จับเพิ่มอีก1แก๊งบึมศาลอาญา ทหารล็อกสอบเครียดที่ราบ11 บิ๊กตู่ยันให้เกียรติไม่โต้บิ๊กตุ้ย

รวบทีมบึมศาลอาญาเพิ่มอีกราย ทหารนำเข้าราบ 11 สอบเครียดยังไม่ส่งตำรวจ ผบช.น. ระบุออกหมายจับทั้งหมด 9 ราย เหลือ 4 ราย ยังเผ่น ล่า “ใหญ่ พัทยา” ตัวการหาระเบิด ลั่น หากหลักฐานถึงใครพร้อมขอศาลออกหมายจับเพิ่ม พบกลุ่มทำธุรกิจน้ำดื่มและสบู่ออกจำหน่ายหาเงินทุนสนับสนุน ขณะที่ ผบ.ตร.ยอมรับใกล้เคียงตูมสนั่น “พารากอน” ยันไม่กลั่นแกล้งใคร อาจเชิญ “ชัยสิทธิ์-คำรณวิทย์” ให้ปากคำ ยอมรับฝีมือ “ศรีวราห์” นั่งเก้าอี้ต่อ เพราะผลงาน “บิ๊กป้อม” บอกมีข้อมูลยังไม่เลิกป่วน ส่วนนายกฯเตือนไม่ต้องตกใจจะไปเล่นงานใคร ถ้าใครทำก็โดน

คดีปาระเบิดหน้าศาลอาญา เมื่อค่ำวันที่ 7 มี.ค. ก่อนเจ้าหน้าที่ทหารจะไล่ล่ายิงสกัดจับ 2 คนร้ายได้ทันควัน คือ นายมหาหิน ขุนทอง และนายยุทธนา เย็นภิญโญ สอบสวนรับว่า ทำกันเป็นขบวนการเตรียมวางแผนป่วน 100 จุดทั่วประเทศในวันที่ 15 มี.ค. เพื่อดึงสหประชาชาติเข้ามาคุมสถานการณ์ พบสมุดโทรศัพท์มีชื่อ 2 อดีตนายพลคนดัง แต่ทั้งคู่ปฏิเสธเอี่ยวทันควัน ขณะที่ตำรวจขยายผลคุมตัวนายฉัตรณรงค์ พูลทรัพย์ เจ้าของรถ จยย. และขอศาลทหารออกหมายจับกุมอีกหลายคน หวังขุดรากถอนโคนทีมบึมสร้างความไม่สงบภายในประเทศ

ออกหมายจับแล้ว 9 ราย

ที่ บช.น.เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 10 มี.ค. พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น.เปิดเผยความคืบหน้าคดีระเบิดหน้าศาลอาญาว่า ออกหมายจับผู้ต้องหาไปทั้งหมด 9 ราย พฤติการณ์ร่วมกันวางแผนเพื่อก่อเหตุวางระเบิดที่ศาลอาญา ควบคุมตัวไว้แล้ว 5 ราย อยู่ระหว่างรอเจ้าหน้าที่ทหารส่งตัวให้พนักงานสอบสวน หากพบว่ามีความเชื่อมโยงกับบุคคลใดจะออกหมายจับเพิ่มทันที สำหรับ 2 อดีตนายพลที่มีชื่อในบันทึกสมุดโทรศัพท์ของผู้ต้องหา ขณะนี้ยังไม่มีการดำเนินการ หรือเรียกมาสอบถามแต่อย่างใด ขณะที่เจ้าตัวก็ไม่ได้ประสานเข้าให้ปากคำเช่นกัน

เชื่อมบึมหลายเหตุปี 57

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความเชื่อมโยงกับเหตุระเบิดหน้าสยามพารากอนหรือไม่ พล.ต.ท.ศรีวราห์กล่าวว่า ระเบิดอาร์ดีจี-5 ลอตนัมเบอร์ 57 มีความคล้ายคลึงเหตุระเบิดปากซอยรามอินทรา 26 ถนนรามอินทรา แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กทม. ท้องที่ สน.โคกคราม เมื่อวันที่ 9 พ.ค.57 เหตุระเบิดอาคารสำเพ็งสแควร์ ถนนราชวงศ์ แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ กทม. ท้องที่ สน.จักรวรรดิ เมื่อปี 57 และเหตุระเบิดที่ จ.ชลบุรี ผู้ต้องหาถูกจับกุมได้อยู่ในกระบวนการพิจารณาคดีของศาล แต่จากพยานวัตถุมีการพาดพิง ส่วนพยานบุคคล และพยานเอกสารตำรวจยังไม่ได้รับจากทหาร ยังไม่สามารถตอบได้ว่าผู้ต้องหาเป็นกลุ่มเดียวกันหรือไม่ แนวทางสืบสวนตอบได้เพียงพยานวัตถุ คือเศษกระเดื่อง และเศษที่เหลือจากการระเบิด เป็นชนิดเดียวกันกับที่เคยมีเหตุการณ์ระเบิดขึ้นในปี 57 ขอยืนยันว่าเหตุระเบิดดังกล่าวไม่ใช่การสร้างสถานการณ์เพื่อให้กฎ อัยการศึกยังมีผลต่อ เพราะผู้ต้องหาที่พบเบื้องต้นมีมากถึง 9 คน คงไม่มีใครที่จะรับจ้างติดคุกมากขนาดนี้

ตั้ง 7 ข้อหาอุกฉกรรจ์

มีรายงานว่า ผู้ต้องหาที่ออกหมายจับแล้วทั้ง 9 ราย ชุดแรก 5 ราย ประกอบด้วย นายมหาหิน ขุนทอง อายุ 34 ปี นายยุทธนา เย็นภิญโญ อายุ 34 ปี น.ส.ณัฏฐพัชร์ อ่อนมิ่ง อายุ 57 ปี น.ส.ธัชพรรณ ปกครอง อายุ 20 ปี และนายวิระศักดิ์ โตวังจร อายุ 42 ปี หรือ “ใหญ่ พัทยา” ส่วนที่ออกหมายจับเพิ่มเติมลอตสอง 4 ราย ได้แก่ นายณเรศ อินทรโสภา อายุ 32 ปี นายสรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน อายุ 63 ปี นายชาญวิทย์ จริยานุกูล อายุ 61 ปี นายวิชัย อยู่สุข อายุ 49 ปี ทั้งหมด ข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, กระทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์ของผู้อื่น, มีและใช้เครื่องกระสุนปืนที่ใช้เฉพาะแก่การสงครามที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้มีและใช้ ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย, มีและใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, พกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์, มียุทธภัณฑ์ทางทหารไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, ยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน หรือชุมชน

แฉผลิตน้ำดื่ม–สบู่หาทุน

ผู้ต้องหาทั้ง 4 รายในลอตสองที่มีการออกหมายเพิ่มเติม เนื่องมาจากการขยายผลสอบปากคำนายมหาหิน ขุนทอง คนขี่ รถ จยย. พานายยุทธนา เย็นภิญโญ ซ้อนท้ายไปปาระเบิดศาลอาญาก่อนถูกทหารจับได้ ถึงทราบว่า รวมกลุ่มกันนัดหมายวางแผนเคลื่อนไหวก่อเหตุความรุนแรงกันทางไลน์ จัด ตั้งองค์กรภาคีภาคประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในกลุ่มทำธุรกิจผลิตน้ำดื่มคอลลาเจน และสบู่ออกจำหน่ายหาทุนในการเคลื่อนไหว โดยวันที่ 14-15 ก.พ.ที่ผ่านมา มีประชุมวางแผนกันที่ร้านนมแห่งหนึ่งที่ จ.ขอนแก่น นายณเรศ อินทรโสภา ทำหน้าที่เตรียมจัดหาสถานที่ นายมหาหิน และ น.ส.ณัฏฐพัชร์ ไปร่วมประชุม เป็นผู้นำคนมาร่วมในการก่อเหตุ นายสรรเสริญ นายชาญวิทย์ และนายวิชัย เป็นคนบรรยายแนวคิด รวมถึงแผนในการสร้างสถานการณ์ก่อเหตุปาระเบิดที่หน้าศาลอาญา

ล่า “ใหญ่ พัทยา” กับพวก

มีรายงานด้วยว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายมั่นคงของทหาร จับกุม นายวิชัย หรือตั้ม อยู่สุข ผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับล่าสุดไปควบคุมตัวที่กรมทหารราบที่ 11 รอ. รวมผู้ต้องหาที่จับกุมได้ 5 ราย มีนายมหาหิน ขุนทอง นายยุทธนา เย็นภิญโญ น.ส.ณัฏฐพัชร์ อ่อนมิ่ง และ น.ส.ธัชพรรณ ปกครอง ที่เหลืออยู่ระหว่างหลบหนี มี “ใหญ่ พัทยา” นายวิระศักดิ์ โตวังจร ผู้ที่นำระเบิดมาให้นายมหาหินและนายยุทธนาไปก่อเหตุ นายณเรศ อินทรโสภา นายสรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน และนายชาญวิทย์ จริยานุกูล อายุ 61 ปี เจ้าหน้าที่ทหารประสานตำรวจไล่ล่าติดตามจับกุมอยู่ จากการตรวจสอบพบว่า นายชาญวิทย์ ยังมีหมายจับในคดีหมิ่นเบื้องสูง เมื่อปี 50

ผบ.ตร.ยันไม่ได้แกล้งใคร

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ วันเดียวกัน พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ให้สัมภาษณ์ว่า จะมีการเคลื่อนไหวก่อความรุนแรงอีกหรือไม่ ตำรวจจะตั้งอยู่ในความไม่ประมาท มีความเข้มในการปฏิบัติหน้าที่ ใช้กำลังตำรวจทหารในและนอกเครื่องแบบประจำสถานที่คิดว่าเป็นพื้นที่เสี่ยงน่าจะมีเหตุรุนแรง ไม่มองข้ามสิ่งที่ไม่รู้เป็นหน้าที่ทหารตำรวจหน่วยงานด้านความมั่นคง ทำให้ประชาชนมีความมั่นใจ และอุ่นใจในความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สิน ส่วนความคืบหน้าคดีปล่อยให้เป็นเรื่องการสอบสวนทำงานทุกอย่างไปตามนโยบาย คสช. และรัฐบาลยืนยันว่า ไม่มีการกลั่นแกล้งใดๆทั้งสิ้น ทุกอย่างเป็นไปตามพยานหลักฐาน ให้เป็นไปตามกฎหมาย ถ้าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ พนักงานสอบสวนดันทุรังแล้วศาลไม่อนุมัติหมายจับจะเป็นความเสียหาย

อาจเชิญ 2 อดีตนายพลสอบ

พล.ต.อ.สมยศให้สัมภาษณ์อีกว่า กำชับให้ตำรวจเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังเหตุการณ์ความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจุดที่คาดว่าคนร้ายอาจก่อเหตุขึ้น อาทิ สถานที่สำคัญทางราชการ แหล่งที่มีประชาชน และชาวต่างชาติพลุกพล่าน ตำรวจต้องสร้างความเชื่อมั่น และความปลอดภัยให้ประชาชน ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนยังต้องการให้หมดข้อสงสัยอาจจะต้องเชิญ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีต ผบ.ทบ.และผบ.สส. พร้อม พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีต ผบช.น. เข้ามาให้ปากคำเพิ่มเติม แต่ไม่ใช่เป็นผู้เกี่ยวข้องสนับสนุนกระทำความผิด ตนพร้อมให้ความเป็นธรรม แต่ถ้าพนักงานสอบสวนได้พยานหลักฐานเชื่อมโยงใครเป็นหน้าที่พนักงานสอบสวนต้องดำเนินการตามกฎหมาย

ใกล้เคียงบึมพารากอน

“ไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารคนไหนพูดว่า พล.อ.ชัยสิทธิ์ เกี่ยวข้องจนกว่าพนักงานสอบสวนได้พยานหลักฐาน ณ เวลานี้ไม่มีประเด็นกล่าวอ้างท่านมาเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับเหตุที่เกิดขึ้น ทุกอย่างจะต้องมีพยานหลักฐานที่แน่ชัด ถึงจะสามารถดำเนินคดีตามกฎหมายได้ ขอยืนยันอีกครั้งว่า ไม่มีการกลั่นแกล้งอย่างแน่นอน ถามว่า มั่นใจจับกุมตัวเมื่อไร ผมตอบไม่ได้ แต่ขั้นตอนตรวจสอบเปิดเผยไม่ได้ เป็นชั้นพนักงานสอบสวน ทหารตำรวจทำงานหนักแบ่งหน้าที่รับผิดชอบทำงานหาพยานหลักฐานใช้เป็นสมมติฐานเชื่อมกลุ่มผู้กระทำผิด แต่จากผลตรวจพยานเชื่อมโยงเหตุระเบิดที่พารากอนใกล้เคียงที่ศาลอาญา เป็นคนกลุ่มเดียวกัน เชื่อมโยงกัน แต่แตกต่างวิธีการ เป็นเรื่องวิธีการตามความถนัด เป็นเรื่องการเมือง ขอบอกคนที่คิดทำว่า ถ้าคิดว่ามีความสุขกับการวางระเบิด ขณะที่บ้านเมืองเดินไปตามโรดแม็ป ของรัฐบาลที่วางไว้ก็ทำไป” ผบ.ตร.กล่าว

ยังมั่นใจฝีมือ ผบช.น.

พล.ต.อ.สมยศยังตอบข้อซักถามถึงเก้าอี้ พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ยังเหมาะสมกับตำแหน่ง ผบช.น.หรือไม่ เพราะมีเหตุระเบิดเกิดขึ้นกลางใจเมืองว่า ยังเหมาะสม พล.ต.ท.ศรีวราห์เป็นคนที่ตั้งใจในการทำงาน มีความรับผิดชอบ มีผลงานออกมาเป็นที่ประจักษ์ สิ่งที่ปรากฏออกมาอาจถูกสังคมมองว่า มีความขัดแย้งหรือมีความไม่เข้าใจในการปฏิบัติหน้าที่ ความจริงแล้วทุกคนต่างใช้อำนาจหน้าที่สั่งการหรือรับผิดชอบในสิ่งที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของตัวเอง ทุกอย่างเป็นไปตามกติกา เพราะหน้าที่ใครหน้าที่มัน ตนคงไม่ลงไปเล่น ไม่ลงไปล้วงลูก จนทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชารู้สึกอึดอัด

“บิ๊กป้อม” ร่วมการันตี

ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ยืนยันเช่นกันว่า พล.ต.ท.ศรีวราห์ทำงานดี ตั้งใจดี ต้องไว้วางใจตาม ผบ.ตร. ถ้า ผบ.ตร.ไม่ไว้วางใจคงบอก เพราะไม่ล้วงลึก ไม่มีอะไรที่ผิดกฎหมาย ส่วนคดีระเบิดยังสืบสวนตลอด คิดว่าคงได้ตัว แต่รายละเอียดบอกไม่ได้ และเชื่อว่า ประชาชนน่าจะมีความมั่นใจ เพราะฝ่ายความมั่นคงจัดกำลังในพื้นที่เสี่ยงทั้งหมด เฝ้าระวังไม่ให้เกิดเหตุ กระทั่งจับกุมคนร้ายได้ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายความมั่นคงจะเฝ้าระวังพิเศษป้องกันความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ยกระดับมาตรการเต็มที่ แต่ยังไม่เพิ่มกำลังทหาร ตำรวจทำงานดีอยู่แล้ว ส่วนกรณีแกนนำคนเสื้อแดง 13 คน ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวอาจถูกมองสุ่มเสี่ยงก่อเหตุ ตนคิดว่าไม่กังวล เพราะได้รับโทษกันหมดแล้ว ประกอบกับศาลมีคำสั่งควบคุมอยู่แล้ว

ยอมรับยังไม่หยุดป่วน

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการพูดถึงการจัดตั้งองค์กรเสรีไทยในประเทศไทย พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า อย่าคิดไกล ยังไม่มีการสอบสวน เดี๋ยวเตลิดเปิดเปิงไปกันใหญ่ ส่วนที่มีชื่ออดีตนายทหารตำรวจเกี่ยวข้อง พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ใครก็มีได้อยู่ที่การสืบสวน ไม่อยากพูดอะไร อยากให้เจ้าหน้าที่ทำงาน เปิดเผยไม่ดีข้อมูลทำงานลำบาก เมื่อเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงาน ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า เหตุระเบิดหน้าศาลอาญามีนัยทางการเมืองที่กลุ่มป่วนยังไม่เลิกหรือไม่ พล.อ.ประวิตรยอมรับว่า ยังไม่เลิก ท่านนายกฯพูดมาตั้งเยอะ ไม่ฟังกัน บอกตลอดให้เลิก เพราะเวลานี้ นายกฯและ ครม. ไม่ได้เป็นนักการเมือง มาเพื่อทำงานการเมืองเพื่อยุติความขัดแย้ง ทำบ้านเมืองเดินต่อไป ต้องลองฟังคนอื่นพูดว่าประเทศไทยขัดแย้งขนาดนี้ยังยุติได้ขนาดนี้คนจะชื่นชมขนาดไหน

“บิ๊กตู่” เตือนอย่าร้อนตัว

ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เผยว่า เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีแนวทางในการสืบสวนอยู่แล้ว ตั้งแต่เหตุการณ์ปี 53 ปี 56 และปี 57 เนื่องจากมีการข่าวอยู่แล้วว่า ใครเกี่ยวพันอยู่ที่ไหน อย่างไร แต่ทั้งหมดไม่สามารถบอกในรายละเอียดได้ เป็นเรื่องที่ฝ่ายความมั่นคงทำงาน และติดตามอยู่ ใครที่เกี่ยวข้องบ้างก็อยู่ไป ถ้ามีหลักฐานพอเพียงต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย หากกฎหมายไม่เพียงพอก็ต้องสอบต่อไป ยืนยันว่า รัฐบาลให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่ต้องตกใจว่า จะไปเล่นงานใคร ถ้าใครทำก็ต้องถูกสอบสวนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน ตนไม่มีฝ่ายกับใคร ต้องการทำให้บ้านเมืองสงบ แต่อยากจะขอเตือนอย่างหนึ่งว่า ขณะนี้บ้านเมืองกำลังมีโอกาส อยู่ในขั้นตอนการปฏิรูป

ไม่ขอโต้ความ “ชัยสิทธิ์”

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า วันนี้สิ่งสำคัญ คือ ความมีเสถียรภาพ ความปลอดภัยของประเทศถือว่าสำคัญที่สุด เพราะเป็นบ่อเกิดของทุกๆอย่าง ดังนั้นใครก็ตามที่ทำให้เกิดความไม่สงบแสดงว่า ไม่มีเจตนาดีกับประเทศไทยและคนไทย ต้องไปสอบสวนหาผู้รับผิดชอบ เมื่อถามว่าได้ฟังการชี้แจงของ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีต ผบ.ทหารสูงสุด หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ผมก็ให้เกียรติท่านและคงไม่ตอบโต้อะไรกับท่าน เป็นเรื่องของท่าน ท่านมีสิทธิชี้แจง ส่วนที่ พล.อ.ชัยสิทธิ์ให้กำลังใจผมนั้นก็ต้องขอขอบคุณ ขอบคุณครับและต้องขอบคุณทุกคนที่ให้กำลังใจ”

อุดมเดชป้อง ผบ.พล.1

ที่กองการบิน ขส.ทบ. พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และ ผบ.ทบ. กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีต ผบ.ทบ.และอดีต ผบ.สส.เตรียมฟ้องเจ้าหน้าที่ทหารกรณีถามนำผู้ต้องหาคดีปาระเบิดศาลอาญาว่า ผบ.พล.1 รอ. ไม่ได้พูดเพื่อชี้นำ ส่วนจะไปฟ้องใครก็เป็นไปตามหลักฐาน การปฏิบัติงานการสอบสวน ทหารดำเนินการไปตามขอบเขต ยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ตามอำนาจหน้าที่ของ ผบ.พล.1 รอ. ถือเป็นผู้ปฏิบัติงานภายใต้คำสั่งของแม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย และรับคำสั่งจาก ผบ.ทบ.อีกทอดหนึ่ง คิดว่าประชาชนมีความเข้าใจ และพึงพอใจต่อความสงบที่เกิดขึ้น ตนฟังแล้วก็ไม่ได้ไปก้าวล่วงใคร มีนายทหารพระธรรมนูญอยู่ด้วย การแถลงข่าววันนั้นเจ้าหน้าที่มีการสอบถามผู้ต้องหาจนได้ข้อมูลเบื้องต้น ก่อนจะนำมาแถลงข่าว ถือเป็นการถามย้ำข้อมูลที่ได้มากับผู้ต้องหาอีกครั้งหนึ่ง เพราะเป็นข้อมูลที่อยู่ในความสนใจของเจ้าหน้าที่

ไม่มีเจตนาก้าวล่วงใคร

“ผมยืนยันว่า เราให้ความเคารพไม่ว่าจะเป็นประชาชน ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่อยู่ในราชการ หรือ เกษียณอายุราชการไปแล้ว เจ้าหน้าที่ต้องระมัดระวังด้วยการให้ความเคารพ ความเป็นธรรม การจะทำอะไรต่างๆ ก็ทราบดีอยู่แล้วว่า ถูกจับจ้องว่าเราจะดำเนินการด้วยความเรียบร้อยยุติธรรมหรือไม่ เราก็ระมัดระวังอยู่แล้ว ผมคิดว่าไม่มีใครที่มีเจตนาเช่นนั้น แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นมาก็ต้องชี้แจง เพราะเป็นเรื่องที่ประชาชนสนใจ เป็นเรื่องร้ายแรง มีการใช้วัตถุระเบิด จึงต้องพูดถึงรายละเอียด แต่ไม่มีเจตนาที่จะไปก้าวล่วงท่านใด สิ่งต่างๆเหล่านี้ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานและคงจะต้องมีการสืบสวนสอบสวนต่อไปเพื่อหาผู้ที่เกี่ยวข้อง” พล.อ.อุดมเดชระบุ

โวเอ่ยชื่อใครรู้กลุ่มทันที

เมื่อถามว่า พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร และ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง และกลุ่มคนเสื้อแดงมีความ เชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ต้องหาอย่างไร พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า เรื่องรายชื่อตนจะไม่ระบุว่ามีใครบ้าง เพราะมีมากหลายท่านด้วยกัน ในส่วนที่เป็นหลักฐานที่เกิดขึ้นก็จะต้องมีการสอบข้อเท็จจริง เมื่อมีการเอ่ยชื่อใครขึ้นมา จะรู้ทันทีว่าชื่อของคนนั้นอยู่ในกลุ่มใด แต่ในรายชื่อที่มีอยู่ทั้งหมดก็ไม่จำเป็นว่า ทุกคนจะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับคดี ขึ้นอยู่กับความแน่นหนาในความเชื่อมโยงต่างๆ เจ้าหน้าที่ต้องเอาข้อเท็จจริงออกมาให้ได้ ดังนั้น ใครก็ตามที่มีความคิดจะก่อเหตุความรุนแรงขอให้เลิก เพราะประเทศชาติเดินมาด้วยดีแล้ว

สมช.พร้อมรับสถานการณ์

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุสิษฐ คุณากร เลขาธิการ สมช.ให้สัมภาษณ์ว่า ผู้ที่มีชื่อต้องแสดงความบริสุทธิ์ ฝ่ายสืบสวนต้องหาข้อมูลว่า ท้ายสุดความจริงคืออะไร เมื่อถามว่ามีรายงานการสั่งการมาจากต่างประเทศหรือไม่ เลขาธิการ สมช. กล่าวว่า ยังไม่พบ มีเพียงการติดต่อทางไลน์ ข้อมูลนี้ก็ทราบ ส่วนที่คนร้ายระบุเตรียมวางระเบิดทั่วประเทศ 100 จุด เมื่อมีข่าวก็วางแผนรับมือ รักษาความปลอดภัยในจุดที่มีความเสี่ยง เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยมากขึ้น เป็นเรื่องปกติในระบบการเมือง การใช้ฐานเสียงของประชาชนคงมีการเคลื่อนไหวทุกพรรคทุกกลุ่ม เพราะต้องรอเข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง แต่อยากให้ผู้ที่ก่อเหตุหันกลับมามองบ้านเมืองแล้วให้กระบวนการเลือกตั้งเกิดขึ้นให้เร็วที่สุด

ชี้แนวคิดสุดโต่งอันตราย

เลขาฯ สมช. กล่าวด้วยว่า ไม่อยากชี้ชัดว่าเป็นกลุ่มใด ต้องติดตามความเคลื่อนไหวว่า สอดรับกันหรือไม่ ชื่อกลุ่มยังมีอีกเยอะ การเคลื่อนไหวก็มีหลายกลุ่มที่พยายามอยู่ ไม่สามารถบอกได้ว่า มีกี่กลุ่ม เพราะเคลื่อนไหวทางลับ เมื่อถามว่า อย่างผู้ก่อเหตุที่มีความคิดสุดโต่งจะตั้งสหพันธรัฐ นายอนุสิษฐตอบว่า เป็นความคิดสุดโต่งที่อันตราย แล้วสังคมไทยจะเดินไปได้อย่างไร ไม่มีสังคมไหนในโลกจะทำให้บ้านเมืองสงบด้วยการเอาความรุนแรงมาใช้ เราต้องร่วมมือกันปฏิเสธความรุนแรง