ตร.นครพนมสนธิกำลังฝ่ายปกครอง ไล่ล่ารวบหนุ่มลาวค้ายาบ้า พร้อมของกลางและอาวุธปืน หลังเพื่อนในแก๊งขัดขืนยิงสู้ จนท.จนถูกวิสามัญดับ 1 ด้านพ่อเมือง สั่งตั้งกองกำลังประชาชน ตามแนวชายแดน ช่วยสอดส่อง ให้เบาะแส...

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 10 ก.พ. 58 ที่กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม นายอดิศักดิ์ เทพอาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม พร้อมด้วย พ.ต.อ.ดนัย รัตนประเสริฐ ผกก.สืบสวน นครพนม และกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน แถลงจับกุม ท้าวบุน (ไม่มีนามสกุล) อายุ 21 ปี ชาวบ้านกะวะเหนือ เมืองหินบูน แขวงคำม่วน สปป.ลาว พร้อมของกลาง ยาบ้า 932 เม็ด อาวุธปืนลูกซองสั้น ไทยประดิษฐ์ จำนวน 1 กระบอก และลูกกระสุน จำนวน 2 นัด

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาดังกล่าวได้ภายหลังขยายผล จากกรณีตำรวจชุดสืบสวน วางแผนเข้าจับกุมแก๊งค้ายาบ้าชาวลาว เมื่อคืนที่ผ่านมา บริเวณริมน้ำสงคราม ที่เชื่อมกับแม่น้ำโขง ข้างวัดสีสุมังชมชื่น บ้านตาลปากน้ำ หมู่ 2 ต.ไชยบุรี อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม ซึ่งแก๊งค้ายาบ้าชาวลาว 2 คน ขับเรือหางยาวนำยาบ้ามาส่งลูกค้าไทย ได้ขัดขืนการจับกุม พร้อมยิงปะทะกับตำรวจ เป็นเหตุให้แก๊งค้ายาบ้าชาวลาว เสียชีวิต 1 ราย ทราบชื่อในเวลาต่อมา คือ ท้าวสุ่ม (ไม่มีนามสกุล) อายุ 21 ปี ถูกกระสุนปืนเสียชีวิต ส่วนเพื่อนอีกคน คือ ท้าวบุน (ไม่มีนามสกุล) อายุ 21 ปี หลบหนีไปได้ จนกระทั่งตำรวจได้ติดตามจับกุมตัวได้ภายหลัง

เบื้องต้นจากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ได้รับการว่าจ้างจากนายทุนชาวลาว ให้นำยาบ้ามาส่งลูกค้าไทย โดยนัดหมายส่งมอบในจุดเกิดเหตุ ซึ่งใช้วิธีลักลอบนำมาทางเรือหางยาว แต่รู้ว่าตำรวจวางแผนจะเข้าจับกุม จึงใช้อาวุธปืนยิงต่อสู้เพื่อเปิดทางหนี ทำให้ถูกยิงเสียชีวิต ซึ่งทางตำรวจจะได้เร่งสืบสวนติดตามผู้ร่วมขบวนการมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ด้าน นายอดิศักดิ์ เทพอาสน์ ผวจ.นครพนม เปิดเผยว่า ปัจจุบันสถานการณ์การลักลอบส่งยาเสพติดในพื้นที่ ยังมีปัญหาต่อเนื่อง เพราะขบวนการค้ายาเสพติดพยายามลักลอบนำมาส่งขายทุกรูปแบบ ทำให้มีการจับกุมตรวจยึดบ่อยครั้ง และยังมีความรุนแรงจากการใช้อาวุธต่อสู้เจ้าหน้าที่ จึงต้องเพิ่มมาตรการในการดูแลป้องกันปราบปรามเข้มข้น โดยได้สั่งการให้ทุกภาคส่วนทำงานเชิงรุกปราบปรามจับกุมขั้นเด็ดขาด ที่จะต้องใช้ความระมัดระวังสูง ป้องกันการสูญเสีย

นอกจากนี้ ส่วนสำคัญได้สนับสนุนให้มีการจัดตั้งกองกำลังประชาชน ในพื้นที่อำเภอเสี่ยงตามแนวชายแดน นำแกนนำชาวบ้าน ผู้นำชุมชน เข้ามาฝึกอบรมสร้างการมีส่วนร่วมในการหาข่าว แจ้งเบาะแส ป้องกันปราบปราม ปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติดในพื้นที่ ขณะนี้ ได้ดำเนินการไปแล้วกว่า 60 หมู่บ้าน คัดเลือกหมู่บ้านละ 15 คน เชื่อว่าจะเป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขปัญหายาเสพติด เนื่องจากคนในพื้นที่จะรับรู้ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับทุกปัญหาได้ดีกว่าเจ้าหน้าที่รัฐ จึงต้องใช้เป็นกำลังสำคัญในการทำงานเชิงรุก.