ขอบคุณภาพ : lekhkt http://www.thaimtb.com

หลังจากสื่อสังคมออนไลน์ได้มีการแชร์ 'บัญชีส่วยน้ำมันเถื่อน' ในพื้นที่ภาคใต้ โดยมีรายชื่อผู้รับส่วยทั้งตำรวจ สรรพสามิต สันติบาล ตำรวจน้ำ ตำรวจป่าไม้ ฝ่ายปกครอง ตชด. ตร.ทางหลวง ตรวจคนเข้าเมือง และหน่วยอื่นๆ ในพื้นที่ จ.สงขลา จ.พัทลุง จ.นครศรีธรรมราช จ.สุราษฎร์ธานี ล่าสุด พล.ต.อ.เรืองศักดิ์ จริตเอก รอง ผบ.ตร. (ปป.2) ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง (ผอ.ศปนม.ตร.) ได้ทำหนังสือด่วนที่สุด ถึง พล.ต.อ.ชนินทร์ ปรีชาหาญ จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงตามที่มีข่าวในสื่อสังคมออนไลน์นั้น

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จึงได้ต่อสายด่วนไปยังผู้เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามถึงบัญชีส่วยน้ำมันเถื่อนดังกล่าวว่าเป็นของจริงหรือไม่ รวมถึงได้มีโอกาสพูดคุยกับแหล่งข่าววงในถึงเรื่องราวเหล่านี้ว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง จนนำมาสู่การแฉโพยส่วยว่อนเน็ต !

รอง ผบ.ตร. สั่งด่วน ตรวจสอบโพย แท้จริง หรือ สร้างขึ้น ?

พล.ต.อ.ชนินทร์ ปรีชาหาญ จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) ได้รับคำสั่งด่วนจาก พล.ต.อ.เรืองศักดิ์ จริตเอก รอง ผบ.ตร. ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงบัญชีส่วยน้ำมันเถื่อนที่มีการแชร์กันในโลกสังคมออนไลน์ โดย พล.ต.อ.ชนินทร์ ระบุว่า ต้องตรวจสอบดูก่อนว่าโพยดังกล่าวนั้นเป็นของจริงหรือไม่ เพราะไม่มีชื่อบุคคลที่ปล่อย ไม่รู้จะไปสอบปากคำใคร เพราะโพยเขียนมาคล้ายๆ กับโพยเล่นหวย และแพร่กันต่อในอินเทอร์เน็ต จึงหาตัวคนปล่อยยากต้องใช้เวลา ตอนนี้เจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบก่อนว่าโพยดังกล่าวนั้นเป็นของจริงหรือไม่ และตัวคนที่อยู่ในรายชื่อที่ถูกกล่าวอ้างนั้นมีตัวตนจริงไหม

ทั้งนี้ ได้ส่งทีมลงไปตรวจสอบแล้วและต้องใช้เวลาพอสมควร เพราะต้องตรวจหลายที่ แต่จะเร่งรีบทำให้ไว และคงจะติดตามผลอยู่เรื่อยๆ ว่าดำเนินการไปถึงขั้นไหนแล้ว ส่วนจะดำเนินการอย่างไรต่อไปนั้น ขอให้ตรวจสอบให้เรียบร้อยก่อนว่าเป็นของจริงตอนนี้ยังตอบไม่ได้

ด้าน แหล่งข่าววงใน ผู้คลุกคลีอยู่ในธุรกิจค้าขายน้ำมันเถื่อน ตั้งข้อสังเกตกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ว่า บัญชีจ่ายส่วยน้ำมันเถื่อนที่แชร์กันอย่างแพร่หลายในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กขณะนี้นั้นเป็นของจริง โดยคนในวงการค้าน้ำเถื่อน ต่างก็รู้จักกับบุคคลที่ปรากฏชื่อในบัญชีดังกล่าวกันเป็นอย่างดี

ส่วนสาเหตุที่ทำให้บัญชีดังกล่าว หลุดออกสู่โลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก นั้น เป็นเพราะมีการหักหลังกันระหว่าง นายหน้าผู้ทำหน้าที่เคลียร์เส้นทาง กับ ผู้ค้าน้ำมันรายหนึ่งที่มีบ้านอยู่ที่ปาดังเบซาร์ ที่ขายน้ำเถื่อนให้ลูกค้าตั้งแต่ จ.สงขลา ถึง จ.สุราษฎร์ธานี และที่เห็นนั้นเป็นบัญชีการจ่ายส่วยของผู้ประกอบการเพียงรายเดียวเท่านั้น จากทั้งหมดที่ดำเนินธุรกิจผิดกฎหมายแบบนี้กว่า 20 ราย ในพื้นที่จังหวัดสงขลา

เปิดมหากาพย์ความขัดแย้ง สู่การทิ้งระเบิดแฉโพยส่วย

แหล่งข่าววงใน ระบุว่า ขบวนการค้าน้ำมันเถื่อนนั้น จะประกอบไปด้วยนายทุน ซึ่งจะเป็นผู้ออกทุนทรัพย์ในการซื้อน้ำมันเถื่อนจากประเทศเพื่อนบ้าน มาขายในประเทศไทย และ นายหน้า ซึ่งรับหน้าที่เป็นผู้เคลียร์เส้นทาง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับรถขนน้ำมันเถื่อนเหล่านี้ โดยนายหน้านั้น จะได้ส่วนแบ่ง คิดเป็น 2% ของส่วนต่างผลกำไรต่อลิตร ที่มีการนำเข้ามาในแต่ละวัน คิดง่ายๆ เป็นตัวเลขกลมๆ ว่า หากในหนึ่งวัน สามารถนำน้ำมันออกเถื่อนออกไปขายได้ 1 ล้านลิตร เซลส์เหล่านี้ก็จะได้ค่านายหน้าถึง วันละ 2 ล้านบาท

โดยในอดีตช่วงที่ราคาน้ำมีการปรับตัวสูงสุด นั้น ราคาน้ำมันเบนซินฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน อยู่ที่ลิตรละเพียง 18 บาท ในขณะที่น้ำมันแก๊สโซฮอลล์ ในประเทศเราในช่วงที่มีราคาสูงสุดอยู่ที่ 35-37 บาท ผู้ค้าจะได้กำไรถึง วันละเกือบ 20 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลซื้อมาเพียงลิตรละ 18 บาท แต่ในประเทศขายถึงลิตรละ 30 บาท เพราะฉะนั้น จึงไม่มีปัญหาสำหรับนายทุนในการแบ่งจ่ายส่วยและค่านายหน้า แต่ต่อมาพอราคาน้ำมันในประเทศไทย มีราคาถูกลง จึงทำให้ผู้ประกอบการรายนี้ ได้กำไรจากส่วนต่างของราคาน้ำมันน้อยลง เลยไปต่อรองขอจ่ายค่านายหน้าและค่าส่วยลดลง จนทำให้ทั้งสองฝ่ายเกิดความบาดหมางกันอย่างรุนแรง ในที่สุดทางผู้ประกอบการรายนี้ จึงตัดสินใจใช้วิธีหักดิบ นำน้ำมันไปส่งลูกค้าโดยตรง โดยไม่ผ่านนายหน้ารายนี้ เพื่อตัดส่วนแบ่ง 2% ทิ้งไป ทางฝ่ายนายหน้าจึงตอบโต้โดยการทิ้งระเบิด นำบัญชีการจ่ายส่วยมาแฉ ในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กในที่สุด โดยมีเจตนาหวังจะให้บัญชีจ่ายส่วยดังกล่าวไปถึงการรับรู้ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ตะลึง ยอดจ่ายส่วยเดือนละ 20 ล้านบาท

แหล่งข่าววงใน อธิบายต่อว่า ในช่วงที่ราคาน้ำมันในประเทศมีราคาสูง ผู้ค้าน้ำมันเถื่อนมีกำไรจากส่วนต่างน้ำมันต่อลิตรถึง 20 บาท นั้น จะมีการบริหารจัดการโดยแบ่งสัดส่วนสำหรับเฉพาะการจ่ายส่วยถึง 10 บาท ต่อลิตร หรือ คิดเป็น 50% ของผลกำไร ส่วนที่เหลืออีก 10 บาทต่อลิตร นั้น จะเป็นกำไรของคนที่ซื้อน้ำมันเถื่อนไปใช้ อยู่ที่ลิตรละ 3 บาท ที่เหลืออีก 7 บาท จะเป็นการแบ่งกันระหว่างนายหน้ากับนายทุน เพราะฉะนั้นในวันนี้ จึงไม่แปลกเลย หากจะน้ำมันคือสินค้าผิดกฎหมายที่ค้าขายแล้วได้กำไรมากที่สุด และเท่าที่ทราบ ผู้ค้าน้ำมันเถื่อนรายใหญ่ที่สุดในพื้นที่ จ.สงขลา จ่ายเงินค่าส่วยเป็นจำนวนเงินถึงกว่า 20 ล้านบาทต่อเดือน นอกจากนี้ ยังพบอีกว่า เมื่อธุรกิจน้ำเถื่อนได้กำไรดีมากขนาดนี้ เจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนที่ทำหน้าที่อยู่ใกล้ชายแดน กว่า 20% มีรถบรรทุกไปขนน้ำมันมาขายเองแล้ว แถมบางคนยังอาจหาญถึงขั้นเปิดหน้าร้าน ทำปั๊มน้ำมันเถื่อนเองอีกด้วย

ใคร คือคนที่ทำบัญชี และทำไปเพื่ออะไร

ทำไมต้องทำบัญชีจ่ายส่วยน้ำมัน แหล่งข่าววงใน ตอบอย่างสบายๆว่า เป็นเพราะ ต้องทำ เนื่องจากการทำธุรกิจนี้ ในแต่ละ 1 ผู้ประกอบการค้าน้ำมันเถื่อนมีหุ้นส่วนร่วมอยู่กันหลายคน จึงต้องมีการทำบัญชีรายละเอียดเอาไว้ เดือนนี้ได้กำไรเท่านี้นะ เดือนนี้ หักค่าส่วยแล้วได้กำไร เท่านี้นะ หุ้นส่วนจะได้สบายใจ นอกจากนี้ การทำบัญชี ยังช่วยในแง่ของ เมื่อเวลามีเจ้าหน้าที่รัฐ มาติดต่อเพื่อขอทราบข้อมูล ว่าผู้ประกอบการแต่ละเจ้ามีรถสำหรับขนน้ำเถื่อนอยู่ทั้งหมดกี่คัน และเป็นของใครบ้าง ตัวเลขการจ่ายให้ประจำเดือนจะได้ถูกต้องตรงกัน อย่างเช่นที่ปรากฏในบัญชีส่วยฉาวดังกล่าวว่า ทุกวันที่ 20 จะต้องจ่ายให้ใครบ้าง นั่นเอง

คนที่ทำบัญชีนี้ เปรียบไปให้เห็นภาพชัดๆ ก็เหมือนเจ้าของวินมอร์เตอร์ไซค์รับจ้าง หรือ เจ้าของวินรถตู้ คือหากใครจะมาร่วมวิ่งขนน้ำมันเถื่อนในเส้นทางที่มีเจ้าของวินแล้ว ก็จะต้องมาเข้าร่วมในวินนั้น ๆ เพื่อจ่ายเงินส่วยค่าเคลียร์เส้นทางผ่านเจ้าของวิน ที่จะเป็นผู้ทำหน้าที่ประสานงานกับเจ้าหน้าที่รัฐ ฝ่ายต่างๆ ให้ เพราะเดี๋ยวนี้ หาก จู่ๆ ใครคิดจะไปจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อขอทางสะดวก เจ้าหน้าที่รัฐเองก็นกรู้ จะไม่รับเงินค่าเคลียร์เส้นทางกับคนที่ไม่คุ้นเคยแล้ว เพราะกลัวจะถูกล่อซื้อ จึงจะรับแต่กับคนที่คุ้นกันเท่านั้น โดยในรายที่ทำให้เกิดเรื่องฉาวว่อนทั่วโซเชียลเน็ตเวิร์กนี้ ตนเองทราบมาว่า นอกจากจะรับเคลียร์เส้นทางให้แล้ว ยังจะขายน้ำมันเถื่อนให้กับบรรดาผู้ที่เข้ามาร่วมวินด้วย คือพูดง่ายๆ กินกำไร 2 เด้ง เลย

จ่ายมาก จ่ายน้อย ขึ้นอยู่กับ ?

แหล่งข่าววงใน อธิบายต่อว่า จะจ่ายมากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่ที่ระยะทางในการวิ่ง ว่าจะต้องวิ่งผ่านความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่รัฐกี่หน่วยงาน โดยหากวิ่งผ่านหลายจังหวัดก็จะต้องเสียเงินค่าอำนวยความสะดวกมากหน่อย โดยเส้นทางทำเลทองที่มีการจ่ายมากที่สุด ก็คือเส้นทาง เริ่มต้นจากปาดังเบซาร์ เข้ามาทางคลองแงะ ตัดเข้าทางคลองหอยโข่ง จากนั้น ไปออกทางสนามบินหาดใหญ่ จากนั้นก็เข้าไปที่ อ.บางกล่ำ แล้วไปผ่าน อ.ควนเนียง แล้วไปเข้าเขต อ.เมืองพัทลุง โดยหากเป็นรถสี่ล้อเล็ก จะต้องจ่ายค่าอำนวยความสะดวก เจ้าหน้าที่รัฐแห่งละ 2,000 บาทต่อคันต่อเดือน แปลว่า หากมีรถในสังกัด 10 คัน ก็ต้องจ่ายเดือนละ 20,000 บาทต่อเดือน

และนอกจากนี้ หากถูกจับโดยหน่วยเฉพาะกิจ ที่มาจับเองในพื้นที่ หากจะมีการเคลียร์กันตัวเลขจะอยู่ที่การตกลงกันเป็นคราวๆ ไป โดยค่าเคลียร์จะดูจากปริมาณการบรรทุกน้ำมันเป็นหลัก หากบรรทุกมาก็ต้องจ่ายมาก หากบรรทุกน้อยก็จ่ายน้อย หากเป็นรถความจุ 6 พันลิตร ก็อาจถูกเรียกถึง 120,000 บาท เพราะฉะนั้น พวกพ่อค้าน้ำมันเถื่อนจะต้องพกเงินสดๆ ไว้กับตัวเพื่อคอยเคลียร์เวลาถูกจับอยู่เสมอ เพราะคนพวกนี้กลัวที่สุดคือรถขนน้ำมัน และ น้ำมันเถื่อนถูกยึด เพราะรถคันหนึ่งราคาอย่างน้อย 4 แสนบาท ไหนจะน้ำมันที่อยู่ในรถ ที่มีราคาอีกนับแสนบาท

ช่วงเวลา 4 ชั่วโมงทอง มีปัญญาขนเท่าไหร่ก็เอาไป

แหล่งข่าววงใน เผยว่า สำหรับการขนน้ำมันเถื่อนนั้น จะมีทั้งการจ้างอู่ดัดแปลงรถ เพื่อนำไปบรรทุกน้ำมันเถื่อน โดยราคาจะอยู่ที่ประมาณคันละ 6 หมื่นบาท โดยรุ่นยอดนิยม คือ รถกระบะโตโยต้าวีโก้ เนื่องจากตัวถังและช่วงล่างใหญ่ สามารถดัดแปลงให้ซ่อนน้ำมันได้ตามท่อตามแนวต่างๆ ได้มากที่สุดถึง 1 พันลิตร

แต่สำหรับพวกที่จ่ายส่วยจะเป็นอีกกรณี เพราะรถพวกนี้ เมื่อมีการจ่ายส่วยเคลียร์เส้นทาง ทางเจ้าหน้าที่รัฐที่รู้เห็นเป็นใจ จะมีลิสต์หมายเลขทะเบียน เพื่อปล่อยให้ผ่านแบบทางสะดวกอยู่แล้ว โดยรถพวกนี้ จะสามารถขนน้ำมันเถื่อนโดยใช้วิธีเอาแท็งก์เหล็กบรรทุกน้ำมันความจุ 3 พันลิตร ใส่กระบะหลัง มาขายฝั่งประเทศไทยได้แบบลอยชาย

ปัจจุบันมีรถทั้งที่มีการดัดแปลง และไม่ดัดแปลง วิ่งไปรับน้ำมันจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน มาขายในประเทศไทย ประมาณ 500 คัน โดยมีกติกาสำคัญที่เป็นที่รู้กันว่าระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ และผู้ค้าน้ำมันเถื่อนว่า จะมีการเปิดให้วิ่งไปเอาน้ำมันจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้านได้โดยไม่ถูกสกัด สำหรับผู้ที่จ่ายส่วย ได้ตั้งแต่ เวลา 05.00 - 09.00 น. ใครมีปัญญาวิ่งได้กี่เที่ยว ได้เท่าไหร่ก็เชิญวิ่งไปเอาได้ตามสบาย แต่พอหลังเวลา 09.00 น. จะต้องหยุดวิ่งทันที เพราะหากทั้ง 500 คันดังกล่าว ยังวิ่งไปวิ่งมาอยู่ จะทำให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัด

โดยทั้ง 500 คันนี้ จะวิ่งได้ในช่วงเวลาดังกล่าวที่มีการเปิดพิเศษไว้ อย่างน้อยที่สุดประมาณวันละ 3 เที่ยว ยังไม่รวมน้ำมันจากรถบรรทุก รถหัวลากต่างๆ อีก เฉลี่ยวันละประมาณ 2 แสนลิตร เจ้าหน้าที่รัฐจะได้ลิตรละ 2 บาท โดยไปเก็บจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน หากเจ้าหน้าที่บอกว่าเข้าไม่ได้ก็จบเลย วงจรน้ำมันเถื่อนก็ถึงคราวเอวัง

เจ้าหน้าที่รัฐ ที่อยู่ตามชายแดน จะไม่ได้เก็บส่วยจากผู้ค้าน้ำมันในประเทศไทย แต่เก็บส่วยจากเจ้าของน้ำมันที่ประเทศมาเลเซีย เพราะเจ้าของคลังน้ำมันอยู่ในประเทศมาเลเซีย ถ้าด่านตรวจจับ ก็ขายน้ำมันไม่ได้ เพราะฉะนั้น จึงมีการทำบัญชีว่า ในแต่ละวันได้มีการขายน้ำมันให้พ่อค้าน้ำมันเถื่อนฝั่งไทยกี่ลิตร พอถึงสิ้นเดือนก็จ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่ฝั่งไทย ส่วนหน่วยอื่นๆ แล้วแต่มีการตกลง

ปราบน้ำมันเถื่อนง่ายนิดเดียว แค่ไม่รับส่วยทุกอย่างก็จบ

ทั้งนี้ แหล่งข่าวผู้คลุกคลีวงการน้ำมันเถื่อนกล่าวทิ้งท้ายว่า "ธุรกิจผิดกฎหมายกับส่วย เปรียบไปก็เหมือนสุนัขกับอาจม เรื่องแบบนี้ ปราบง่ายนิดเดียว หากเพียงแต่เจ้าหน้าที่รัฐไม่ยอมรับส่วยสักอย่างเดียว ทุกอย่างก็เป็นอันจบ เพราะน้ำมันเถื่อนวิ่งมาเป็นคันรถ และต้องผ่านด่านไม่รู้กี่ด่านต่อกี่ด่าน หากเจ้าหน้าที่ไม่รู้เห็นเป็นใจธุรกิจผิดกฎหมายแบบนี้ จะกระทำไปได้อย่างไร"

ฟังจากปากคนขายน้ำมันเถื่อนรายย่อยกันบ้าง

ด้าน นางนี (นามสมมติ) แม่ค้าที่ขายน้ำมันเถื่อน ในพื้นที่ชายแดน จ.นราธิวาส กล่าวกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ว่า เรื่องบัญชีส่วยดังกล่าว ไม่เคยเห็นมาก่อน และไม่รู้ว่าเขียนอะไรไว้บ้าง เนื่องจากเป็นเพียงแม่ค้ารายย่อย แต่ละวันขายได้เพียงวันละประมาณ 30 ลิตร ซึ่งเดียวนี้น้ำมันถูกลงมาก ทำให้มีรายได้น้อยลงไปเยอะ อีกทั้งในพื้นที่นี้ ยังใช้เงิน 2 สกุล คือสกุลไทย กับ มาเลเซีย ซึ่งเงินมาเลเซียได้อ่อนค่าลงมาก ทำให้มีปัญหาในการใช้จ่าย เพราะเมื่อเอาเงินไปมาเลเซียไปซื้อของไทย ก็จะมีค่าน้อยลง ซึ่งถือว่าได้รับผลกระทบโดยตรง

นางนี ยังเล่าต่อว่า ได้ทำอาชีพนี้มากว่า 10 ปีแล้ว โดยมีการขายของชำไปด้วย แต่เดี๋ยวนี้หากินลำบากมากขึ้น เนื่องจากมีคนขายมากมาย เรียกว่า เรียงกันเป็นแถวเลย รายได้ที่เคยได้ก็ลดน้อยลงไปมาก ส่วนจะเท่าไหร่นั้น ตอนนี้เรียกว่าพออยู่ได้

"ส่วนการรับน้ำมันนั้น ก็จะมีพ่อค้าคนไทย ซึ่งทำหน้าที่คล้ายกับนายหน้า นำน้ำมันมาส่งวันละ ถัง ซึ่งขายถังละประมาณ 600-700 บาท ซึ่งในถังจะบรรจุประมาณ 30 ลิตร ซึ่งพอมาตวงใส่ขวดจริงๆ ก็จะได้ประมาณ 25-26 ลิตร จากนั้นเราก็มาขายลิตรละ 27 บาท ต้นทุนก็อาจจะประมาณ 25 บาท" นางนี ระบุ

นางนี กล่าวอีกว่า หลัง คสช. รู้สึกว่าเหมือนเจ้าหน้าที่จะมีการเก็บส่วยน้อยลง เดี๋ยวนี้คนขายน้ำมันรายย่อย ก็ไม่ค่อยมีใครมาเก็บ แต่เมื่อก่อนก็มีเจ้าหน้าที่มาเก็บบ้าง เดือนละ 1,000-2,000 บาท แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมา แต่ถ้าหากเป็นคนขายรายใหญ่ ก็คิดว่าน่าจะต้องจ่ายอยู่

อย่างไรก็ตาม ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น เป็นเพียงคำบอกเล่าของแหล่งข่าวเท่านั้น ส่วนข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร ต้องรอให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องตรวจสอบและชี้แจงให้ทราบต่อไป.