ไปซื้อ‘แคชเชียร์เช็ค’ก่อนโอนให้แก๊งโกง

กองปราบปรามตรวจสอบพบมือมืดเบิกเงินจากบัญชี สจล.ไปซื้อแคชเชียร์เช็คเข้าบัญชี 2 ผู้ต้องหา 14 ฉบับ เป็นเงินหลายร้อยล้านบาท กำลังรอเอกสารต้นฉบับที่มีลายมือชื่อผู้ซื้ออยู่ เพื่อระบุชื่อคนโกงเงิน สจล. ส่วน 3 ผู้เกี่ยวข้องกับคดีที่ยังไม่เข้าให้การ ตำรวจเตรียมออกหมายเรียกรอบ 2 พบเกี่ยวพันกับการรับโอนเงินมากถึง 50 ล้านบาท ด้าน “สุรยุทธ์” เผย สจล.ตั้งคณะกรรมการฯอุดรอยรั่วเบิกจ่ายเงินสถาบันฯทั้งระบบ โอดเงิน 1,600 ล้านบาท น่าจะเอาไปทำประโยชน์ด้านการศึกษา

กรณีกองปราบปรามเข้าสืบสวนคลี่คลายคดีโกงเงินกองกลางสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) 1,494 ล้านบาท จับกุมผู้ร่วมขบวนการได้จำนวนหนึ่ง อายัดบัญชีธนาคารและทรัพย์สินไว้ตรวจสอบจำนวนมาก แต่ยังเหลือผู้ต้องหาคนสำคัญคือนายกิตติศักดิ์ มัทธุจัด ที่ไหวตัวทันหลบหนีออกนอกประเทศ ตำรวจเร่งประสานงานนำตัวกลับมาดำเนินคดี นอกจากนี้ ทางการสืบสวนยังพบว่า ยังมีผู้ต้องหาที่อยู่เบื้องหลังนายกิตติศักดิ์จนผู้ร่วมแก๊งเรียกติดปากว่า “บอส” ทำให้ชุดคลี่คลายคดีเร่งสืบสวนกระชากหน้ากาก เพราะเชื่อว่าเป็นผู้วางแผนควบคุมการทุจริตทั้งหมด

ความคืบหน้าจากกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เมื่อวันที่ 29 ม.ค. พ.ต.อ.ณษ เศวตเลข รอง ผบก.ป. หัวหน้าทีมสอบสวนคดีลักเงิน สจล. เผยว่า เมื่อวานนี้ (28 ม.ค.) พนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป.เข้าพบ น.ส.อัมพร น้อยสัมฤทธิ์ อดีต ผอ.การคลัง สจล. และนายทรงกลด ศรีประสงค์ ที่ทัณฑสถานมีนบุรี เพื่อแจ้งพฤติการณ์การกระทำผิดเพิ่มเติมให้ทั้ง 2 คนทราบพร้อมสอบปากคำ ทั้งคู่ยังให้การไม่เป็นประโยชน์ซัดทอดกันเอง น.ส.อัมพร ไม่ได้พาดพิงถึงบุคคลอื่นแต่ยังคงโกรธแค้นนายทรงกลดมาก ให้การว่า ตัวเองเหมือนถูกนายทรงกลดหลอก ส่วนความพร้อมการส่งฟ้องคดี ตอนนี้ทั้ง น.ส.อัมพรและนายทรงกลดเพิ่งฝากขังผัดที่ 4 เมื่อวันที่ 28 ม.ค. ตอนนี้ให้พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดจัดเรียงเป็นสารบบ พรุ่งนี้ (30 ม.ค.) จะเรียกประชุมฝ่ายสืบสวนและสอบสวนว่า รวบรวมพยานหลักฐานไปได้แค่ไหน ยังขาดอะไรอีกที่จะเอามาเสริม ฝ่ายสืบสวนจะหาพยานหลักฐานอะไรมาช่วยสนับสนุน พยายามจะทำสำนวนให้เสร็จก่อนครบกำหนดฝากขังผัดที่ 5 แล้วส่งให้อัยการตรวจสำนวนคดี

รอง ผบก.ป. กล่าวอีกว่า ส่วนความคืบหน้าการออกหมายเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาสอบปากคำซึ่งครบกำหนดนัดหมายเมื่อวันที่ 27 ม.ค. ถึงขณะนี้พบว่า ยังมีผู้ที่ไม่เข้าพบพนักงานสอบสวน 3 คนคือ นายธีรยุทธ์ สหพรอุดมการ นายเสกสิทธิ์ ทิพย์จินดาชัย และ น.ส.อรกัญญา ศิวกมลกร โดยบุคคลดังกล่าวตำรวจตรวจพบว่า มีการโอนเงินไม่ต่ำกว่า 40-50 ล้านบาทจากนายกิตติศักดิ์ มัทธุจัด ผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีอยู่ ส่วนนายธีระพงษ์ ธีรมหานนท์ ที่มีข่าวว่ายังไม่เข้าพบพนักงานสอบสวน ตรวจสอบแล้วพบว่า เข้ามาให้ปากคำตั้งแต่วันแรกๆแล้ว ในวันพรุ่งนี้พนักงานสอบสวนจะประชุมเพื่อพิจารณาออกหมายเรียกรอบ 2 อีกครั้ง

“ล่าสุดเราได้เอกสารจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) แล้ว ตอนนี้อยู่ระหว่างรอตรวจสอบว่าเป็นเอกสารเกี่ยวกับอะไร ส่วนเอกสารจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ที่ตำรวจร้องขอไป ตอนนี้พนักงานสอบสวนได้เพิ่มเติมมาเยอะใกล้ครบตามที่ต้องการแล้ว โดยเฉพาะเอกสารตัวจริงเกี่ยวกับบัญชีของ สจล. ที่ธนาคารไทยพาณิชย์นำมาให้ในตอนแรกเป็นเพียงสำเนา ตอนนี้เราก็ได้มาแล้ว และมีเอกสารบางส่วนที่ได้มาพบว่าเป็นแคชเชียร์เช็คเซ็นให้กับกลุ่มผู้ต้องหาแทนที่จะเป็นเงินที่โอนจากบัญชีของ สจล. แต่เงินกลับถูกนำออกไปหลักร้อยล้านบาท ตรงนี้ทางตำรวจต้องการรู้ว่า ใครเป็นคนสั่งซื้อแคชเชียร์เช็ค เพราะว่าตัวแคชเชียร์เช็คเองจะไม่มีลายเซ็น ตำรวจต้องหาเอกสารการซื้อมาจึงจะได้ลายเซ็นคนสั่งซื้อ” พ.ต.อ.ณษกล่าว

ต่อมานายจำรูญ เล้าสินวัฒนา ประธานคณะกรรมการตรวจสอบบัญชี สจล. น.ส.วรวรรณ สุวรรณกูฎ ผอ.ส่วนนิติการ สจล. เข้าพบ พ.ต.อ.พงษ์ไสว แช่ม– ลำเจียก พงส.ผทค.กก.6 บก.ป. เพื่อร่วมตรวจสอบเอกสารการเงินกับพนักงานสอบสวน นายจำรูญ กล่าวว่า พนักงานสอบสวนประสานให้เข้าร่วมตรวจสอบเอกสารทางการเงิน ตนในฐานะประธานการสอบสวนและ ผอ.ฝ่ายนิติการ จึงเดินทางมาร่วมตรวจสอบ เบื้องต้นยังไม่ทราบว่าเป็นเอกสารอะไร แต่คาดว่าน่าจะเป็นเอกสารที่ได้จากธนาคารไทยพาณิชย์ ส่วนความคืบหน้าการตรวจสอบบัญชี สจล.ย้อนหลังตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปัจจุบันตอนนี้คืบหน้าพอสมควรแต่ยังไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากเอกสารมีเยอะ ส่วนของเอกสารที่สถาบันร้องขอจากธนาคารไทยพาณิชย์ก่อนหน้านี้ ตอนนี้ได้รับความร่วมมือทยอยส่งเอกสารให้สถาบันแล้ว

หลังตรวจสอบเอกสาร นายจำรูญเผยว่า เอกสารที่พนักงานสอบสวนให้มาร่วมตรวจ เป็นเอกสารแคชเชียร์เช็คจากธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นเอกสารตัวจริงที่สถาบันไม่มี มีทั้งหมด 14 ฉบับ สำหรับแคชเชียร์เช็คตัวนี้เป็นแคชเชียร์เช็คปลายทาง สั่งจ่ายตรงไปที่นายกิตติศักดิ์ มัทธุจัด และนายพูลศักดิ์ บุญสวัสดิ์ ยอดเป็นหลักหลายร้อยล้านบาทตั้งแต่ปี 56-57 และจากที่คุยกับพนักงานสอบสวนทราบว่า เอกสารหลักฐานจากธนาคารไทยพาณิชย์ยังมาไม่ครบ ส่วนที่ได้มาไม่สามารถตอบอะไรได้ รู้เพียงแต่ว่าเป็นเช็คที่สั่งจ่ายให้กับผู้ต้องหา 2 คนนี้

“สิ่งที่เราต้องการรู้คือ คำสั่งซื้อแคชเชียร์เช็คเหล่านี้ใครเป็นผู้ลงนาม และเงินออกมาจากบัญชีไหน ถ้าหากได้เอกสาร 2 ชิ้นนี้จากธนาคาร จะประกอบออกมาเป็นรูปเป็นร่างได้ว่าเงินสั่งจ่ายออกมาจากบัญชีไหนของสถาบันและใครเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งในระเบียบของ สจล.จะไม่สั่งจ่ายแคชเชียร์เช็คไปถึงตัวบุคคลทั่วไป ยกเว้นกรณีจ่ายเป็นค่าก่อสร้างหรือค่าสั่งซื้อของ แต่ในกรณีแคชเชียร์เช็คตัวนี้ถือเป็นการทุจริตที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคำสั่งของสถาบันเลย ปกติกองคลังจะเป็นผู้ดูแลการสั่งซื้อแคชเชียร์เช็คต่างๆ ส่วนคนที่มีอำนาจลงนามจะเป็นผู้บริหารของสถาบันตั้งแต่อธิการบดี รองอธิการบดี และ ผู้ช่วยอธิการบดี แต่คนที่สั่งซื้อโดยตรงได้โดยไม่ต้องมอบอำนาจคือ อธิการบดีคนเดียว” นายจำรูญกล่าว

ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษาโรงพยาบาลพระมงกุฎ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรีในฐานะนายกสภา สจล.กล่าวว่า เบื้องต้นต้องรอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาดำเนินคดี รวมถึงการติดตามเงินจำนวน 1,600 ล้านบาท ที่ยักยอกไปมาคืนให้กับสถาบัน เพราะถือเป็นเงินจำนวนไม่น้อย จึงมีความห่วงใยเพราะเงินของสถาบันน่าจะนำไปใช้ประโยชน์ทางการศึกษา ปัจจุบันนี้สถาบันยังขาดแคลนอุปกรณ์ทางการศึกษา หากได้เงินจำนวนนี้คืนมาจะแก้ปัญหาได้ไม่น้อย แต่ยังไม่ทราบเหมือนกันว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถนำเงินจำนวนดังกล่าวมาคืนสถาบันได้มากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ตาม ตนจัดตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากทุกภาคส่วน ทั้งกรรมการที่มาจากภายในและภายนอกสถาบัน เจ้าหน้าที่สถาบัน เพื่อมาอุดรอยรั่วทั้งระบบการเงิน บุคลากร โครงสร้างบริหาร ตลอดจนข้อมูลต่างๆ พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนการอนุมัติเพื่อให้ครอบคลุมมากขึ้น

...