วิกฤติ!! พบซากโลมาตาย 2 ตัว ลอยเกยหาดบ้านโขดทราย ต.หาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด สรุปตั้งแต่ต้นปี 58 จนถึงวันนี้ 67 วัน พบโลมาตราดตายไปแล้ว 20 ตัว และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง...
เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 8 มี.ค.58 นายกฤตภาส ศรีแสงขจร ประธานเครือข่ายอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายาก จ.ตราด ได้รับแจ้งจากนาย มณี ธรรมชาติ เครือข่ายประมงพื้นบ้าน ม.5 บ้านคลองสน ว่าพบซากโลมาตายจำนวน 2 ตัว ลอยน้ำมาเกยตื้นชายหาดบ้านโขดทราย ม.2 ต.หาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด หลังรับแจ้งได้รายงานข้อมูลเบื้องต้นให้ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออกทราบ ก่อนเดินทางไปตรวจสอบพร้อมกับกำลังเจ้าหน้าที่เครือข่ายอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายาก จ.ตราด
จากการตรวจสอบ พบโลมาตัวแรกเป็นโลมาอิรวดี เพศผู้ ความยาว 176 เซนติเมตร สภาพเน่าเปื่อย คาดตายมาแล้วประมาณ 25-30 วัน เจ้าหน้าที่ได้ทำการผ่าพิสูจน์พบว่าภายในกระเพาะอาหารของโลมา มีอาหารประเภทปลาที่ยังย่อยสลายไม่หมดอยู่เต็มในกระเพาะ และจากลำไส้ใหญ่จนถึงทวารหนักพบกากอาหารอัดแน่นอยู่ ส่วนอวัยวะส่วนอื่นๆ ไม่สามารถตรวจสอบได้เนื่องจากสภาพภายในเน่าเปื่อยมาก เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการบันทึกภาพและเก็บข้อมูลก่อนจะทำการฝังกลบโลมาบริเวณชายหาดดังกล่าว ถัดไปประมาณอีก 100 เมตร ในพื้นที่เดียวกันพบซากโลมาตัวที่ 2 เป็น โลมา อิรวดี เพศผู้ สภาพเน่าเปื่อยมากและบริเวณส่วนหัวของโลมาได้หลุดหายไป คาดว่าโลมาตัวดังกล่าวน่าจะมีความยาวประมาณ 120 เมตร เสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 30 วัน ทำการผ่าพิสูจน์พบอาหารประเภทปลาเต็มกระเพาะ ลำไส้ใหญ่จนถึงทวารหนักพบกากอาหารอัดแน่นอยู่ ส่วนอวัยวะส่วนอื่นไม่สามารถตรวจสอบได้
จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลก่อนจะทำการฝังซากโลมาบริเวณชายหาดดังกล่าว ซึ่งการเสียชีวิตของโลมาทั้ง 2 ตัวนี้ ในพื้นที่จังหวัดตราด นับเป็นตัวที่ 19 และ 20 แล้วของปี 2558 นี้ ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่สูงมาก เมื่อเทียบกับหลายๆ ปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มจะมีการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ยังไม่มีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือหรือตรวจสอบหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง มีเพียงแต่การพูดของชาวบ้านในพื้นที่ว่าสาเหตุนั้นน่าจะมาจากเรือประมงพาณิชย์ จำพวกเรืออวนลาก แต่ก็ไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาตรวจสอบสาเหตุมาจากเรือประมงพาณิชย์จริงหรือไม่ ซึ่งหากเป็นจริงอย่างที่ชาวบ้านพูดก็น่าจะเป็นห่วงเพราะขณะนี้ทะเลทางภาคใต้ได้มีการปิดอ่าวในฤดูปลาวางไข่ประมาณ 3 เดือน ตั้งแต่ 15 กุมภาพันธ์ ถึง 15 พฤษภาคม ของทุกปี ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดชุมพร และ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 26,400 ตารางกิโลเมตร ทำให้มีเรือประมงพาณิชย์จำนวนมากเข้ามาหาปลาในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะน่านน้ำจังหวัดตราดจะมีโลมาอยู่มาก ซึ่งหากสาเหตุการตายของโลมามาจากเรือประมงพาณิชย์จริงก็น่าเป็นห่วงในช่วงนี้อาจจะมีโลมาตายเพิ่มอีกจำนวนมาก
นายกฤตภาส ศรีแสงขจร ประธานเครือข่ายอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายาก จ.ตราด กล่าวว่า โลมาใน จ.ตราด ที่พบมีอยู่ 3 สายพันธ์ คือ โลมาอิรวดีจะพบมากที่สุด รองลงมาคือโลมาหัวบาตรหลังเรียบ และ โลมาสีชมพูหรือโลมาหลังโหนก ซึ่งในปีนี้พบโลมาอิรวดีเสียชีวิตจำนวนมาก ซึ่งจากการตรวจสอบแล้วกว่า 90% เป็นการเสียชีวิตที่ผิดธรรมชาติ ไม่ใช่การป่วยตายตามธรรมชาติ เพราะที่ผ่านมาจากการผ่าพิสูจน์ซากโลมาส่วนใหญ่พบว่าก่อนที่โลมาจะเสียชีวิตนั้น ส่วนใหญ่จะสามารถกินอาหารได้ตามปกติ เพราะเมื่อทำการผ่ากระเพาะอาหารจะพบชิ้นส่วนของพวกปลาต่างๆ ที่โลมากินเป็นอาหารและยังย่อยสลายไม่หมดพบอยู่เต็มกระเพาะตลอดจนไปถึงลำไส้ใหญ่ และที่ผ่านมาการเสียชีวิตของโลมาเริ่มมีแนวโน้มเพิ่มจำนวนมากขึ้นจนน่าเป็นห่วง
"แต่กลุ่มของตนก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากนักเนื่องจากกลุ่มของตนเป็นการรวมตัวกันเองของชาวบ้านประมงในพื้นที่ ทำได้เพียงผ่าพิสูจน์ซากหาสาเหตุการตายแล้วส่งข้อมูลไปยังศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออกทราบได้เพียงเท่านั้น ซึ่งต่อไปตนกำลังหาแนวทางวางเครือข่ายซึ่งจะใช้ชาวบ้านหรือชาวประมงเรือเล็กในพื้นที่ๆ มีความผูกพันกับโลมา ช่วยสอดส่องดูแลเฝ้าระวังหรือหาสาเหตุหลักฐานในการเสียชีวิตของโลมา เพราะที่ผ่านมามีเพียงการบอกล่าวเป็นคำพูดจากชาวบ้านซึ่งไม่มีภาพหรือหลักฐานที่ชัดเจนก็คงจะบอกไม่ได้ว่าอะไรเป็นตัวการของเหตุการณ์เสียชีวิตที่เป็นปัญหามาเนิ่นนานและมีแต่เพิ่มความรุนแรงขึ้น" นายกฤตภาส กล่าว.


