คนไทยให้ความสนใจไม่น้อย สำหรับกรณี กลุ่มไอซิส ก่อเหตุฆ่าตัดคอ 2 นักข่าวญี่ปุ่น เพราะเป็นการลงมืออย่างเหี้ยมโหด แต่ที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง คือ กรณีการฆ่า นายเคนจิ โกโตะ เนื่องจากช่วงเวลาก่อนที่นายเคนจิ จะถูกสังหาร เขาได้กะพริบตาหลายครั้ง คล้ายกับการส่งสัญญาณบางอย่าง ซึ่งในเรื่องนี้ สื่อหลายสำนักของญี่ปุ่นได้นำมาเป็นประเด็น และตีความหมาย โดยอ้างว่าใช้รหัสมอร์สถอดข้อความสุดท้ายที่เขาสั่งเสียไว้ว่า "ไม่ต้องมาช่วยผม" 

ประเด็นดังกล่าว ได้มีการตั้งสมมติฐานและถกเถียงกันในญี่ปุ่น บางคนก็เชื่อ บางคนก็ไม่เชื่อ อย่างไรก็ดี การแชร์ข้อความดังกล่าวได้มาถึงประเทศไทย และเป็นที่สนใจของชาวเน็ตไทยเช่นกัน อย่างไรก็ดี "ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์" จึงอาสาไขคำตอบ โดยได้สอบถามผู้รู้เรื่องรหัสมอร์ส 2 ท่าน ได้แก่ พล.ร.ท.อมรโชติ สุจิรัตน์ อดีต รอง ผบ.ทรภ.3  และ ​นายปิยะวัตร์ มหาเปารยะ รองกรรมการผู้จัดการ รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เพื่อไขข้อข้องใจว่า จริงๆ แล้ว นายเคนจิกำลังส่งข้อความบอกลาจริงหรือไม่

...

พล.ร.ท.อมรโชติ สุจิรัตน์ อดีต รอง ผบ.กองทัพเรือภาคที่ 3 กล่าวว่า เท่าที่ได้ดูคลิปแล้ว ส่วนตัวคิดว่านักข่าวญี่ปุ่นไม่น่าจะรู้เรื่องรหัสมอร์ส เพราะเขาไม่ได้มีพื้นฐานของทหารเรือ แม้เขาจะเป็นนักข่าวสงครามก็ตาม ส่วนจะเคยเรียนเรื่องรหัสมอร์สหรือไม่ ก็ไม่ทราบได้ ทั้งนี้ หากจะให้วิเคราะห์ ก็ดูแล้วพบว่า เป็นการกะพริบตาที่ไม่ปกติ เพราะเป็นจังหวะ ส่วนจะเป็นข้อความอะไรหรือเปล่า หรือเขาอยากให้รู้อะไร เวลาดูก็คงต้องมองที่แววตาเขาด้วย ทั้งนี้ ในความรู้สึกของตน คิดว่าการกะพริบตาดังกล่าว อาจจะมาจากความรู้สึกกังวลมากกว่า ไม่ได้เป็นการส่งรหัสมอร์ส

คลิปทหารสหรัฐฯถูกทหารเวียดนามจับกุมหลายปี กระทั่งมีการสัมภาษณ์ออกสื่อ ในระหว่างที่ให้สัมภาษณ์ เขาได้กะพริบตาส่งรหัสมอร์สคำว่า 'T-O-R-T-U-R-E' หรือ 'ทรมาน'

"ในประวัติศาสตร์ เคยมี มีทหารสหรัฐฯ ถูกทหารเวียดนามจับ โดยทหารสหรัฐฯ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อและมีการกะพริบตาเป็นการส่งรหัสมอร์ส อันนี้เคยเกิดขึ้นจริง เพราะเขาแสดงออกมาเป็นจังหวะสั้น ยาว มีการเว้นวรรค แต่ของนักข่าวญี่ปุ่นครั้งล่าสุดไม่ได้ออกมาเป็นจังหวะแบบนั้น" พล.ร.ท.อมรโชติ

พล.ร.ท.อมรโชติ ให้ความรู้เรื่องรหัสมอร์สสำหรับทหารเรือว่า ทหารเรือต้องเรียนรู้เรื่องรหัสมอร์ส นอกจากนี้ ยังต้องเรียนเรื่อง ตีธงสัญญาณ สัญญาณมือ ใช้สัญญาณไฟ เพราะสมัยก่อนการใช้เสียงพูด ไม่ค่อยได้ใช้ จะใช้วิธีการกดสัญญาณรหัสมอร์สเพื่อมาแปรเป็นตัวอักษร ซึ่งการกะพริบตา เราไม่ค่อยได้ใช้กัน ที่ใช้กันมากคือ รหัสมอร์ส ซึ่งเราก็จะมีรหัสอีก ว่าคำสั่งนี้เอาไว้ทำอะไร เช่น ใช้โจมตี จะใช้คำว่าอะไร ก็ต้องมาถอดรหัสกันอีกครั้ง ซึ่งคำสั่งที่ใช้ก็อาจจะเป็นคำสั่งจริง หรือคำสั่งลวงได้ เพราะในช่วงสงคราม เขาอาจจะนำมาใช้เพื่อลวงอีกฝ่าย

สำหรับพลเรือน การเรียนรู้เรื่องรหัสมอร์ส จะไม่แตกต่างจากทหาร แต่การนำมาใช้จะแตกต่างกัน ทางกองทัพ อาจจะมีการใช้แบบผสมคำ หรือตัวย่อ เช่น ส่งคำว่า AB อาจจะหมายถึงอะไร เขาก็จะรู้กัน

ด้าน​นายปิยะวัตร์ กล่าวว่า จากการที่ได้ดูคลิปวิดีโอดังกล่าว ยังดูไม่ออกว่าเป็นรหัสสัญญาณอะไร แต่ประการสำคัญ คือ สิ่งที่ตนเรียนมา เป็นเรื่องรหัสมอร์ส ในเรื่องของเสียง ซึ่งเมื่อได้ฟังแล้วเราก็แปลงเป็นข้อความได้ แต่การกะพริบตานั้นตนไม่ได้เรียนมา แต่เท่าที่เห็นในคลิปก็ยาก ที่เชื่อว่าเป็นการส่งข้อความ เพราะกว่าจะส่งได้สักประโยคหนึ่ง ต้องใช้ระยะเวลา อย่างไรก็ดี ทราบว่า ทหารเรือที่ประจำการบนเรือรบ ก็ใช้รหัสสัญญานไฟในการส่งข่าวสารระหว่างเรือรบด้วยกัน โดยใช้การกะพริบไฟสั้นบ้าง ยาวบ้าง ฝ่ายรับก็จะตีความหมายว่าหมายถึงอะไร

...

สำหรับเรื่อง รหัสมอร์ส นั้น ​นายปิยะวัตร์ ให้ความรู้ว่า เป็นรหัสชนิดหนึ่งที่ไปรษณีย์ใช้สำหรับส่งข้อความด้วยโทรเลข ผ่านการเคาะเสียงสั้น เสียงยาว แล้วมาแปลความหมายทีละคำว่า เป็นพยัญชนะ หรือ สระ เวลาที่เขาใช้เครื่องเคาะ มันจะดังสั้น ยาว ไม่เท่ากัน ดังนั้น การแปลรหัสมอร์สระหว่างภาษาไทยกับภาษาต่างประเทศไม่มีความยุ่งยาก เพียงแต่พนักงานฝ่ายส่งจะเคาะสัญญาณบอกมาก่อนว่าต่อไปนี้จะส่งรหัสภาษาไทยนะ ซึ่งก็คือการเคาะสัญญาณอักษร "ท" 3 ครั้ง คือขีด จุด จุด ขีด ขีด 

สำหรับแกะข้อความรหัสมอร์สผ่านเสียงนั้น รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปณท ให้ความรู้อีกว่า จุด นี่คือเสียงสั้น ถ้าขีดนั่นคือเสียงยาว ยกตัวอย่างเช่น คำว่า กลับบ้านด่วน คำว่า กลับ จะใช้เสียงลักษณะนี้ 

ขีด ขีด จุด หรือ เคาะยาว เคาะยาว เคาะสั้น หมายถึง ก 

จุด ขีด จุด จุด หรือ เคาะสั้น เคาะยาว เคาะสั้น เคาะสั้น หมายถึง ล

จุด ขีด ขีด จุด ขีด หมายถึง ไม้หันอากาศ

ขีด จุด จุด จุด หมายถึง บ เป็นต้น

...

นายปิยะวัตร์ กล่าวต่อว่า ทุกวันนี้เราไม่ได้ใช้รหัสมอร์สกันแล้ว เมื่อก่อนไม่ค่อยมีโทรศัพท์ ก็ยังใช้กัน แต่เมื่อมีโทรศัพท์ เขาก็ใช้โทรศัพท์กัน เพราะสะดวก รวดเร็วกว่า เช่น เราจะส่งข้อความไป จ.นราธิวาส ถ้าพูดโทรศัพท์แป๊บเดียวจบ แต่ถ้าเป็นรหัสมอร์ส เราต้องเคาะรหัสกันนานเลยกว่าจะได้ข้อความสักประโยคหนึ่ง ต่อมาจะมีเครื่องเทเล็กซ์ หน้าตาคล้ายพิมพ์ดีด มีหน้าปัดหมุนหมายเลข ใช้ติดต่อระหว่างกัน โดยมีเครื่องรับแปลความหมายออกมาเป็นข้อความ จากนั้นเราก็นำข้อความที่ได้ ส่งให้ประชาชน

"คนที่เคยได้ฟังเสียงรหัสมอร์ส เมื่อได้ยินจะเข้าใจความหมายทันที เชื่อว่าคนที่เชี่ยวชาญจะฟังแล้วไม่สับสน ผมเองก็ไม่ได้ใช้เครื่องนี้มากว่า 40 ปีแล้ว หากมาฟังใหม่ก็อาจจะสับสนบ้าง" 

​นายปิยะวัตร์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ส่วนตัวเคยเรียนรู้การใช้รหัสมอร์สมา กว่าจะฝึกสามารถรับส่งข้อความถึงผู้รับได้ต้องใช้เวลาเรียนเป็นเดือนๆ พอมาถึงปัจจุบันที่เลิกใช้กันแล้ว ก็รู้สึกเสียดาย ต่อไปความรู้ตรงนี้อาจจะสูญหายไปได้ เพราะหลายสิ่งหลายอย่าง อาจจะเก็บในพิพิธภัณฑ์ได้ แต่ทักษะการใช้งานมันต้องเรียนรู้ และอาจจะสูญหายไปในรุ่นของตนก็เป็นได้