ดีเอสไอตั้ง 5 ที่ปรึกษาคดีพิเศษ เป็นกุนซือคดียักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น (สคจ.) ขณะที่อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์โว สถานการณ์การแห่ถอนเงินจากสหกรณ์ต่างๆที่ทำธุรกรรมกับ สคจ.เป็นเรื่องปกติ ส่วนเหตุสหกรณ์ครูโคราชแห่ถอนเงิน 200 กว่าล้านบาท พร้อมเผยผลตรวจสอบทางลับ ไม่เกี่ยวทุจริต สคจ. แต่เป็นเรื่องดิสเครดิตในกลุ่ม เพราะอยู่ระหว่างการเลือกตั้งกรรมการใหม่แทนชุดที่หมดวาระ
ดีเอสไอตั้ง 5 กุนซือลุยคดีทุจริตเครดิตยูเนี่ยน โดยเมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 13 มี.ค.ที่กรมสอบสวน คดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.อ.ไพสิฐ วงษ์เมือง รองอธิบดี ดีเอสไอ เป็นประธานการประชุมติดตามผลคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น (สคจ.) ครั้งที่ 5/2558 มีนายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ตระกูล อธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน นายขจรศักดิ์ พุทธานุภาพ อัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน 3 สำนักงานการสอบสวน และคณะ เข้าร่วมการประชุม ภายหลังประชุมนานกว่า 2 ชม. พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ ผบ.สำนักคดีอาญาพิเศษ 3 พ.ต.ท.ปกรณ์ สุชีวะกุล หัวหน้าชุดตรวจสอบร่องรอยการเงินในคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ดีเอสไอ และ พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.ศูนย์บริหารคดีพิเศษดีเอสไอ ร่วมกันแถลงข่าวความคืบหน้าคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น
โดย พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ ผบ.สำนักคดีอาญาเผยว่า ที่ประชุมคณะทำงานแต่งตั้งที่ปรึกษาคดีพิเศษ 5 ท่าน 1.นายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ตระกูล อธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน 2.นายกิตินันท์ ธัชประมุข รองอธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน 3.นายขจรศักดิ์ พุทธานุภาพ อัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน 3 สำนักงานการสอบสวน 4.นายนพดล อุเทน ผอ.กองคดี 1 ปปง. 5.พล.ต.ต.ชนะชัย ลิ้มประเสริฐ ผบก.กองคดีอาญา สำนักงานกฎหมายและคดี สตช.ทั้ง 5 ท่านจะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาคดีพิเศษให้คำแนะนำ แสดงความคิดเห็นหรือช่วยเหลือที่เกี่ยวข้องกับการสืบสวนสอบสวนคดีนายศุภชัย ศรีศุภอักษร กับพวกยักยอกทรัพย์ สหกรณ์ยูเนี่ยนคลองจั่นกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท และมีแนวโน้มจะได้ทรัพย์สินกลับคืน รวมทั้งยังไม่ได้รับแจ้งว่ามีการยุ่งเหยิงกับพยานที่มาให้ปากคำดีเอสไอ
ด้าน พ.ต.ต.วรณันกล่าวว่า การประชุมวันนี้เป็นการอธิบายภาพรวมการให้ข้อมูลกับที่ปรึกษาที่ดีเอสไอแต่งตั้งให้เข้าใจถึงกระบวนการ และแนวทางการ สืบสวนคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นเป็นไปทิศทางเดียวกัน ที่ประชุมที่ปรึกษาคดีพิเศษได้ให้คำแนะนำว่า ให้เข้าไปดูเรื่องกฎเกณฑ์ และกฎระเบียบต่างๆของสหกรณ์ ดูนายศุภชัยมีการเบิกหรือจ่ายถูกต้องตามหลักเกณฑ์สหกรณ์หรือไม่ ตรงนี้จะชี้ให้เห็นว่านายศุภชัยมีเจตนาในการยักยอกทรัพย์หรือไม่ จะทำให้รู้ช่วงเวลาที่นายศุภชัยเริ่มยักยอกตั้งแต่เมื่อไหร่ ส่วนจะเรียกนายศุภชัยมาสอบปากคำหรือไม่ อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานก่อน รวมทั้งรอข้อมูลจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมส่งเสริมสหกรณ์จะเข้ามาให้ปากคำในสัปดาห์หน้าด้วย รวมทั้งกรณี นพ.มโน เลาหวนิช อดีตพระลูกวัดวัดพระธรรมกาย ที่มาขอเข้ากระบวนการคุ้มครองพยานของดีเอสไอ ได้เสนอนางสุวณา สุวรรณจูฑะ อธิบดีดีเอสไอ ก่อนเข้าที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาว่าจะรับเข้ามาคุ้มครองในฐานะพยานหรือไม่
ขณะที่ พ.ต.ท.ปกรณ์เผยว่า ขณะนี้มีการเรียกสอบนิติบุคคล 43 ราย เรียกสอบปากคำไปแล้วตั้งแต่วันที่ 9 มี.ค. 15 ปาก และจะเรียกสอบจนครบ จากนั้นค่อยพิจารณา โดยนิติบุคคล 15 รายชี้แจงว่า นำเงินไปเป็นค่าตกแต่งทำห้องประชุม ติดตั้งแอร์ และอื่นๆของยูทาวเวอร์ อาคารที่ตั้งชุมชนสหกรณ์ยูเนี่ยนเพื่อการพัฒนา จำกัด (ช.ส.พ.) ที่จัดตั้งโดย สมาพันธ์พัฒนาสหกรณ์แห่งชาติ มีนายศุภชัยเป็นประธานดำเนินการ โดยนิติบุคคลบางรายรับเช็ค 1-2 ฉบับ บางรายรับเช็ค 7-8 ฉบับ ต้องรอสอบนิติบุคคลให้ครบ ก่อนพิจารณาต่อไป
ส่วนข่าวสมาชิกสหกรณ์หลายแห่งพากันแห่ถอนเงินเพราะกลัวเป็นอย่างเคส สคจ. ในวันเดียวกัน นายโอภาส กลั่นบุศย์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ผลติดตามสถานการณ์การเบิกถอนเงินจากสหกรณ์ต่างๆโดยเฉพาะสหกรณ์ 76 แห่ง ที่ทำ ธุรกรรมกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด (สคจ.) ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 มี.ค.ที่ผ่านมา ยังไม่พบว่ามีการเบิกถอนเงินออกเป็นจำนวนมากดังเช่นในช่วง 10 วันก่อนหน้านี้ โดยมีการเบิกถอนเงินในหลัก ล้านบาทเท่านั้น ถือเป็นเรื่องปกติ เมื่อเทียบกับเงินฝากที่สหกรณ์ระดมจากสมาชิกได้ในหลักพันล้านบาท อย่างไรก็ตาม จะยังติดตามตรวจสอบการเบิกถอนเงินอย่างใกล้ชิดต่อไป หากพบความเคลื่อนไหวจะแจ้งสถานการณ์ให้ประชาชนรับทราบโดยทันที
อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์กล่าวต่อว่า ได้ตรวจสอบทางลับกรณีการแห่ถอนเงินของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา จำกัด พบว่า เหตุการณ์ที่สมาชิกพากันมาถอนเงินสูงถึง 227 ล้านบาท ในช่วงวันที่ 1- 10 มี.ค.ที่ผ่านมา เป็นผลจากเกมการเมืองภายในระหว่างกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมาด้วยกันเอง เนื่องจากกรรมการส่วนหนึ่งหมดวาระดำรงตำแหน่งเมื่อปลายเดือน ธ.ค. 57 และอยู่ระหว่างการเลือกตั้งกรรมการใหม่เข้ามาแทนภายในระยะเวลา 150 วัน ช่วงเวลานี้ถือเป็นโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง มีการนำสมาชิกสหกรณ์ฯ อีกกลุ่มหนึ่งพากันถอนเงินฝากออก เพื่อบั่นทอนความน่าเชื่อถือ หรือดิสเครดิตกันเองในหมู่กรรมการที่แข่งขันกันลงเลือกตั้ง เหตุการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นกับสหกรณ์แห่งนี้มาครั้งหนึ่ง เมื่อครั้งสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด มีปัญหา
นายโอภาสกล่าวอีกว่า ส่วนประเด็นเรื่องความมั่นคงของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา ยืนยันได้ว่าไม่ต้องเป็นกังวล เพราะเงินฝากยังมีอยู่กว่า 3,000 ล้านบาท การเบิกถอนเพียงไม่กี่ล้านบาทไม่ได้สร้างผลกระทบ โดยในวันที่ 16 มี.ค.นี้ ได้รับแจ้งจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา และสหกรณ์อีกหลายแห่งในภาคอีสาน จะเปิดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สมาชิกทั้งหมด
“ธรรมชาติของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูน่าแปลกมาก เพราะมักมีการแข่งขันกันค่อนข้างรุนแรง และใช้เกมการเมืองเข้ามาห้ำหั่นกันเอง เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้พบเพียงแค่สหกรณ์ที่นครราชสีมา แต่ส่วนใหญ่เป็นเหมือนกันหมด” นายโอภาสกล่าว
วันเดียวกัน ที่ จ.ขอนแก่น นายเอกราช ช่างเหลา ผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น จำกัด พร้อมคณะผู้บริหารฯ ชี้แจงกรณีมีรายชื่อร่วมทำธุรกรรมกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ว่า สหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น ให้เงินกู้ยืมแก่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด เป็นการกู้ยืมเงินในรูปของตั๋วสัญญาใช้เงินรวมจำนวน 200 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี ถือเป็นระบบการเสริมสภาพคล่อง และเงินทุนหมุนเวียนของสหกรณ์โดยทั่วไป กระทั่งปี 55 คณะ กรรมการสหกรณ์ครูขอนแก่นสมัยที่ 50 เห็นว่าระยะเลยมานาน แจ้งให้สหกรณ์คลองจั่น ชำระคืนเป็นรายเดือน เดือนละ 7,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย รวม 49,000,000 บาท ก่อนจะเกิดปัญหาขึ้น เท่ากับว่าสหกรณ์คลองจั่นค้างจ่ายเงินให้สหกรณ์ครูขอนแก่น เงินต้น 151 ล้านบาท หากรวมดอกเบี้ยตามสัญญารวมทั้งสิ้น 158,570,000 บาท
ผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น จำกัด กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องที่จะสามารถชำระเงินคืนได้หรือไม่นั้นยังคงต้องรอคำสั่งจากศาลล้มละลายวันที่ 20 มี.ค. หากศาลมีคำพิพากษาให้ล้มละลาย และไม่รับต่อแผนการฟื้นฟูกิจการ จะต้องขายทรัพย์สินของสหกรณ์คลองจั่นที่มีอยู่ทั้งหมด เพื่อนำรายได้มาจ่ายคืนให้กับเจ้าหนี้ตามลำดับต่อไป อย่างไรก็ตามยืนยันว่า สหกรณ์ต่างๆทั่วประเทศมีเงินทุนสภาพคล่องจำนวนมาก บางแห่งมีเงินทุนหมุนเวียนมากกว่าหมื่นล้านบาท เช่นเดียวกับสหกรณ์ครูขอนแก่น ปี 57 มีทุนดำเนินงานถึง 21,200,744,042.74 บาท กำไรสุทธิ 754,924,690.21 บาท แม้กระแสข่าวที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อความหวั่นไหวของสมาชิกที่มีการมาถอนเงินไป แต่ก็ยังคงอยู่ในภาวะปกติของสภาพคล่อง เป็นเรื่องที่ไม่น่าเป็นห่วง


