกี่ยวข้องกับ คสช. ขอชี้แจงว่าในอดีตคณะยึดอำนาจใช้อำนาจกว้างขวางมากกว่านี้ นักกฎหมายมองถึงจุดที่สร้างสมดุล เมื่อเหตุการณ์รุนแรงก็ใช้ยาแรง เพื่อให้สิ่งที่เป็นภัยร้ายหมดไป ถ้าภัยร้ายเบาลง ก็เสนอมาตรการที่เบาลง ซึ่งจุดสมดุลระหว่างอำนาจรัฐกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนเปลี่ยนแปลงได้ตลอดตามสถานการณ์ ที่น่าจะผ่อนปรนได้คือสถานการณ์ที่รัฐธรรมนูญออกมามีความชัดเจนแล้ว เช่นในเดือน มิ.ย.หรือ ส.ค.ตนอาจจะเสนอมาตรการผ่อนปรนเพื่อสร้างความสมดุลได้

แนะตั้งองค์กรชี้ขาดนายกฯคนนอก

นายพรเพชรกล่าวว่า ขณะนี้ได้รับรายงานร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ยกเว้นบทเฉพาะกาล โดยมีประเด็นที่ต้องศึกษาคือ กรณีระบบเลือกตั้งแบบเยอรมันที่ตนยังสงสัยในวิธีการ ซึ่งมีทีมงานจากคณะกรรมการกฤษฎีการ่วมศึกษาเรื่องนี้ด้วย ส่วนการควบรวมผู้ตรวจการแผ่นดินและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ไม่น่าจะเป็นปัญหาในการทำงาน ขณะที่การกำหนดให้นายกรัฐมนตรีมาจากคนนอกได้ เห็นว่ามีความจำเป็นในช่วงบ้านเมืองเกิดวิกฤติ แม้ที่ผ่านมาสังคมไทยจะระบุมาตลอดว่านายกฯต้องมาจาก ส.ส. แต่ต้องระบุให้ชัดเจนว่าองค์กรใดจะมาชี้ขาดว่า เหตุการณ์ใดที่จะเรียกว่าบ้านเมืองถึงทางตัน สำหรับการทำประชามติ ควรทำเฉพาะประเด็นสำคัญให้ประชาชนตัดสินใจ ไม่ใช่ทำทุกมาตรา

“บิ๊กต๊อก” ติงพูดจาให้สร้างสรรค์

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม และหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คสช.กล่าวถึงกรณีนักการเมืองระบุจะเว้นวรรคทางการเมือง ไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญว่า ขณะนี้เป็นแค่การร่างรัฐธรรมนูญ ยังไม่ได้ข้อยุติ การวิพากษ์วิจารณ์อะไรควรเป็นไปในแนวทางสร้างสรรค์ ดีหรือไม่ดีต้องพูดด้วยเหตุผล หากพูดแล้วนำไปสู่ความขัดแย้งจะปฏิรูปได้ยาก อย่าลืมปัญหาก่อนวันที่ 22 พ.ค.57 พอเลยมา 7-8 เดือนแล้วมาคิดแต่ว่ากำลังทำรัฐธรรมนูญ สิ่งที่ผ่านมาไม่ใช่หรือที่ทำให้เกิดเรื่องนี้ อยากขอร้องเพราะกมธ.ยกร่างฯเขารับฟังอยู่แล้ว ไม่ใช่ออกมาถึงแล้วพูดรุนแรงเลย พูดกันแบบสุภาพ แนะนำ ให้ข้อมูล บรรยากาศจะดีกว่าพูดลักษณะนี้

“ปึ้ง” โต้รอร่างเสร็จก็หมดทางท้วง

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกฯ และ รมว.การต่างประเทศ ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่ากรณีนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช.ระบุว่าตนวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญเร็วไป ทำให้ประชาชนสับสนนั้น ต้องบอกนายเทียน–ฉายว่า เมื่อเห็นประเด็นไหนไม่เป็นประชาธิปไตยจะก่อให้เกิดปัญหาในอนาคต จึงออกมาวิจารณ์ หากรอให้ร่างเสร็จก่อน คงไม่มีโอกาสทักท้วง โดยเฉพาะเมื่อจะไม่ทำประชามติ อย่างไรก็ตาม ไม่เคยคิดบอยคอตการเลือกตั้ง เพราะตลอดชีวิตการเป็นนักสู้และเป็นนักกีฬาจะไม่ประชดประชัน แต่ถ้ากติกาที่จะลงแข่งขันไม่เป็นธรรม ก็วิจารณ์ให้พิจารณาให้รอบคอบ หวังว่านายเทียนฉายจะกำชับให้ สปช.ร่างรัฐธรรมนูญโดยปราศจากอคติต่อนักการเมือง และรีบแก้ไขในประเด็นที่ท้วงติงโดยหาก คสช.ตัดสินใจรื้อรัฐธรรมนูญจะทำให้เสียเวลาไม่เป็นไปตามโรดแม็ปและเสียหายในสายตาของประชาคมโลก

“จุติ” บอกอย่าตื่นตูมรอเนื้อหาก่อน

นายจุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกฯและ รมว.การต่างประเทศ แกนนำพรรคเพื่อไทย อาจยุติบทบาททางการเมืองชั่วคราวหากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่เป็นประชาธิปไตยว่า วันนี้ยังมีกฎอัยการศึกพรรคการเมืองจึงประชุมกันไม่ได้ และไม่ให้ค่าหรือน้ำหนักคำพูดของนายสุรพงษ์ที่เป็นเพียงความเห็นส่วนตัว ไม่ใช่มติพรรคเพื่อไทย ส่วนพรรคเพื่อไทยจะลงเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่อย่าเพิ่งไปคาดเดา เพราะร่างรัฐธรรมนูญยังไม่สิ้นสุด สนช.และ สปช.จะเห็นชอบหรือท้วงติงร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ยังไม่มีใครรู้ เมื่อถามว่าพรรคประชาธิปัตย์พร้อมลงเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่ นายจุติกล่าวว่าต้องขอดูหน้าตากติกาที่ร่างไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์ก่อน พรรคจะคิดอย่างไรต้องมาหารือกัน องค์ประกอบตัวเเปรยังมีข้อถกเถียงอีกมาก และไม่ทราบว่าจะทำประชามติหรือไม่ อย่าตื่นตูมหรือตีตนไปก่อนไข้

“ประยุทธ์” เล่นมุกบ่นเหนื่อยใจ

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยก่อนการประชุม ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นำคณะผู้จัดงาน “บางกอก ไบค์ ไทยแลนด์ ชาเลนจ์ 2015 อิน ชะอำ ครั้งที่ 1” เข้าพบนายกฯ เพื่อประชาสัมพันธ์การแข่งขันจักรยานทางไกลชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวันที่ 5 เม.ย. ณ อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร จ.เพชรบุรี จากนั้นนายกฯได้ทดลองปั่นจักรยานบนแท่นวางให้ปั่นอยู่กับที่ได้ ยี่ห้อ วิลเลีย (wilier) น้ำหนัก 6.8 กก. ราคา 3 แสนบาท ผลิตในประเทศอิตาลี โดยนายกฯปั่นอยู่ไม่ถึง 5 นาทีก็ลง สื่อมวลชนตะโกนแซวว่า “แค่นี้เหนื่อยแล้ว” นายกฯหันมายิ้มพร้อมกล่าวว่า “เหนื่อยใจมากกว่า” พร้อมขอให้หันมาใช้จักรยานที่ผลิตในไทยซึ่งราคาถูกกว่า

อ้อนมอบหัวใจให้คนไทยทุกคน

จากนั้น นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม พร้อม พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.การพัฒนาสังคมฯ นำคณะผู้พิการเข้าพบนายกฯ ประชาสัมพันธ์กิจกรรมรณรงค์รถพิพิธภัณฑ์เคลื่อนที่สำหรับผู้พิการทางสายตา และผู้พิการอื่นๆ ทั้งนี้ นายกฯกล่าวกับผู้พิการว่า คนเราเลือกเกิดไม่ได้ ไม่ต้องน้อยใจ รัฐบาลพยายามเข้าให้ถึงผู้พิการทุกกลุ่ม ขอให้ทุกคนทำบุญให้มากๆ ชาติหน้าจะได้ไม่ลำบาก และขอให้ทุกคนสู้ต่อไป

ต่อมานายสมศักดิ์ จังตระกุล ผวจ.ร้อยเอ็ด นำคณะเข้าพบนายกฯ โดยนำสินค้าโอทอปและผลิตภัณฑ์จากแป้งข้าวหอมมะลิ จ.ร้อยเอ็ด มาจัดแสดงรณรงค์ปิดตลาดสินค้า จ.ร้อยเอ็ดสู่สากล โดยนายกฯเดินชมผลิตภัณฑ์ ลองสวมเสื้อเชิ้ต “ผ้าฝ้าย ผ้าบุญ” แขนสั้นคอปก สีม่วงอมชมพู สีประจำ จ.ร้อยเอ็ด ราคา 1,000 บาท ที่ ผวจ.ร้อยเอ็ดนำมามอบให้ แล้วชิมโดนัทข้าวหอมมะลิ โดยลงมือทดลองหยอดแป้งลงบนแม่พิมพ์ แล้วแจกให้สื่อมวลชน พร้อมชูขนมโดนัทรูปหัวใจขึ้นกล่าวอย่างอารมณ์ดีว่า “หัวใจนี้มอบให้คนไทยทุกคน” ก่อนขึ้นห้องประชุม ครม.

ลั่นลดใช้ศาลทหารน้อยที่สุด

ต่อมาเวลา 14.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. กล่าวถึงการทบทวนการใช้กฎอัยการศึกว่า วันนี้เราลดการใช้ลงมาเยอะแล้ว ในเรื่องการดำเนินคดีที่ผ่านมาในช่วงแรกๆ ตอนนี้ได้สั่งการให้การดำเนินคดีใช้กฎหมายปกติ แม้ว่าจะใช้กำลังในลักษณะการเข้าสืบสวนสอบสวนจับกุมทันที แต่เวลาส่งศาลจะให้ส่งไปดำเนินคดีในศาลปกติ จะใช้ศาลทหารน้อยที่สุด เว้นแต่คดีร้ายแรง วันนี้อยากให้สบายใจ เราลดระดับทุกอย่าง ถ้ามันสงบเรียบร้อย ตนก็ลดระดับให้ได้ ส่วนกรณีของ น.ส.ณัฏฐธิดา มีวังปลา หรือน้องแหวน พยาบาลอาสาพยานปากสำคัญในคดี 6 ศพวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ทหารได้นำตัวส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว ซึ่งเกี่ยวพันกับคดีวางระเบิดด้วย ต้องฟังสองทางทั้งทางเจ้าหน้าที่ สื่อ และฟังผู้มาร้องเรียนด้วย เรื่องคดีวัดปทุมวนารามฯก็ติดตามแล้วกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังสอบอยู่ เพราะมีหลักฐานเพิ่มเติม นโยบายของรัฐบาลไม่ต้องการให้บ้านเมืองเกิดความไม่สงบ ดังนั้นอยากให้ทุกคนช่วยกัน

ยันทหารไม่ทำร้ายประชาชน

เมื่อถามว่า ในฐานะหัวหน้า คสช.การเชิญตัวบุคคลไปพูดคุยจะออกประกาศหรือเชิญเป็นการภายในใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ไม่ๆ บางทีเป็นการเรียกไปคุย ไม่ได้เชิญตัว เพียงเรียกไปคุยแต่ไม่ได้ไปจับกุมอะไรทั้งสิ้น แต่ไปเชิญที่บ้านให้ออกมาคุยกัน เขาก็มา แต่ถ้าประกาศจะตื่นตระหนกกันไปหมด ไม่อยากให้ประกาศ แต่จะเชิญมาแล้วปล่อยกลับไป ซึ่งเขาก็เข้าใจและให้ความร่วมมือ การเรียกไปคุยแต่ละครั้งกองทัพรู้หมด ต้องเป็นการสั่งการจากกองทัพ หรือกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยไปถามแม่ทัพภาคที่ 1 พอเจอกันคุยไปคุยมาปรากฏว่าเกี่ยวข้องมีหลักฐาน แบบนั้นก็ส่งดำเนินคดีแบบกรณีของหนูแหวน แขนอ่อนอะไรนั่น ก็ไปสู้คดีต่อไป ยืนยันว่าไม่มีการทำร้าย ยิ่งเป็นผู้หญิงยิ่งไม่อยากทำ ทหารใจร้ายขนาดนั้นเชียวหรือ ถ้าใจร้ายคงไม่อยู่กันถึงวันนี้ ก็ทนๆกันไป ให้เวลาทำงานหน่อย กำลังปฏิรูป ถ้าปฏิรูปโดยไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลย เหมือนเดิมหมดแล้วจะปฏิรูปทำไม

ลุยปฏิรูปไม่สนนักการเมืองต้าน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า วันนี้เรากำลังมีวิกฤติอยู่ ทำไมไม่ทำวิกฤติให้เป็นโอกาส สร้างความ เป็นหนึ่งเดียวของประชาชน นักการเมืองหรือใครที่ไม่เห็นด้วย หรือไม่อยากทำก็ปล่อยเขาไป ตนไม่สนใจ สนใจคนที่ลำบาก และอนาคตของประเทศ เยาวชน เพราะตนไม่ได้มาจากการเมือง รู้ดี ไม่ต้องมาย้ำบ่อยๆ นักการเมืองมาบอกตนอย่างโน้นอย่างนี้ ตนมาแบบนี้เป็นคนตัดสินใจเข้ามา นักการเมืองไม่ได้เชิญตนเข้ามา เพราะนักการเมืองแก้ปัญหาไม่ได้ จึงเข้ามาแก้ปัญหาที่หมักหมมไว้ เกรงใจกันมากมันก็ลำบาก การปฏิรูปเพราะไม่ต้องการให้ปัญหา เก่าออกมาอีก ทั้งสองฝ่ายต่างคิดว่าตัวเองดีทั้งคู่เพราะเป็นประชาธิปไตย ซึ่งวันนี้เราเป็นประชาธิปไตย 90 เปอร์เซ็นต์ เพียงแต่มีตัวนี้ไว้กันคนไม่ดีเท่านั้น ถ้าไม่มีตัวนี้คนไม่ดีก็ทำแบบเดิม

แจงฉะมะกันแค่พูดแหย่เล่น

เมื่อถามว่า นายกฯจะไปร่วมประชุมสหประชาชาติ หรือยูเอ็น เดือน ก.ย.นี้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า เชิญให้ตนไปร่วมก็ต้องไป สหรัฐฯไม่เคยห้ามเป็นทางการ เขาเคยพูดไว้ เรื่องนี้เดี๋ยวไม่เข้าใจเอาตนไปรบอีก วันนั้นที่ไปประชุมเห็นทางสหรัฐฯนั่งอยู่เต็มก็เลยแหย่เขาเล่นว่ายูห้ามตนไปใช่ไหม เขาก็หัวเราะแหะๆ แล้วถามว่า มาค้าขายกับตนเคย ห้ามหรือไม่ เขาก็หัวเราะ ท่านตัดเสื้ออย่างนี้ได้ไหม เขาก็แฮปปี้หมด เขาก็รู้ แล้วสื่อมาเขียนให้เป็นประเด็นใหญ่โต ศักดิ์ศรีเกียรติยศของเรามีอยู่แล้ว ทุกคนก็ให้เกียรติเรา ถ้าไม่ให้เกียรติเขาคงไม่มาหรอก จริงๆแล้วเขาเป็นแต่เพียงว่าต้องตรวจสอบบ้างอะไรบ้าง ไม่ได้ถือว่าห้ามร้อยเปอร์เซ็นต์ วันนั้นที่พูดเพียงแต่แหย่เขา บางคนบอกว่าเป็นนายกฯไม่ควร พูดแบบนั้น ต่อไปจะพูดแบบหน้างอทุกเรื่องอย่างเป็นทางการ จะชอบหรือไม่ อันนี้ปกติตนเป็นปุถุชน ไม่มีอะไรปิดบัง ไม่ต้องสร้างภาพลักษณ์ให้เป็นคนสุภาพ มีมาดเยอะแยะไม่จำเป็น

หยุดเคลื่อนไหวก่อนถึงเลิกกฎเหล็ก

ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีที่ประธาน สนช.จะ เสนอยกเลิกกฎอัยการศึกในช่วงเดือน ส.ค. หากสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลายหรือรัฐธรรมนูญเริ่มเป็นรูปเป็นร่างว่า การพิจารณายกเลิกต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ว่าเหมาะสมขนาดไหน มีเวลาอีกนานกว่าจะถึงเดือน ส.ค.หากยังมีสถานการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจ ก็ต้องหยุดการเคลื่อนไหวทั้งหมดก่อน เพื่อ ให้รัฐบาลเดินหน้าประเทศต่อไปได้ ส่วนข้อเรียกร้องไม่ให้พิจารณาคดีของพลเรือนในศาลทหารนั้น การดำเนินการต่างๆยังต้องเป็นไปตามข้อกฎหมาย ยืนยันเจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการอะไรนอกเหนือกฎหมาย

“บิ๊กโชย” ถกสื่อสร้างปรองดอง

เมื่อเวลา 11.30 น. ที่กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 1 สื่อมวลชนจากภาคกลางเข้าร่วมสัมมนาในโครงการ “สื่อมวลชนสัมพันธ์ของศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป” โดย พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะ ผอ.ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ภาค 1 กล่าวว่า หัวหน้า คสช.มีนโยบายเกี่ยวกับสื่อ 2 ข้อหลัก คือการสร้างความเข้าใจกับสื่อให้ตรงกัน และถ่ายทอดให้ประชาชนเข้าใจได้ชัดเจน ทั้งนี้ต้องการให้สื่อดูแลกันเองในกรอบจริยธรรม ขอให้ช่วยกันสร้างบรรยากาศความปรองดอง จากนั้นสื่อได้แสดงความเห็นกรณีผู้จัดรายการสถานีวิทยุชุมชนและสังกัดหน่วยงานอื่นถูกระงับการออกอากาศตั้งแต่รัฐประหาร เพื่อรอจัดระเบียบของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โดย พล.ท.กัมปนาท ตอบว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดระเบียบ กสทช.ต้องเร่งทำ เพราะเดือดร้อนกันหลายส่วน

ขู่ดื้อยาแรงวุ่นอีกเตรียมตัวตาย

“ประเทศไทยมีผู้รับผิดชอบกฎหมาย แต่ไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อบังคับใช้ไม่ได้ ก็ใช้กำลังกระทืบเจ้าหน้าที่อย่างในอดีต แล้วก็ปล่อยๆกันไป ขนาดตอนนี้มีกฎอัยการศึกยังไม่กลัวกันเลย ถือว่าใช้ยาแรงสุดแล้ว ต่อไปคงใช้อะไรที่แรงไปกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว มีอะไรขึ้นก็เตรียมตัวตายกันอย่างเดียว” พล.ท.กัมปนาทกล่าวและว่า การจัดทำแผนโรดแม็ปเพื่อวางรากฐานประเทศ เมื่อถึงเวลาก็จะไม่มีปัญหา เพราะมีพันธสัญญไม่ใช่เบี้ยวเหมือนในอดีต แต่ที่ห่วงคือมีรัฐบาลใหม่ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 แต่ไม่มีใครเดินตามแผน รัฐบาลนี้จึงพยายามทำแผนไว้ให้เป็นรากฐาน คือมาสเตอร์แพลน

อัด นศ.บิดเบือนประเด็น

พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.)กล่าวถึงกรณีกลุ่มศูนย์กลางนักศึกษาเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย (ศนปท.) เคลื่อนไหวไม่ให้นำพลเมืองขึ้นศาลทหาร เมื่อวันที่ 16 มี.ค.ว่า เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย ตามประกาศ คสช.ฉบับที่ 37 เรื่องความผิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร และฉบับที่ 38 เรื่องคดีที่ประกอบด้วยการกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกันให้อยู่ในอำนาจของศาลทหาร ที่ชัดเจนว่าใครผิดเงื่อนไขจะต้องขึ้นศาลอะไร ไม่เกี่ยวว่าเป็นพลเรือนหรือไม่ใช่พลเรือน คิดว่าเป็นความพยายามบิดประเด็นหรือไม่ พูดอย่างนี้มันเสียหาย สร้างความสับสนให้สังคม และที่นักศึกษาออกมาเดินขบวนกดดัน ก็คิดว่าเป็นความพยายามบิดเบือนประเด็น

แจ้งเอาผิด “ณัฐวุฒิ” สั่งล้มอาเซียน

เมื่อเวลา 12.00 น. นายกันตภณ สุขุมาลินทร์ แกนนำกลุ่ม กปปส.จังหวัดชลบุรี และอดีตผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลเมืองชลบุรี และนายจิรัฏฐ์ เสรีเกษมสันต์ นำเอกสารและหลักฐานแผ่นซีดีคลิปวีดิโอ เข้าแจ้งความต่อ พ.ต.อ.สุขทัศน์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผกก.สภ.เมืองพัทยา กล่าวโทษนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.ว่าเป็นผู้บงการจ้างวาน นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ให้นำกลุ่ม นปช.กว่า 1,000 คนบุกล้มการประชุมผู้นำอาเซียน ที่โรงแรมรอยัล คลิฟ บีช พัทยา เมื่อปี 2552 โดยมีหลักฐานเป็นคำปราศรัยทั้งของนายณัฐวุฒิ และนายอริสมันต์ในการจ้างวานให้ล้มการประชุม ด้วยเงิน 1.8 แสนบาท โดยเมื่อทราบว่าศาลจังหวัดพัทยา มีคำพิพากษาจำคุก 15 แกนนำ นปช.คนละ 4 ปี แต่นายณัฐวุฒิกลับยังลอยนวล ไม่ถูกดำเนินคดีทั้งที่เป็นตัวการสำคัญ จึงขอให้ดำเนินคดี ขณะที่ พ.ต.อ.สุขทัศน์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นคดีต่อเนื่องแต่ไม่หนักใจ จะดำเนินการตามกระบวนการทางคดีต่อไป

“ฮิวแมน ไรท์ส” จี้ถอนฟ้อง “โต้กลับ”

สำนักข่าวเอพีรายงานเมื่อวันที่ 17 มี.ค.ว่า กลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน “ฮิวแมน ไรท์สวอทช์” (HRW) เรียกร้องทางการไทยให้ถอนฟ้องนักเคลื่อนไหว 4 คน ซึ่งรวมทั้งนายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ บิดานายสมาพันธ์ หรือน้องเฌอ ที่เสียชีวิตจากการชุมนุมปี 2553 ซึ่งทั้งหมดกำลังถูกไต่สวนคดีในศาลทหารฐานจัดกิจกรรมเรียกร้องยกเลิกกฎอัยการศึกและว่า คสช.ควรยุติการจับกุมดำเนินคดีกลุ่มผู้มีความคิดเห็นต่างที่เคลื่อนไหวโดยสันติในศาลทหาร “การจับกุมคนตามอำเภอใจทุกคดี แสดงให้เห็นว่าไทยกำลังถลำลึกลงสู่ระบอบเผด็จการมากขึ้น” นายแบรด อาดัมส์ ผอ.ฮิวแมน ไรท์ส ภูมิภาคเอเชีย เผย โดยข้อเรียกร้องของกลุ่มฮิวแมนฯ สอดคล้องกับท่าทีของกลุ่มเคลื่อนไหว เพื่อสิทธิมนุษยชน “แอมเนสตี้ อินเตอร์แนชนัล” เมื่อวันที่ 16 มี.ค.ที่แสดงความผิดหวังหลังพบว่าฝ่ายทหารของไทยทำท่าจะผิดคำมั่นสัญญาที่เคยบอกไว้ว่าอำนาจจากกฎอัยการศึกจะถูกนำมาใช้เป็นการชั่วคราวเท่านั้นและยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าการปราบปราม หรือละเมิดสิทธิ์กำลังจะยุติ

“บิ๊กตู่” ชวนทุกบ้านปลูกมะนาวกินเอง

เมื่อเวลา 14.35 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงปัญหาราคามะนาวแพงว่า ยอมรับว่าแพงมาทั้งชาติเพราะเข้าสู่ฤดูแล้ง ตอนนี้เริ่มมีการค้นคิดนำมะนาวมาปลูกในกระถางเก็บไว้กินเอง จากนี้ไปขอให้ทุกบ้านไปปลูกมะนาวในกระถางไว้กินเอง จะได้ไม่ต้องบ่น หัดช่วยเหลือตัวเองกันบ้าง จะให้ควบคุมราคาได้อย่างไรในเมื่อผู้ปลูกต้องลงทุนหน้าแล้งต้องหาโอกาสขึ้นราคาเนื่องจากปลูกยาก

วอนคนไทยจับจ่ายในประเทศ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.หารือถึงการดูแลเอสเอ็มอี เนื่องจากผู้ประกอบการต้องการเงินทุนเพื่อพัฒนาตนเอง แต่น่าเห็นใจเพราะเอสเอ็มอีชั้นดี ธนาคารพาณิชย์เอาไปหมดเหลือแค่เอสเอ็มอีที่ไม่ค่อยเข้มแข็ง อย่างไรก็ตาม จะให้สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ลงไปดู ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้ทิ้งคนกลุ่มนี้ ส่วนการค้าขายกับต่างประเทศ สหรัฐอเมริกาและยุโรปดีขึ้น ขณะที่จีนและญี่ปุ่นลดลง ขณะนี้รัฐบาลกำลังปรับปรุงการวิจัยพัฒนา แต่ภาพรวมเศรษฐกิจหากประชาชนตื่นตระหนกก็ไม่สามารถใช้จ่ายได้ เห็นคนไทยยังไปเที่ยวต่างประเทศอยู่ อาจจะไม่กล้าใช้เงินในประเทศต้องไปต่างประเทศกัน ในฐานะนายกรัฐมนตรีอยากให้ทุกคนช่วยกันใช้เงินในประเทศและอย่าสร้างความตื่นตระหนกมากนัก

ให้คำมั่นได้ใช้ 4 จีปีนี้แน่

พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงการเตรียมการเกี่ยวกับเทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ 4 จีว่า ในวันที่ 18 มี.ค. จะประชุมคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง ไม่ต้องห่วง 4 จีเกิดขึ้นในปีนี้แน่นอน โดยต้องตั้งเป็นกระทรวงดิจิตอลขึ้นมาจากกระทรวงไอซีทีใหม่ นำโครงสร้างพื้นฐานเดิมของรัฐ ทีโอที และบริษัทแคท เทเลคอมฯ เมื่อรวมกับเอกชนได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็จะพัฒนาร่วมกันเพื่อใช้ประโยชน์ ส่วนการประมูลไม่มีผลประโยชน์กับใครทั้งสิ้น บริษัทใดเข้าประมูลบ้างตนก็ไม่ทราบ บริษัทที่มีความพร้อมก็เข้ามาประมูลได้

คลอด ก.ม.เพิ่มอำนาจสอบฟอกเงิน

พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คสช. เปิดเผยภายหลังการประชุม ครม.ว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการสนับ สนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ. ... ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ... และร่าง พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ...

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ร่าง พ.ร.บ.ทั้ง 3 ฉบับ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มความคล่องตัวและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของผู้ปฏิบัติหน้าที่เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงและธุรกรรมที่มีเหตุอันควร สงสัย คุ้มครองการทำงานเจ้าหน้าที่ รวมถึงปรับปรุงกำหนดให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เป็นหน่วยงานที่อยู่ในบังคับบัญชาของนายกฯ จากเดิมที่อยู่ภายใต้การกำกับของ รมว.ยุติธรรม เพื่อให้ ปปง.คล่องตัวในการเข้าไปทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ

“สมหมาย” ขอ 3 เดือนลุย ก.ม.ภาษีที่ดิน

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง กล่าวก่อนเข้าประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างว่า ยังไม่เสนอร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ครั้งนี้ ชะลอไว้ก่อนตามคำสั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่ยืนยันเดินหน้าต่อแน่ แต่ให้ทุกอย่างต้องเรียบร้อยก่อน ระหว่างชะลอได้ให้ทางมหาวิทยาลัยและนักวิชาการไปศึกษารายละเอียด ประมาณ 2-3 เดือน พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็น ให้วิพากษ์วิจารณ์กันเต็มที่ทุกวันนี้ที่วิพากษ์วิจารณ์กันพูดถึงแต่ภาษีบ้าน ไม่ได้พูดถึงภาษีที่ดินเกษตร ไม่ได้พูดภาษีที่ดินทำธุรกิจ และที่ดินรกร้างว่างเปล่า ซึ่งอยู่ในชุดกฎหมายนี้ด้วย ทำให้เมื่ออ่านกฎหมายไม่ครบกระบวนการก็ตีตนไปก่อนไข้

ปชป.แนะเริ่มที่ 5 ล้านที่ดินเกิน 5 ไร่

นายประมวล เอมเปีย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขอให้รัฐบาลรับฟังเสียงประชาชน โดยเฉพาะคนหาเช้ากินค่ำและชนชั้นกลางที่เป็นฐานผู้เสียภาษีส่วนใหญ่ของประเทศ บ้านราคา 1-4 ล้านบาท ปัจจุบันเป็นราคาปกติไปแล้ว หากจะเก็บขอให้เก็บภาษีบ้านราคา 5 ล้านบาทขึ้นไป และขอให้เก็บบ้านหลังที่ 2-3 หรือซื้อเพื่อให้เช่าทั้งบ้าน คอนโดฯ ส่วนภาษีที่ดินควรมีข้อยกเว้นภาษีที่ดินทำกิน 1-5 ไร่ เพราะเป็นเกษตรกรที่มีรายได้น้อยอยู่แล้ว ที่เหลือนอกจากนั้นรวมถึงที่ดินรกร้างว่างเปล่า ไม่ได้ใช้ประโยชน์ให้ใช้อัตราภาษีแบบก้าวหน้า