นักศึกษาสาวมหาวิทยาลัยดังโผล่ร้องทุกข์ “ปวีณา หงสกุล” ถูกดาบตำรวจเสมียนเวรโรงพักอารมณ์หื่นหลอกพาเข้าโรงแรม โชคดีตัวเองสะบัดหนีทั้งที่เสื้อผ้าขาดวิ่นวิ่งขึ้นรถแท็กซี่เผ่นรอดตกเป็นเหยื่อกามหวุดหวิด เผยพาเพื่อนทำเรื่องบำบัดยาเสพติดกลับโดนขอเบอร์โทรศัพท์แล้วให้ย้อนมาแก้เอกสาร หวังดีจะพาส่งบ้าน ระหว่างทางโพล่งขอเป็นแฟน ก่อนวกเข้าม่านรูด แจ้งความเสร็จ ลูกเมียคู่กรณีร่ำไห้อ้อนวอนขอเคลียร์เสนอค่าทำขวัญ 50,000 บาท มีรอง ผกก.พูดจาท้าทายดูถูก เลยตัดสินใจเอาเรื่องถึงที่สุด

คดีนักศึกษาสาวแจ้งจับดาบตำรวจพาเข้าม่านรูด เปิดเผยเมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 14 ก.พ. ที่โรงเรียนปวีณาหงสกุลการบริบาล ถนนสุขาภิบาล 5 ซอย 75 แขวงออเงิน เขตสายไหม กทม. น.ส.บูม (นามสมมติ) อายุ 19 ปี นักศึกษาชั้นปี 2 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เข้าร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมกับนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี กรณีถูกดาบตำรวจทำหน้าที่เสมียนเวร สน.สายไหม หลอกพาไปเข้าโรงแรมม่านรูดภายในซอยสายไหม 56 กักขังหน่วงเหนี่ยวพยายามจะข่มขืน แต่ต่อสู้ขัดขืนหนีรอดมาได้

เบื้องต้นนางปวีณามอบให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิพาสาวผู้เสียหายเข้าแจ้งความพนักงานสอบสวน สน.สายไหม น.ส.บูมลำดับเหตุการณ์ว่า เมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. วันที่ 11 ก.พ.ที่ผ่านมา ตนรับแจ้งจากแม่เพื่อนที่อยู่ย่านสายไหมว่าเพื่อนของตนติดยาเสพติดหนัก อยากให้พาไปรักษาอาการติดยาจึงรีบเดินทางมาหา พร้อมพาแจ้งความจำนงที่ สน.สายไหม สมัครใจเข้ารับการบำบัด ลงบันทึกประจำวันกับ ด.ต.นิมิต แคชัยภูมิ เสมียนเวร ระหว่างที่พูดคุยกันอยู่ ด.ต.นิมิตขอเบอร์โทรศัพท์มือถือไว้ พร้อมชวนคุยต่างๆนานา เมื่อเสร็จเรื่องพาเพื่อนกลับบ้านเตรียมตัวไปบำบัด ด.ต.นิมิตโทรศัพท์เข้ามาแจ้งว่าในบันทึกที่เขียนไว้ได้ลงวันที่ผิด ขอให้กลับมาแก้เพื่อความสะดวกในการติดต่อหน่วยงานอื่นๆ แต่ให้ตนเดินทางมาเพียงคนเดียว

นักศึกษาสาวกล่าวว่า ตนรีบนั่งรถ จยย.รับจ้างกลับมาแก้เอกสารที่โรงพักเสร็จเรียบร้อยแล้ว ด.ต.นิมิตอาสาจะพาไปส่งบ้าน ทั้งๆที่เป็นเวลาเข้าเวร ตนปฏิเสธ แต่ถูกคะยั้นคะยอหว่านล้อมต่างๆนานา อ้างว่าเป็นห่วง เห็นมืดค่ำแล้วจึงยอมขึ้นรถไปด้วย เพราะเห็นเป็นตำรวจคงไม่มีอันตรายอะไร ระหว่างออกจากโรงพัก ด.ต.นิมิตพาเลี้ยวรถลัดเลาะเข้าซอย ตนถามว่ามาผิดทางหรือไม่ จู่ๆ ด.ต.นิมิตกลับพูดว่าขอเป็นแฟน ทำตนตกใจมากขอลงจากรถ ด.ต.นิมิตจึงจอดรถสูบบุหรี่ข้างทางบอกให้ใจเย็นๆ สักพักยังยืนยันจะพาไปส่งบ้าน แต่ไม่นานก็เลี้ยวเข้าโรงแรมแห่งหนึ่งในซอยสายไหม 56 ตนใช้จังหวะที่รถชะลอตัวถอยจอดเข้าซองเปิดประตูวิ่งหนีลงจากรถ

น.ส.บูมน้ำเสียงสั่นเล่านาทีระทึกว่า แต่ดาบตำรวจเสมียนเวรโรงพักคว้าแขนเอาไว้ พร้อมยื้อยุดฉุดกระชากจนเสื้อขาด พอหลุดมาได้ก็วิ่งออกมาจากโรงแรมหนีไม่คิดชีวิต ด.ต.นิมิตยังขับรถไล่ตาม บังเอิญมีรถแท็กซี่ผ่านมาจึงรีบโบกเรียกแล้วกระโดดขึ้นหนีมาได้ “หลังเกิดเหตุตกใจมาก เข้าแจ้งความเรื่องที่เกิดขึ้นที่ สน.ลาดพร้าว ก่อนตัดสินใจขอความเป็นธรรมต่อมูลนิธิปวีณาฯ มีพนักงานสอบสวน สน.สายไหม เรียกไปพูดคุย นำภาพวงจรปิดจากโรงแรมมาเปิดให้ดู เห็นเป็นรถเก๋งยี่ห้อฮอนด้า ซีวิค ของ ด.ต.กำลังเลี้ยวเข้า สักพักก็เห็นหนูวิ่งออกมาจากโรงแรม แต่ตำรวจบอกว่า ภาพที่เห็นได้มาจากโรงแรมของ กต.ตร.คนหนึ่ง หากไม่ให้ก็ได้ แล้วจะแจ้งเอาผิดอะไรได้”

เหยื่อตำรวจหื่นเผยอีกว่า ต่อมาภรรยาและลูกของ ด.ต.นิมิตร้องห่มร้องไห้เข้ามาพูดกับตน บอกว่าสามีถึงจะเป็นคนไม่ดี ตบตีเมียเป็นประจำ แต่ขอให้เห็นแก่ลูก อย่าเอาเรื่องอะไรเลย ยื่นข้อเสนอยอมจ่ายค่าทำขวัญ 50,000 บาท แต่ตนคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง หากปล่อยไว้อาจจะไปทำแบบนี้กับคนอื่นอีก ขอยืนยันจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด เพราะยังมีรอง ผกก.คนหนึ่งเรียกไปคุยที่ห้องทำงาน พูดจาไม่ดีว่าเรื่องแค่นี้จะทำให้เป็นเรื่องใหญ่ทำไม เสื้อที่ขาดจะตัวสักกี่บาทกันจะไปร้องเรียนที่ไหนก็เชิญ ยิ่งทำให้ตนเสียความรู้สึก เสียใจมาก ไม่คิดว่าตำรวจที่เป็นที่พึ่งของประชาชนจะเป็นแบบนี้

ด้านนางปวีณา หงสกุล กล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นถือเป็นเรื่องใหญ่ ตำรวจเป็นที่พึ่งของประชาชน กลับกระทำผิดเสียเอง ขณะนี้มูลนิธิรับเรื่องไว้แล้วและได้ประสานกับ พ.ต.อ.ธวัชเกียรติ จินดาควรสนอง ผกก.สน.สายไหม ให้ตรวจสอบเรื่องที่เกิดขึ้น และ ขอความเป็นธรรมให้ผู้เสียหายด้วย เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป ทั้งนี้ พ.ต.อ.ธวัชเกียรติอ้างว่า เพิ่งได้ รับรายงานมา และยังไม่ได้พบตัวดาบตำรวจที่ผู้เสียหาย ระบุ ขอเวลาในการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน และ จะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่ายอย่างแน่นอน

ต่อมา พ.ต.ท.กฤชมงกุฎ บูรณะภักดี รอง ผกก.ป.สน.สายไหม เดินทางไปยังโรงเรียนปวีณาหงสกุลการบริบาล หลังจากได้รับการประสานจากมูลนิธิ เพื่อรับมอบเงิน 25,000 บาทที่ญาติของ ด.ต.นิมิตมอบให้ไว้เพื่อเป็นการมัดจำไม่ให้ผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดี ฝากส่งมอบคืนญาติ ด.ต.นิมิต ต่อไป เมื่อนักศึกษาเหยื่อสาวยืนยันจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ขณะเดียวกัน ครอบครัวของผู้เสียหายยังถึงขนาดต้องย้ายที่พักไปอยู่ต่างจังหวัดแล้ว เพราะเกรงกลัวว่าจะเกิดอันตราย เนื่องจากมองว่า คู่กรณีเป็นคนในเครื่องแบบ