สถานทูตสหรัฐฯ ประสาน ตร.ท่องเที่ยว บุกรวบสาวมะกัน หนีมากบดานฝั่งอันดามันกว่า 6 ปี หลังมีคดีติดตัวที่บ้านเกิด กรณีขับรถชนคนตายที่บ้านเกิดโดยเจตนา กงสุลสืบทราบที่อยู่แน่ชัดประสานงานจนรวบได้ ...

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 11 มี.ค. ที่ กก.5 บก.ทท. จ.ภูเก็ต พ.ต.อ.ศุภเศรษฐ์ โชคชัย รอง ผบก.ทท.พร้อมด้วย พ.ต.อ.ชูสวัสดิ์ จันทร์โรจนกิจ ผกก.5 บก.ทท. พ.ต.ท.มิลินทร์ เพียรช่าง รอง ผกก.5 บก.ทท. ร่วมกับ พ.ต.ท.สัญชัย ถิ่นวงษ์แดง สว.งานสืบสวน กก.5บก.ทท.แถลงข่าวการจับกุม น.ส.เคลลี่ ลินน์ มิลเลอร์ หรือ เบรียร์ อายุ 36 ปี สัญชาติอเมริกา ไม่มีหนังสือเดินทางติดตัว โดยกล่าวหาว่าเป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือการอนุญาตสิ้นสุด

ทั้งนี้ ผู้ต้องหาดังกล่าวมีคดีอาญาที่ประเทศสหรัฐอเมริกาในข้อหาขับรถชนคนตายโดยเจตนา และได้ประกันตัวในชั้นศาล และหลบหนีเข้ามาอยู่ในประเทศไทย เมื่อปี 2552 โดยระหว่างหลบหนีได้เช่าบ้านที่ จ.สุราษฎร์ธานี และ จ.กระบี่ เนื่องจากกลัวว่าเมื่อถูกตำรวจตรวจสอบหนังสือเดินทางแล้วจะถูกจับกุม และส่งกลับไปรับโทษที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

สำหรับการจับกุมดังกล่าวสืบเนื่องเจ้าหน้าที่ได้รับการประสานจากสำนักงานป้องกันการทุจริต สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยแจ้งเบาะแสผู้ที่อยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการอนุญาตสิ้นสุด เจ้าหน้าที่จึงได้ออกสืบสวนหาข่าว จนทราบว่า น.ส.เบรียร์ สัญชาติอเมริกัน ไม่มีหนังสือเดินทาง และการอนุญาตสิ้นสุดหลบอยู่ที่ อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ จึงเดินทางไปตรวจสอบ และเมื่อไปถึงพูนทรัพย์บังกะโล อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ พบหญิงชาวต่างชาติ ทราบชื่อภายหลัง คือ น.ส.เคลลี่ ลินน์ มิลเลอร์ หรือ เบรียร์ เดินอยู่บริเวณลานจอดรถของบังกะโลดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงขอตรวจสอบ แต่ น.ส.เคลลี่ ลินน์ มิลเลอร์ ไม่มีหนังสือเดินทางแสดงให้ดูแต่อย่างใด จึงเชิญตัวมาที่งานสืบสวน กก.5บก.ทท.

จากการตรวจสอบ น.ส.เคลลี่ ไม่สามารถนำเอกสารหนังสือเดินทางและเอกสารอื่นมาแสดงให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้อธิบายถึงลักษณะที่เป็นความผิดตามกฎหมาย และแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบผ่านทางล่าม พร้อมทั้งให้ถ้อยคำต่อเจ้าหน้าที่ว่าได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักร เมื่อต้นเดือน ม.ค.52 เป็นต้นมา โดยเดินทางเข้ามาทางเครื่องบินถึงกรุงเทพฯ และเดินทางไปท่องเที่ยวที่ อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี และ อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ โดยไม่ได้มีการดำเนินการขออยู่ต่อหรือดำเนินการขอวีซ่าประเภทใดๆ เลย และหนังสือเดินทางได้ทิ้งไปแล้ว โดยยอมรับว่าอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือการอนุญาตสิ้นสุดจริงพร้อมประสานสถานทูตสหรัฐฯ รับตัวกลับไปดำเนินคดีตามกฎหมาย.