พบ "คุณยายนิภา" แม่ที่ขึ้นไปศาลอาญา หาทางช่วยลูกที่อาจต้องถูกขังแทนค่าปรับ 1.4 แสนบาท เผชิญชีวิตรันทดอยู่กับหลานสาว หลังลูกชายที่เคยเป็นเสาหลัก ถูกจับข้อหาขายซีดีเถื่อน เพราะออกรับแทนคนที่ตัวเองนับถือ วอนทั้งน้ำตา ช่วยลูกออกมาด้วย...  


จากเหตุการณ์ที่ศาลอาญา เมื่อวันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา นางนิภา เทพธีระเทียนชัย แม่เฒ่าวัย 75 ปี ได้มาสอบถามถึงคดีที่ นายปิยะพงษ์ เทพธีระเทียนชัย จำเลยในคดีความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 287 (2) ถูกศาลพิพากษาจำคุกรวม 2 ปี 8 เดือน และปรับ 280,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษคงจำคุก 1 ปี 4 เดือน และปรับ 140,000 บาท ได้เดินทางมาขอคัดคำพิพากษา และหักนับวันกักขังแทนค่าปรับ เพื่อจะรวบรวมเงินมาชำระค่าปรับให้กับลูกชาย

โดยที่ศาลอาญา นางนิภา เปิดเผยทั้งน้ำตาว่า คดีนี้บุตรชายถูกตำรวจดำเนินคดีข้อหาจำหน่ายภาพยนตร์ดีวีดี โดยตั้งเป็นแผงขายสินค้าไม่มีชื่อ ที่ตลาดริมคลองหลอดโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ความจริงแล้ว นายปิยะพงษ์ ลูกชายของตน ไม่ได้เป็นผู้ขาย แต่ไม่มีอาชีพ จึงไปรับจ้างเฝ้ารถย่านคลองหลอด ซึ่งคนเป็นเจ้าของแผงค้าตัวจริงไม่ได้ถูกดำเนินคดี แต่ให้ลูกชายของตนรับผิดแทน โดยบอกว่าจะให้การช่วยเหลือถ้าถูกศาลพิพากษาลงโทษ แต่พอเอาเข้าจริงก็หายไปเลย กระทั่งลูกชายถูกศาลพิพากษาจำคุกและปรับดังกล่าว ขณะนี้ลูกชายถูกจำคุกมาเป็นระยะเวลา 1 ปีแล้ว เหลือระยะเวลาอีก 4 เดือน 

ส่วนเงินค่าปรับมากมายขนาดนั้น ตนก็คงไม่สามารถหามาชำระค่าปรับได้ จึงอาจทำให้ลูกชายต้องถูกกักขังเพิ่มเติมแทนค่าปรับวันละ 200 บาท ซึ่งหากต้องถูกกักขังแทนค่าปรับ ก็จะถูกขังอีกถึงประมาณ 700 วัน จึงอยากรู้ว่าจะต้องถูกขังอีกนานเท่าใดแน่

...

เพื่อความชัดเจนในเรื่องนี้ ต่อมาเมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 27 ม.ค. ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปที่บ้านเลขที่ 70/2 หมู่ 6 ต.บางเมือง อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ซึ่งเป็นบ้านที่คุณยายนิภาอาศัยอยู่ พบเป็นบ้านเช่าชั้นเดียว หลังคามุงสังกะสี ลักษณะโทรม ปลูกติดกับคลองระบายน้ำ นางนิภาได้ไปขออาศัยอยู่กับยายละเมียด เพชรชัย อายุ 74 ปี เพื่อนสนิทมานานกว่า 10 ปี เนื่องจากนางนิภามีฐานะยากจน

คุณยายนิภา เล่าถึงชีวิตทั้งน้ำตาว่า ภายหลังจากสามีตายไป ตน ลูกชาย และหลานสาว ได้มาขออาศัยอยู่กับนางละเมียด ซึ่งเป็นเพื่อน ในห้องเช่าย่านสมุทรปราการ และหาเลี้ยงชีพด้วยการออกไปรับจ้างนวดแผนโบราญตามชุมชน ได้ค่าเหนื่อยวันละ 100-200 บาท แต่ปัจจุบันสุขภาพของตนเริ่มแย่ เนื่องจากความชรา จึงทำให้ไม่สามารถเดินทางไปหาลูกค้าไกลๆ ได้ ส่วนลูกค้าประจำที่เคยจ้างก็ลดน้อยลง เนื่องจากไม่อยากจ้างตน เพราะสงสารที่ต้องเดินทางออกจากบ้าน แต่ก็ยังมีนายปิยะพงษ์ ลูกชาย เป็นเสาหลัก คอยหาเงินมาจุนเจือเพื่อดำรงชีวิตให้อยู่รอดในแต่ละวัน

คุณยายนิภา อ้างว่า เมื่อปี 56 ลูกชายของตนได้ไปรับจ้างดูแลที่จอดรถ แถวริมคลองหลอด โดยมี น.ส.องุ่น ที่ลูกชายนับถือเป็นน้า เปิดร้านขายแผ่นซีดีอยู่ใกล้กัน ซึ่งขณะนั้นเจ้าหน้าที่ได้กวดขันร้านจำหน่ายซีดีละเมิดลิขสิทธิ์ ย่านริมคลองหลอด ทำให้ร้านจำหน่ายซีดีของ น.ส.องุ่น ถูกจับ ทาง น.ส.องุ่น จึงได้ให้นายปิยะพงษ์ ลูกชายของตน มาเซ็นรับเป็นผู้ต้องหาแทน โดย น.ส.องุ่น รับปากว่าจะรีบหาเงินมาประกันและจ่ายค่าปรับให้ลูกชาย เพราะถ้าหาก น.ส.องุ่น รับเป็นผู้ต้องหาเองแล้ว จะไม่มีคนไปวิ่งเต้นหาเงินมาประกันและจ่ายค่าปรับ ลูกชายจึงได้เซ็นรับเป็นผู้ต้องหาแทน เพราะเกรงใจและนับถือ น.ส.องุ่น

ยายนิภา เล่าต่อไปว่า หลังจากที่ลูกชายเซ็นรับเป็นผู้ต้องหาแล้ว เมื่อถึงเวลาขึ้นศาล ทาง น.ส.องุ่น กลับไม่ไปประกันตัวตามที่สัญญาไว้ ทำให้ลูกชายโดนศาลตัดสินจำคุก 1 ปี 4 เดือน ตั้งแต่วันนั้นมาเป็นเวลากว่า 1 ปีแล้ว ที่ตนเฝ้ารอลูกชายพ้นโทษออกมาช่วยดูแล เพราะตนไม่มีรายได้ที่แน่นอน และมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเมื่อเทียบกับรายจ่าย จำเป็นต้องไปกู้เงินนอกระบบ ที่ดอกเบี้ยสูงถึงร้อยละ 20 ต่อ 10 วัน เพื่อนำเงินมายังชีพและให้หลานสาวไปเรียน บางวันที่ไม่มีเงินส่งคืน ก็จะใช้วิธีหากู้เงินนอกระบบเจ้าใหม่ มาใช้หนี้เจ้าหนี้รายเดิม ทำแบบนี้ซ้ำๆ จนเป็นหนี้เงินกู้นอกระบบมากกว่า 6 ราย มีดอกเบี้ยที่เป็นหนี้สะสมนับหมื่นบาท จะมีนานๆ ครั้งที่หลานสาว ได้เงินจากที่ไปทำงานหลังเลิกเรียน หยิบยื่นให้บ้างครั้งละ 2-3 พันบาท รวมกับเบี้ยยังชีพคนชราอีกเดือนละ 700 บาท และรับจ้างนวดจับเส้นครั้งละ 100-200 บาท

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด เมื่อวันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา น.ส.องุ่น ได้มาบอกกับตนว่า ทางศาลอาญา รัชดาฯ ให้ติดต่อญาติของนายปิยะพงษ์ไปเสียค่าปรับอีก 1.4 แสนบาท มิฉะนั้นจะต้องจำคุกแทนค่าปรับอีกกว่า 1 ปี เมื่อตนทราบข่าวจึงได้ไปเยี่ยมลูกชายที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และไปขอความช่วยเหลือจาก น.ส.องุ่น ตามที่เคยรับปากว่าจะช่วย แต่กลับถูกปฏิเสธว่าไม่สามารถช่วยได้ เพราะเป็นจำนวนเงินที่มากเกินกำลัง ทำให้ต้องหมดหวังลงในทันที ที่จะรอวันให้ลูกชายพ้นโทษออกมาดูแลตน และหลานสาว

"นับวันดอกเบี้ยจะท่วมท้นจนไม่สามารถจะหมุนทางไหนได้อีกแล้ว จึงได้มาวิงวอนผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้ทบทวน ได้ตรวจสอบคดีของลูกชาย และให้ความยุติธรรมกับลูกชายของฉันด้วย" คุณยายนิภา กล่าว พร้อมนำจดหมายที่นายปิยะพงษ์ เขียนจากเรือนจำ มาเปิดให้ผู้สื่อข่าวดู โดยใจความส่วนใหญ่ได้เล่าถึงความรักของแม่ คิดถึงเป็นห่วงแม่และลูกสาว อยากออกมาดูแลแม่และลูกให้มีชีวิตที่สบาย จนทำให้ยายนิภาถึงกับหลั่งน้ำตาออกมา.