สถาบันอนาคตไทยศึกษาเสนอให้มีการปฏิรูประบบราชการอย่างเร่งด่วน ภายหลังเปิดผลการศึกษา “ข้อเท็จจริง 10 ปี ระบบข้าราชการไทย” พบว่าเงินเดือนข้าราชการไม่ได้ต่ำอย่างที่คิด แต่สูงกว่าเอกชนเฉลี่ย 10% งบบุคลากรภาครัฐเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า แต่ประสิทธิภาพของภาครัฐแย่ลง และปัญหาคอร์รัปชันในภาครัฐก็แย่ลง
ระบบข้าราชการไทยที่ดูเหมือนจะมั่นคง แต่ยังมีความล้าหลังในหลายๆ ด้าน เป็นที่เปิดเผยโดยนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันอนาคตไทยศึกษา เมื่อวันที่ 30 ม.ค. ว่า สถาบันฯได้สรุปผลการศึกษาชิ้นล่าสุดเรื่อง “ข้อเท็จจริง 10 ปี ระบบข้าราชการไทย” และพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งสรุปเป็น 6 ข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้
1.ปัจจุบันฐานเงินเดือนข้าราชการไม่ได้ต่ำอย่างที่คิดอีกต่อไป จากที่เมื่อ 10 ปีที่แล้วเงินเดือนแรกเข้าของข้าราชการวุฒิปริญญาตรี เคยคิดเป็นเพียง 2 ใน 3 ของเงินเดือนแรกเข้าพนักงานเอกชนที่ระดับการศึกษาเท่ากัน แต่ปัจจุบันข้าราชการได้เงินเดือนแรกเข้าสูงกว่าพนักงานเอกชนโดยเฉลี่ย ราว 10% เนื่องจากที่ผ่านมาได้มีนโยบายปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการวุฒิปริญญาตรีให้ได้ 15,000 บาทต่อเดือน
2.จำนวนกำลังคนภาครัฐ เพิ่มขึ้นเกือบ 50% อยู่ที่ราว 2.2 ล้านคน หลังจากที่มีริเริ่มการปฏิรูประบบราชการ โดยการปรับลดกำลังคน ผลคือจำนวนข้าราชการประจำแทบไม่เพิ่มขึ้นเลยจาก 10 ปีที่แล้ว แต่ที่เพิ่มขึ้นมากคือลูกจ้างรัฐ และพนักงานรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้น 6 เท่า บางกระทรวงมีลูกจ้างและพนักงานมากกว่าข้าราชการประจำ เช่น กระทรวงทรัพยากรฯ มีข้าราชการประจำเพียง 10,000 คน แต่มีลูกจ้าง พนักงานของรัฐร่วม 50,000 คน เป็นต้น
3.ข้าราชการตั้งแต่ซี 9 ขึ้นไปเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า ทั้งๆที่จำนวนข้าราชการประจำโดยรวมลดลง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มกระทรวงใหม่ 6 กระทรวง ทำให้มีกรมเพิ่มขึ้นกว่า 40 กรม เป็น 168 กรม เมื่อ ปี 2545 ส่งผลให้ภาครัฐสุ่มเสี่ยงกับปัญหาขาดแคลนกำลังคน โดยเฉพาะระดับปฏิบัติการ 4.งบบุคลากรภาครัฐเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า จากเมื่อ 10 ปีก่อน หากรวมเอาภาระงบบุคลากรรวมทั้งสวัสดิการข้าราชการอื่นๆ อย่างค่ารักษาพยาบาล และบำเหน็จ บำนาญ ก็ร่วม 1.1 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของรายได้ของรัฐบาล
5.งบบุคลากรองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ก็เพิ่มขึ้นถึง 6 เท่าจากเมื่อ 10 ปีก่อน ขณะที่จำนวน กำลังคนภาครัฐในระดับท้องถิ่นนั้นเพิ่มขึ้น 3 เท่า และ 6.เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) งบบุคลากรภาครัฐของไทยสูงเป็นอันดับต้นๆ ในเอเชียรองจากบาห์เรนและมัลดีฟส์ โดยสัดส่วนงบบุคลากรภาครัฐต่อจีดีพีของไทยอยู่ประมาณ 7% สูงกว่าเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย ที่อยู่ในระดับ 6% ฟิลิปปินส์ 5% และสิงคโปร์ 3%
นายเศรษฐพุฒิกล่าวต่อไปว่า สถาบันฯได้ทำการศึกษาต่อไปว่า แล้วงบบุคลากรที่เพิ่มขึ้นอย่างมากได้ต่อส่งผลงานของภาครัฐใน 10 ปีที่ผ่านมาอย่างไร กลับพบว่าประสิทธิภาพของรัฐบาลแย่ลงจากเมื่อ 10 ปีที่แล้ว จากผลการวิจัยของธนาคารโลกพบว่า ความมีประสิทธิผลของรัฐบาลไทยอยู่อันดับ 74 จาก 196 ประเทศ ตกลงจากอันดับ 65 เมื่อ 10 ปีก่อน นอกจากนี้ จากการสำรวจความเห็นของนักธุรกิจของ World Economic Forum (WEF) ตั้งแต่ปี 2551-2556 พบว่าความไร้ประสิทธิภาพของภาครัฐ เป็น 1 ใน 5 ของปัจจัยที่เป็นปัญหาในการทำธุรกิจในประเทศไทย พร้อมกันนี้ปัญหาคอร์รัปชันในภาครัฐก็แย่ลงเช่นกัน จากผลวิจัยของธนาคารโลก พบว่าไทยตกจากอันดับ 91 เมื่อ 10 ปีก่อน มาเป็นอันดับ 98 จาก 196 ประเทศ หรือถ้าหากดูจากดัชนีการรับรู้เรื่องคอร์รัปชัน ก็ร่วงจากอันดับ 70 เป็นอันดับ 102 จาก 174 ประเทศ WEF จัดอันดับเรื่องการเล่นพรรคเล่นพวกของข้าราชการไทยอยู่อันดับ 93 จาก 148 ประเทศ อันดับใกล้เคียงกับประเทศอินเดีย อันดับ 94 และมาลาวี อันดับ 92 สถาบันจึงมีข้อเสนอว่า การปฏิรูประบบราชการจะต้องเป็นวาระที่สำคัญเป็นอันดับต้นๆ และต้องทำโดยเร่งด่วน เพราะจะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้การปฏิรูปด้านอื่นๆ สำเร็จได้ ตอนนี้จะเป็นโอกาสที่ดีเพราะจะมีข้าราชการราว 40% จะเกษียณอายุในอีก 15 ปีข้างหน้า จึงควรเริ่มจากขนาดกำลังคนที่เล็กลง ปรับปรุงประสิทธิภาพ ความโปร่งใส ตรวจสอบได้
ทั้งนี้ ตัวอย่างจากประเทศสิงคโปร์ที่เป็นอันดับ 1 ของโลกในเรื่องประสิทธิภาพของภาครัฐ และความโปร่งใส ในขณะเดียวกันก็เป็นประเทศที่จ่ายเงินเดือนข้าราชการสูงเช่นกัน เพื่อเป็นการดึงดูด และรักษาคนเก่งให้อยู่ในระบบราชการ และลดปัญหาคอร์รัปชัน โดยกำหนดให้เงินเดือนข้าราชการอาวุโสต้องเทียบเท่ากับเงินเดือนเฉลี่ยของพนักงานเอกชนที่ได้รายได้สูงสุดใน 6 สาขาอาชีพหลัก ขณะที่ภาระงบบุคลากรต่อจีดีพีของสิงคโปร์นั้นไม่ถึงครึ่งหนึ่งของประเทศไทย