คดีแอบอ้างเบื้องสูง ส่งฟ้องอีกแก๊งผิด 112
ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 5 ปี พ่อ-แม่ท่านผู้หญิงศรีรัศมิ์ ในคดีความผิด ม.112 แอบอ้างและกลั่นแกล้งผู้อื่นให้ติดคุกเมื่อปี 46 จำเลยทั้งคู่รับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษกึ่งหนึ่งคงจำคุกไว้คนละ 2 ปี 6 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ วันเดียวกัน อัยการยื่นฟ้อง “เอกชัย พลอยหิน” อ้างเบื้องสูงวิ่งคดียาเสพติด โดยศาลประทับรับฟ้องและให้เบิกตัวจากเรือนจำมาสอบคำให้การในเช้าวันที่ 12 มี.ค.
ศาลสั่งจำคุกพ่อ-แม่ท่านผู้หญิงศรีรัศมิ์ คดีความผิดตามมาตรา 112 คนละ 5 ปี โดยเมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 11 มี.ค. ที่ห้องเวรชี้ ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดสอบคำให้การจำเลย คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ฟ้องนางวันทนีย์ สุวะดี อายุ 66 ปี และนายอภิรุจ สุวะดี อายุ 72 ปี มารดาและบิดาท่านผู้หญิงศรีรัศมิ์ สุวะดี เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คุมตัวนายอภิรุจ จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ซึ่งอยู่ในชุดนักโทษ ไม่สวมรองเท้า ถูกคุมตัวแยกเดี่ยว มีเจ้าหน้าที่เดินประกบใกล้ชิด ขณะที่นางวันทนีย์อยู่ในชุดนักโทษ มีผ้าปิดปากคาดหน้า ถูกคุมตัวมาจากทัณฑสถานหญิงกลาง ทั้งคู่อยู่ในท่าทีสงบเดินก้มหน้าเข้าในห้องขังแยกจากจำเลยอื่น ก่อนถูกคุมตัวเข้าห้องเวรชี้ ชั้นล่างอาคารศาลอาญา
ศาลอ่านคำฟ้องโจทก์สรุปว่า ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ น.ส.แสงระวี มณีจันทร์ แอบอ้างว่ารู้จักกับจำเลยที่ 2 ต่อมามีเหตุชาวบ้านในเขต ต.วัดเพลง และ อ.วัดเพลง จ.ราชบุรี โจษขานกันว่า มีความสัมพันธ์ชู้สาวกับจำเลยที่ 2 ที่ให้การอุปการะเลี้ยงดู เมื่อจำเลยที่ 1 ทราบข่าวเกิดความไม่พอใจ น.ส.แสงระวี โดยวันที่ 19 ธ.ค.46 จำเลยทั้งสองสั่งให้ตำรวจไปนำตัว น.ส.แสงระวี รวมทั้งบิดา มารดา และญาติมาพบจำเลยที่บ้านใน จ.ราชบุรี ก่อนร่วมกันหมิ่นประมาท และดูหมิ่นต่อสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎ ราชกุมาร องค์รัชทายาทโดยคำพูดสื่อความหมายให้เข้าใจว่า เรื่องดังกล่าวได้มีการกราบทูลสมเด็จ พระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงทราบแล้ว เรื่องจะรุนแรงมากขึ้น และ น.ส.แสงระวีจะต้องรับโทษอย่างหนัก ทำให้ น.ส.แสงระวีและครอบครัวเกิดความเกรงกลัว
...
จากนั้นจำเลยทั้งสองให้ตำรวจนำตัว น.ส.แสงระวีไปดำเนินคดีฐานฉ้อโกง ด้วยความเกรงกลัว น.ส.แสงระวีจำยอมรับสารภาพตามข้อกล่าวหา ถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุก 24 เดือน การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการแสวงหาประโยชน์เพื่อข่มขู่ กลั่นแกล้งผู้อื่น และเสื่อมเสียพระเกียรติยศต่อองค์รัชทายาท ต่อมาวันที่ 9 ก.พ.58 เจ้าพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาภายหลังจำเลยทั้งสองเข้ามอบตัวในชั้นสอบสวน โดยให้การปฏิเสธ ศาลได้สอบคำให้การจำเลยทั้งสองว่าจะรับสารภาพหรือปฏิเสธ ปรากฏว่า จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และไม่ต้องการทนายความ
ต่อมา ศาลได้อ่านคำพิพากษาคดีนี้ทันที ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยกระทำผิดฐานหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยคนละ 5 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษกึ่งหนึ่งคงจำคุกจำเลยทั้งสองไว้คนละ 2 ปี 6 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ ทันทีที่อ่านคำพิพากษาเสร็จเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้คุมตัวจำเลยทั้งสองเดินทางกลับทันที ก่อนจะไปแยกกันที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ และทัณฑสถานหญิงกลาง ขณะที่จำเลยทั้งสองยังคงอยู่ในอาการนิ่งสงบเช่นเดิม
ต่อมาเวลา 15.30 น. วันเดียวกัน ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายเอกชัย หรือเอฟ พลอยหิน อายุ 28 ปี เป็นจำเลยฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทหรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เรียกหรือยอมรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยวิธีทุจริต ผิดกฎหมายหรือโดยอิทธิพลของตนให้กระทำหรือไม่กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณ หรือเป็นโทษแก่บุคคลใดและมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของผู้อื่นซึ่งได้ รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต
คำฟ้องสรุปว่า เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.51 ในเวลากลางวัน จำเลยได้กล่าวอ้างต่อ น.ส.บุษกร อุ่นใจ ผ่านทางโทรศัพท์ว่าสามารถช่วยเหลือนายไพฑูรย์ เนมีแสน สามี น.ส.บุษกร ถูกขังอยู่ในเรือนจำพิเศษจังหวัดราชบุรีให้หลุดพ้นจากคดีเกี่ยวกับยาเสพติดได้ โดยเรียกค่าใช้จ่าย 2 ล้านบาท พร้อมนัดหมายให้ไปพบกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งใน จ.ราชบุรี เมื่อไปถึงที่ร้าน จำเลยได้แสดงตนต่อ น.ส.บุษกร และนายบรรเทิง เนมีแสน พ่อนายไพฑูรย์ว่า เป็นหลานพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา (พระยศในขณะนั้น) ทำให้นายบรรเทิงเชื่อว่า จำเลยจะช่วยเหลือนายไพฑูรย์ได้จริง ตกลงจะชำระเงินตามที่จำเลยเรียกร้อง ต่อมาวันที่ 22 ธ.ค.51 เวลากลางวันจำเลยได้นัดหมายให้นายบรรเทิงและ น.ส.บุษกรนำเงินไปมอบให้ที่ รร.โกลเด้นส์ซิตี้ จ.ราชบุรี
แต่นายบรรเทิงหาเงินสดได้เพียง 1.3 ล้านบาท มอบให้แก่จำเลย โดยจำเลยบอกจะนำเงินไปดำเนินการให้เรียบร้อย แสดงให้เห็นว่าจำเลยจะนำเงินดังกล่าวไปจูงใจเจ้าพนักงานให้กระทำผิดกฎหมาย และจำเลยมีเจตนาสื่อสารให้ผู้ฟังเห็นว่า จำเลยมีความใกล้ชิดกับสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยาม มกุฎราชกุมาร สามารถอาศัยบารมีของพระองค์ช่วยเหลือได้ แต่เมื่อจำเลยรับเงินไปแล้ว ปรากฏว่า นายไพฑูรย์ไม่ได้รับการประกันตัว และถูกศาลพิพากษาจำคุก การกระทำของจำเลย เป็นการแอบอ้างพระราชอำนาจไปกระทำการอันเป็นการทุจริตหรือผิดกฎหมาย ย่อมทำให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎ ราชกุมาร เสื่อมเสียพระเกียรติยศ ถูกดูหมิ่นเกลียดชังได้อันเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรืออาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เรียกหรือยอมรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยวิธีทุจริตผิดกฎหมาย หรือโดยอิทธิพลของตนให้กระทำหรือไม่กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณหรือเป็นโทษ แก่บุคคลใด
...
นอกจากนี้ จำเลยยังบังอาจมีปืนยาวลูกซองเดี่ยวขนาด 12 จำนวน 1 กระบอก เครื่องกระสุนปืนลูกซอง 11 นัด ปืนยาวเดี่ยวแบบสไลด์แอ็กชั่น 1 กระบอก ปืนออโตเมติก 9 มม. 1 กระบอก ซองกระสุนปืน 2 อัน ปืนออโตเมติก .38 SUPER 1 กระบอก ซองกระสุนปืน 2 อัน ปืนออโตเมติก .380 จำนวน 1 กระบอก ซองกระสุนปืน 2 อัน กระสุนปืน 9 มม. 13 นัด กระสุนปืน .38 SUPER 17 นัด และกระสุนปืน .380 จำนวน 14 นัด โดยปืนดังกล่าวเป็นของบุคคลอื่นซึ่งได้รับอนุญาต จากนายทะเบียน และอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนดังกล่าวอยู่ในสภาพที่สามารถใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิตไว้ในครอบครองของจำเลย โดยจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มี เหตุเกิดที่ ต.จอมบึง อ.จอมบึง ต.โคกหม้อ อ.เมือง ต.วัดเพลง อ.วัดเพลง จ.ราชบุรี ชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ พนักงานอัยการขอคัดค้านการประกันตัวจำเลยเนื่องจากเป็นคดีสำคัญที่เป็นความ ผิดต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และมีอัตราโทษสูงเกรงว่าจะหลบหนี ศาลประทับรับฟ้องไว้และให้เบิกตัวจำเลยจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯมาสอบคำให้การในวันที่ 12 มี.ค. เวลา 09.00 น.
สำหรับนายเอกชัยมีความสัมพันธ์กับครอบครัวนายอภิรุจ สุวะดี เนื่องจากบ้านสวนส้มทิพย์ รีสอร์ท แอนด์ สปา ที่ จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นของมารดานายเอกชัยนั้น อยู่ติดกับบ้านนายอภิรุจ ทั้ง 2 บ้านมีความสนิทสนม นับถือกัน ไปมาหาสู่กันบ่อยๆ กระทั่งนายเอกชัยใช้นำไปแอบอ้างดังกล่าว นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า นายเอกชัยเคยเป็นคนกลางรับเงินวิ่งเต้นจากนายวิศิษฎ์ สัจพจน์นุกูล เพื่อเปิดบ่อน “นัมเบอร์วัน” ย่านเหม่งจ๋าย แต่ถูกเจ้าหน้าที่ทหารกับตำรวจเข้าจับกุม ขณะนั้นนายเอกชัยไม่ได้ถูกดำเนินคดีแต่อย่างใด