ที่อ้างเบื้องสูงเปิดบ่อนกทม.อีก2คดีชี้2มี.ค.

ศาลพิพากษาตัดสินจำคุก 12 ปี “พงศ์พัฒน์-โกวิทย์” อ้างสถาบัน เบื้องสูงอยู่เบื้องหลังเปิดกิจการ บ่อนพนันกลางกรุง “โคลอนเซ่” ทั้งคู่รับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 6 ปี ส่วน 2 สำนวน

กรณีรับส่วยแก๊งค้าน้ำมันเถื่อน กับรับเงินซื้อขายตำแหน่งแต่งตั้งโยกย้ายพัวพันลูกน้องในเครือข่ายอีก 4 ราย ศาลนัดชี้ชะตาวันที่ 2 มี.ค. เจ้าตัวและเพื่อนรักร่วมชะตากรรมถูกคุมฟังคำสั่งศาลสีหน้าเรียบเฉยเก็บความรู้สึกนิ่งเงียบ วันเดียวกัน ชาวสมุทรสาครร้องเอาผิดคนตระกูล “สุวะดี” แสดงตัวเป็นน้องชายพระวรชายาขอเปิดท่าเรือขนถ่ายถ่านหินกินหัวคิวไม่สนคำคัดค้านชาวบ้าน

ที่ศาลอาญา เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 30 ม.ค. ศาลนัดสอบคำให้การจำเลย ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ อดีต รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.บุญสืบ ไพรเถื่อน อดีต ผบก.รน. พ.ต.อ.วุฒิชาติ เลื่อนสุคันธ์ อดีต ผกก.4 ปคบ. ด.ต.สุรศักดิ์ จันเงา อดีต ผบ.หมู่ กก.2 บก.ป. และ ด.ต.ฉัตรินทร์ หรือจักรินทร์ เหล่าทอง อดีต ผบ. หมู่ กก.ปพ.บก.ป. รวม 6 คน แยกฟ้องจำเลยรวม 3 สำนวน

คดีแรกฟ้อง พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และ พล.ต.ต.โกวิทย์ ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่นแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี และองค์รัชทายาท เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ และจัดให้มีการเล่นการพนัน รวมถึง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ. 2478 ระบุ ระหว่างวันที่ 11 ม.ค.-30 ก.ค. 54 จำเลยทั้งสองกับพวกที่ยังหลบหนี สนับสนุนจัดให้มีการเล่นการพนัน กำถั่ว ไพ่แปดเก้า โป๊กเกอร์ บาคาร่า ที่บ่อนพนันโคลอนเซ่ เป็นบ่อนขนาดใหญ่ ถนนพระราม 9 แขวงบางกะปิ เขตวังทองหลาง กทม. นอกจากนี้ ยังประดับเครื่องหมาย ภปร. เป็นพระนามาภิไธยย่อของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวบนไหล่เสื้อ และติดเหรียญภาพของพระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ พระโอรสในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ไว้ที่ฝากระเป๋าเสื้อด้านซ้ายตลอดเวลาที่สวมเครื่องแบบราชการตำรวจ เพื่อให้บุคคลอื่นเข้าใจว่า ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจและเชื่อได้ว่า บ่อนดังกล่าวมีผู้บารมีสูงและสถาบันเบื้องสูงอยู่เบื้องหลัง ชั้นจับกุมจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

คดีที่ 2 พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ พล.ต.ต.โกวิทย์ และ พล.ต.ต.บุญสืบ เป็นจำเลยในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเอง หรือผู้อื่นโดยไม่ชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือไม่ชอบด้วยหน้าที่ เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นผู้ใด หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ระบุว่าระหว่าง ก.พ.55-ก.ค.57 จำเลยทั้งสามร่วมกันเรียกรับทรัพย์สินเป็นเงินจากผู้ประกอบการลักลอบจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงโดยผิดกฎหมายในบริเวณน่านน้ำไทยเป็นรายเดือนจำนวนหลายรายแลกกับการไม่จับกุมผู้ประกอบการรวมเป็นเงิน 147.4 ล้านบาท ทำให้เกิดความเสียหายกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและรัฐบาล

พล.ต.ต.บุญสืบ จำเลยที่ 3 แต่งเครื่องแบบติดเหรียญพระฉายาลักษณ์ของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ พระโอรสในสมเด็จ พระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร มาประดับไว้ที่บริเวณฝากระเป๋าเสื้อด้านซ้ายเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่บุคคลทั่วไป พล.ต.ต.บุญสืบยังใช้มือชี้ไปยังพระบรมฉายาลักษณ์ฯ พร้อมอ้างว่าเงินส่วยที่เก็บไปนั้นจะต้องนำไปมอบให้ผู้บังคับบัญชาเพื่อนำไปถวายให้กับองค์รัชทายาทด้วย ทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่า พล.ต.ต.บุญสืบนำเงินที่ได้รับโดยผิดกฎหมายนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายแด่องค์รัชทายาท ทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศ ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง ได้รับความเสียหาย เหตุเกิดที่ ต.บางด้วน อ.เมืองสมุทรปราการ และแขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กทม. ชั้นจับกุมจำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

คดีสุดท้าย ฟ้อง พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ พล.ต.ต.โกวิทย์ พ.ต.อ.วุฒิชาติ ด.ต. สุรศักดิ์ และ ด.ต.ฉัตรินทร์ หรือจักรินทร์ ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่มิชอบข่มขืนใจ หรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบหรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันเรียก รับ หรือยอมรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ และเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริตเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ว่าระหว่างวันที่ 1 ต.ค. 53-11 พ.ย. 57 จำเลยทั้งหมดกับ พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ หลิมรัตน์ อดีต ผกก.1 ป. (เสียชีวิตแล้ว) ร่วมกันใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยทุจริตของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และ พล.ต.ต.โกวิทย์ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งตำรวจในสังกัด บช.ก. ร่วมกันวางแผนแบ่งหน้าที่กันทำ ข่มขืนใจ พ.ต.ต.ชาตรี รุ่งดำรง สว.ส.ทล.1 กก.1 บก.ทล. และบุคคลอื่นอีกหลายคน มอบให้หรือหามาซึ่งทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่จำเลย รายละ 3-5 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าตอบแทน ในการที่จะช่วยเหลือบุคคลดังกล่าวให้ได้รับการแต่งตั้งในสังกัด บช.ก. ชั้นจับกุมจำเลยที่ 1 และ 4 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2, 3 และ 5 ให้การปฏิเสธ

นัดนี้ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์กับพวกรวม 6 คน ถูกคุมตัวมาด้วยรถบรรทุกนักโทษขนาด 6 ล้อ จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ท่ามกลางการดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างรัดกุม อดีตตำรวจสอบสวนกลางในคดีดังเป็นประวัติศาสตร์ทั้ง 6 คน ถูกใส่กุญแจมือ แต่ไม่ได้ล่ามโซ่ตรวน และไม่สวมรองเท้า พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ยังคงเก็บความรู้สึกไว้ด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย เช่นเดียวกับจำเลยคนอื่นที่ไม่แสดงอาการใดๆ ออกมา จากนั้นเจ้าหน้าที่คุมตัวเข้าไปที่ห้องเวรชี้เพื่ออ่านและอธิบายคำฟ้อง ก่อนจะสอบคำให้การ ปรากฏว่าจำเลยทั้งหมดรับสารภาพไม่ต่อสู้ทั้ง 3 สำนวน โดยคดีแรก ศาลมีคำสั่งให้อ่านคำพิพากษาในช่วงบ่ายวันเดียวกันทันที ส่วนอีก 2 คดี ศาลนัดสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพในวันที่ 2 มี.ค.58 เวลา 09.00 น.

ต่อมา เวลา 14.00 น. ศาลขึ้นนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาคดี พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และ พล.ต.ต.โกวิทย์ ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาท, ดูหมิ่นแสดงความอาฆาต มาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี และองค์รัชทายาท เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ และจัดให้มีการเล่นการพนัน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพว่ากระทำผิดตามฟ้องจริง ศาลพิพากษาฐานดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูงจำคุกคนละ 5 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบจำคุกคนละ 5 ปี และฐานสนับสนุนให้มีการตั้งบ่อนการพนันตาม พ.ร.บ.การพนัน จำคุกคนละ 2 ปี รวมจำคุกจำเลยคนละ 12 ปี คำรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกไว้คนละ 6 ปี ก่อนเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะคุมตัว พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์กับพวกรวม 6 คน เดินทางกลับไปควบคุมไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร

วันเดียวกัน นายชาญชัย รุ่งโรจน์สาคร อายุ 59 ปี ประธานชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมคุณภาพชีวิตจังหวัดสมุทรสาคร พร้อมสมาชิกประมาณ 20 คน รวมตัวกันที่บริเวณ สภ.เมืองสมุทรสาคร ถือป้ายผ้าข้อความว่าพวกเราไม่เอาถ่านหิน พวกเราไม่เอาท่าเรืออัคร พร้อมเข้ายื่นหนังสือร้องทุกข์พฤติกรรมบุคคลที่แอบอ้างสถาบันเพื่อหาผลประโยชน์ในทางมิชอบ มี พ.ต.อ.ชัยยุทธ ถมยา ผกก.สภ.เมืองสมุทรสาคร พ.ต.อ.ชมชวิณ ปุระธนานนท์ ผกก.สส.ภ.จ.สมุทรสาคร เป็นผู้แทนในการรับเรื่อง ทั้งนี้ นายชาญชัยกล่าวว่าเมื่อประมาณปี 2554 มวลชนสมุทรสาครประมาณ 200 คนได้ปิดถนนเพื่อประท้วงการขนถ่ายถ่านหินเป็นเหตุให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีคำสั่งให้ระงับการขนถ่าย ปีต่อมา ผู้ประกอบการขนถ่ายถ่านหินได้ติดต่อนายณัฐพล หรือกอล์ฟ สุวะดี เพื่อจะหาทางให้ผู้ว่าฯยกเลิกคำสั่งระงับการขนถ่ายถ่านหิน

...

นายชาญชัยกล่าวต่อว่า ปรากฏว่านายณัฐพลให้คนติดต่อตนไปพบที่บ้านอัครพงศ์ปรีชา แจ้งว่าต้องการเปิดทำกิจการขนถ่ายถ่านหิน ซึ่งเป็นกิจการของครอบครัวอัครพงศ์ปรีชา ขอให้ชาวบ้านยกเลิกการชุมนุมประท้วง อ้างด้วยว่า ตัวเองเป็นน้องชายของพระวรชายา และยังเป็นลูกของท่านแม่อีกด้วย ทำให้ชาวบ้านเกิดความกลัว นายณัฐพลยังขอเปลี่ยนชื่อท่าเรือเซ็นจูรีเป็นท่าเรืออัครเพื่อให้การดำเนินการต่างๆ ได้รับอนุญาตง่ายขึ้น แต่ขอแบ่งผลกำไรตันละ 7 บาท อีกทั้งกดดัน ร.ต.ท.อาทิตย์ บุญญะโสภัต ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ให้ยกเลิกคำสั่ง ระงับการขนถ่ายถ่านหิน แต่ยังไม่ได้รับอนุญาต เมื่อกลุ่มผู้ต่อต้านถ่านหินทราบว่านายณัฐพลเป็นบุคคลผู้ที่แอบอ้างสถาบันเพื่อหาผลประโยชน์ในทางมิชอบ จึงได้มีการรวมตัวกันเพื่อมาร้องทุกข์ต่อตำรวจ ขอให้ดูแลเรื่องนี้ด้วย