รอง ผกก.เมืองพัทยา แจง กรณีโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กแชร์ข่าวอาสาตำรวจตั้งด่านยัดยานักข่าวท้องถิ่น ไม่เป็นความจริง ชี้ เป็นการสื่อสารที่ผิดพลาด พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ทุกนายเเต่งเครื่องพร้อมเเสดงบัตรทุกครั้งที่ปฏิบัติหน้าที่...
จากกรณี นายทิวากร กฤษมณี อายุ 25 ปี ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นใน จ.ชลบุรี ถูกตำรวจจราจรพร้อมด้วยอาสาสมัครทำการเรียกตรวจค้น ก่อนจะถูกเจ้าหน้าที่นายหนึ่ง คือ นายพงษ์สวัสดิ์ วิเศษศรี อายุ 42 ปี สวมหมวกแก๊ปสีดำ เสื้อคลุมสีดำ พกวิทยุสื่อสาร ซึ่งอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจอาสา พยายามจะยัดยาเสพติด แต่ต่อมาภายหลังนายทิวากร ได้ยืนยันความบริสุทธิ์โดยร้องขอให้ตรวจสอบประวัติและผลปัสสาวะ รวมทั้งให้นายพงษ์สวัสดิ์ ยืนยันถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กระทั่งมีกลุ่มเพื่อนนักข่าวท้องถิ่นอีกจำนวนหนึ่งเดินทางตามมาสมทบ นายพงษ์สวัสดิ์ จึงเปลี่ยนพฤติกรรมและพยายามขอโทษถึงกรณีที่เกิดขึ้นโดยแจ้งว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันนั้น
ล่าสุด เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 5 มี.ค.58 พ.ต.ท.ปวัชร์ชัย สุดสคร รอง ผกก.ป.สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เปิดเผยกับไทยรัฐออนไลน์ว่า จากกรณีที่โลกโซเชียลเน็ตเวิร์กโดยสื่อหลักอย่างเฟซบุ๊กได้มีการเเชร์ข่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจอาสารายหนึ่ง ยัดยาผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นนั้นไม่เป็นความจริงเเต่อย่างใด เกิดจากการสื่อสารที่ผิดพลาด เป็นเรื่องเข้าใจผิดกันเท่านั้น พร้อมกันนี้ได้เชิญตัวนายพงษ์สวัสดิ์ คู่กรณีเข้าร่วมสอบถาม ซึ่งเบื้องต้นเจ้าตัวให้การปฏิเสธว่าไม่ได้กล่าวหานายทิวากร แต่อย่างใด เพียงแต่พบห่อยาบางอย่างถูกทิ้งไว้ใกล้เคียงกัน จึงนำไปให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรทำการตรวจสอบเท่านั้น เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่จึงลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน
พ.ต.ท.ธวัชชัย กล่าวต่ออีกว่า จากการสอบสวนคู่กรณีทั้งสองฝ่ายยังคงให้การขัดแย้งกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ทางเจ้าหน้าที่ก็คงต้องลงบันทึกไว้ พร้อมส่งเรื่องดำเนินคดีตามขั้นตอนเพื่อให้ไปพิสูจน์ทราบกันในชั้นศาล ส่วนยาเสพติดที่ตรวจพบขณะนี้ได้นำส่งพิสูจน์ยังหน่วยงานวิทยาศาสตร์การแพทย์ และขอยืนยันว่าจะดำเนินการไปตามขั้นตอนและให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่านายพงษ์สวัสดิ์ ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจอาสาแต่อย่างใด เป็นเพียงเจ้าพนักงานที่ทางตำรวจเรียกมาใช้งานในการยกและเก็บรักษารถจักรยานยนต์ที่ถูกตรวจยึดเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม จากนี้ทาง สภ.เมืองพัทยา จะมีมาตรการคุมเข้มในการตรวจสอบ และกลั่นกรองบุคลากรที่จะเข้ามาช่วยงานราชการอย่างจริงจัง พร้อมให้เจ้าหน้าที่ทุกนายที่ออกปฏิบัติหน้าที่ต้องแต่งเครื่องแบบ พร้อมแสดงบัตรประจำตัวที่ชัดเจน อีกทั้งการทำงานทุกครั้งต้องมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยเป็นผู้กำกับดูแล ซึ่งหากพบเจ้าหน้าที่อาสาสมัครรายใดมีพฤติกรรมและสร้างปัญหาก็จะดำเนินการอย่างเด็ดขาดเพื่อป้องกันภาพลักษณ์ที่จะเสียหายต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติต่อไป.


