ขณะ‘ช่าง’ซ่อมอุปกรณ์ประวิตรยันไปป์บอมบ์รู้แล้วคนทำมาจากไหน

ผบ.ตร.บอกขอเวลาให้ชุดคลี่คลายคดีไปป์บอมบ์ หากเร่งรัดอาจกดดันนำไปสู่ความผิดพลาด ที่เรียกมาสอบไม่ได้หมายความว่าเป็นผู้กระทำความผิด ด้าน “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เผยชุดคลี่คลายคดีรู้แล้วว่าคนร้ายมาจากไหน ส่วน ผบ.ทบ.ระบุต้องเพิ่มมาตรการความเข้มงวด ให้ทหารร่วมมือกับตำรวจเต็มที่ ล่าสุดเกิดเหตุระเบิดในกรมสรรพาวุธ ทบ.มีผู้บาดเจ็บ 5 ราย เจ้ากรมสรรพาวุธแจงเป็นอุบัติเหตุขณะซ่อมเครื่องยิงอาร์พีจี 7 ตามวงรอบ

จากเหตุการณ์คนร้ายวางระเบิดไปป์บอมบ์ 2 ลูก ที่บริเวณทางเชื่อมสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยามและทางเข้าห้างสยามพารากอน ถนนพระราม 1 แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กทม. เมื่อค่ำวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา หลังเกิดเหตุตำรวจชุดสืบสวนตรวจสอบกล้องวงจรปิด พบภาพคนร้าย 2 ราย โดย 1 ใน 2 มีจุดสังเกตเดินกะเผลก ขาขวาไม่สมบูรณ์ ด้าน บช.น.ระบุคดีมีความคืบหน้าไปกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ สามารถคุมตัวผู้ต้องสงสัยมาสอบปากคำแล้วจำนวนหนึ่ง

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 9 ก.พ. พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. เผยว่า ขณะนี้ออกหมายจับคนร้ายที่ก่อเหตุแล้ว เป็นการออกหมายจับตามภาพถ่ายที่สามารถตรวจสอบหรือมีพยานหลักฐานที่ปรากฏอยู่ ส่วนรายละเอียดเป็นผู้ใดหรือกลุ่มใด เป็นหน้าที่ของฝ่ายสืบสวนสอบสวน ขณะนี้ใช้ความพยายามเต็มที่ติดตามจับกุมคนร้าย ขอเวลาให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติเพราะหากเร่งรัดอาจกดดันนำไปสู่ความผิดพลาด เราอาจจะช้าแต่ต้องรวบรวมพยานหลักฐานหรือสิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นอาจเกิดจากประเด็นใดประเด็นหนึ่ง ที่มีความเปราะบาง ถ้าด่วนสรุปหรือดำเนินการไปโดยไม่มีความรอบคอบ ไม่เป็นไปตามหลักฐานอาจเกิดความเสียหาย

พล.ต.อ.สมยศกล่าวว่า ส่วนกรณีที่มีข่าวว่าตำรวจสงสัยกลุ่มบุคคลหลายกลุ่ม ถือเป็นเรื่องปกติในการตั้งประเด็นการสืบสวนสอบสวน แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่ถูกเชิญมาสอบสวนหรือบุคคลต้องสงสัยนั้นจะเป็นผู้กระทำความผิด เพราะการตั้งประเด็นสงสัยหรือเชิญตัวมาสอบสวน เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการสืบสวนสอบสวน ขณะนี้ยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้งเพราะยังไม่มีข้อมูลชัดเจน แต่ที่มีการสันนิษฐานก็เป็นเรื่องของแนวทางการสืบสวนว่าอาจเกิดจากการเมืองหรือจากกลุ่มคนไม่พอใจในหลายประเด็น ทั้งจากความไม่พอใจตำรวจหรือไม่พอใจรัฐบาลหรือไม่พอใจห้างสรรพสินค้าเองก็เป็นได้ ไม่ตัดทุกประเด็น กระทั่งสามารถจับผู้ต้องหาได้จึงจะระบุได้ว่าสาเหตุครั้งนี้เกิดจากอะไร

ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เปิดเผยว่า คดีนี้มีความคืบหน้าไป 70 เปอร์เซ็นต์ ชุดคลี่คลายคดีรู้แล้วว่าคนร้ายมาจากไหน อยากจับให้ได้เดี๋ยวนี้เลย ตำรวจกำลังเร่งติดตามอยู่ ส่วนที่วิจารณ์กันว่าที่ผ่านมาเมื่อเกิดเหตุแล้วยังจับคนร้ายไม่ได้นั้นเป็นการมโนกันไปเอง ที่จับได้ก็มีหลายราย ที่มีชื่อปรากฏเป็นข่าวจะใช่คนร้ายหรือไม่นั้น ตนไม่ทราบใครจะเขียนอะไรก็เขียนไป ส่วนใหญ่ชอบมโนเขียนกันเอง ตอนนี้ในโซเชียลมีเดียวุ่นวายไปหมด 80-90 เปอร์เซ็นต์ ที่เขียนกันไม่ใช่เรื่องจริง

พล.อ.ประวิตรกล่าวต่ออีกว่า ที่คาดการณ์ว่ากันว่าสาเหตุมาจากเรื่องการเมือง ยังฟันธงไม่ได้ รอให้จับตัวคนร้ายให้ได้เสียก่อน ยืนยันว่าก่อนหน้าไม่ได้การข่าวเรื่องนี้ ส่วนคนร้ายยังอยู่ในประเทศหรือไม่ ยังไม่ทราบ ตอนนี้อย่าเพิ่งไปคาดการณ์ พยายามจะทำทุกอย่างไม่ให้ขัดแย้ง สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 22 พ.ค.57 เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม แต่หลังจากวันที่ 22 พ.ค.57 ไปแล้ว คสช.จะรับผิดชอบเอง

ด้าน พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และ ผบ.ทบ.เผยว่า หลังเกิดเหตุสั่งการให้ พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ประสานงานกับตำรวจอย่างใกล้ชิด ในเรื่องรับผิดชอบดูแลเรื่องความมั่นคงการรักษาความสงบ ความคืบหน้ามีแนวโน้มที่จะสามารถทราบตัวผู้กระทำความผิด โดยตำรวจเป็นผู้ดำเนินการเป็นหลัก ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและ รมว.กลาโหม กำชับให้ดูแลเรื่องดังกล่าวเร่งด่วน

“ส่วนมาตรการรักษาความปลอดภัย ผมสั่งการไปทุกพื้นที่ไม่ใช่เฉพาะพื้นที่ กทม. ที่ผ่านมามีความระมัดระวังมาโดยตลอด แต่การดูแลพื้นที่ต้องคำนึงถึงภาพพจน์ทั่วไป ไม่อยากให้เกิดความตึงเครียด แต่เมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้วต้องเพิ่มมาตรการความเข้มงวด โดยทหารจะร่วมมือกับตำรวจอย่างเต็มที่ ทั้งผู้บังคับบัญชาระดับสูงไปจนถึงระดับผู้ปฏิบัติ ขอความร่วมมือประชาชนให้ช่วยดูแล อย่าตื่นตระหนก หากพบสิ่งผิดปกติขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่” พล.อ.อุดมเดชกล่าว

ขณะที่เมื่อเวลา 10.00 น. วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเหตุระเบิดภายในโรงซ่อมบำรุงอาวุธ กรมสรรพาวุธทหารบก ถนนทหาร แขวงถนนนครไชยศรี เขตบางซื่อ กทม. มีผู้รับบาดเจ็บ 5 ราย หลังเกิดเหตุ พ.ต.อ.โกสิต กาญจนะโกมล ผกก.สน.เตาปูน พร้อมตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.เตาปูน พื้นที่รับผิดชอบ เดินทางไปตรวจสอบ มีทหารรักษาการณ์นำทางเข้าจุดเกิดเหตุ โดยไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวเข้าไปบันทึกภาพทำข่าวภายในแต่อย่างใด เบื้องต้นผู้บาดเจ็บทั้งหมดถูกนำส่ง รพ.พระมงกุฎเกล้า

ภายหลัง พล.ท.ธารี วุฒิพานิชย์ เจ้ากรมสรรพา-วุธทหารบก ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า เหตุที่เกิดเป็นอุบัติเหตุระหว่างการซ่อมบำรุงอาวุธเท่านั้น สาเหตุเกิดจากเจ้าหน้าที่ซ่อมบำรุงนำเครื่องยิงอาร์พีจี 7 ที่ชำรุดออกมาซ่อมแซมตามวงรอบ โดยนำมาวางบน ปากกาที่ใช้สำหรับจับยึดอุปกรณ์ต่างๆก่อนซ่อม เป็นจังหวะเดียวกันตัวขับเคลื่อนที่อยู่ภายในเครื่องยิงเคลื่อนไปถูกตัวปากกาที่ใช้สำหรับจับยึด ทำให้เกิดการแตกตัว เศษชิ้นส่วนของอุปกรณ์บางตัวกระเด็นไปถูกศีรษะของเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ ยืนยันว่าไม่ใช่เหตุระเบิดแต่อย่างใด

...

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก ทบ.ชี้แจงเพิ่มเติมกรณีดังกล่าว โดยยืนยันว่าไม่ใช่เหตุระเบิด แต่เป็นอุบัติเหตุจากการซ่อมอุปกรณ์ชุดเครื่องยิงจรวดอาร์-พีจีของเจ้าหน้าที่ภายในโรงซ่อม ขณะทำการซ่อม เกิดการจุดตัวของชุดขับเคลื่อนลูกจรวดที่อยู่ภายในกระบอกลำกล้องจรวด ทำให้ชุดขับเคลื่อนพุ่งทะลุหลุดออกมาไปกระแทกอุปกรณ์เครื่องมืออื่นๆบริเวณใกล้เคียงทำให้มีเศษชิ้นส่วนแตกกระจาย ส่งผลให้มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บ 5 ราย ประกอบด้วย นาย บรรเจิด เชียงสาย ช่างเครื่องมือกล นายบรรชา ศรี-ประยูร นายสันติภาพ เกิดน้อย นายกันตพล ภาคเจริญ นายธีรภัทร ศรีนิยม ทั้งหมดเป็นพนักงานราชการ ตำแหน่งช่างของโรงงาน ทั้งนี้ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผบ.ทบ. สั่งการให้ดูแลผู้บาดเจ็บ พร้อมกำชับกำลังพลให้เพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น

พ.อ.นพ. พีระพล ปกป้อง รอง ผอ.โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กล่าวถึงกรณีที่เกิดขึ้นว่า พบผู้บาดเจ็บถูกส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาล 5 ราย ซึ่งทั้งหมดเป็นลูกจ้างไม่ใช่นายทหาร โดยทั้ง 5 รายมีผู้ที่ต้องเฝ้าดูอาการ 2 ราย รายแรกมีภาวะแน่นหน้าอกและแขนถูกสะเก็ดจากโลหะที่เกิดจากการแตกออกของดินระเบิดที่ติดค้างอยู่ในลำกล้องเครื่องยิงลูกอาร์พีจี รายที่ 2 บาดเจ็บที่ศีรษะ เบื้องต้นแพทย์ทำการรักษาให้แล้วแต่ต้องเฝ้าดูอาการ เนื่องจากอาจเกิดบาดแผลติดเชื้อหรือเลือดออกในปอดได้ ดังนั้น คาดว่าทั้ง 2 รายต้องอยู่ดูอาการที่โรงพยาบาลอีก 1-2 วัน หากไม่มีอาการใดแทรกซ้อนก็สามารถกลับบ้านได้ ส่วนอีก 3 รายมีอาการหูอื้อจากการได้ยินเสียงระเบิด ขณะนี้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหูได้ ทำการตรวจให้แล้ว หากไม่พบภาวะผิดปกติก็สามารถกลับบ้านได้เลย อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมทั้ง 5 ราย รู้สึกตัวดีและพ้นขีดอันตราย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เหตุครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่างเจ้าหน้าที่ตรวจซ่อมเครื่องยิงจรวดอาร์พีจี พบปัญหาส่วนขับเคลื่อนการระเบิดค้างอยู่ในลำกล้องเครื่องยิง ทำให้การทำงานผิดพลาด หัวกระสุนระเบิดเกิดหลุดตกพื้น ทำให้ดินระเบิดที่ยังไม่หมดเชื้อระเบิดแตกกระจายแต่ไม่รุนแรง โดยแรงระเบิดทำให้เศษกระสุนขนาดเท่าเหล็กไขควงกระแทกศีรษะ 1 ในผู้บาดเจ็บที่ส่วนใหญ่มีอาการหูดับ

...