เตรียมฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายมียอดถึง18ล้านผบช.น.อ้างก.ม.ไม่เกี่ยวกับย้าย
ผบช.น.เดินหน้าตรวจสอบคดีป้ายแอลอีดีเต็มสูบ สั่งผบก.สปพ.เช็กด่วนทั่วกรุงว่ามีป้ายลักใช้ไฟหลวงจำนวนเท่าใด พร้อมประสานชุดปฏิบัติการพยัคฆ์ไพร กรมป่าไม้เข้าร่วมตรวจสอบ เตรียมงัด พ.ร.บ.ป่าไม้เล่นงานเจ้าของป้ายโฆษณา มูลค่าการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายอาจสูงถึง 18 ล้านบาท เผยการดำเนินการครั้งนี้เป็นไปตามมติ ครม.ไม่ใช่การกลั่นแกล้งโยกย้ายล้างบางตำรวจ บช.น.
กรณี ผบช.น.สั่งตรวจสอบป้ายโฆษณาจอแอลอีดี ที่ติดบนป้อมตำรวจจราจรตามแยกต่างๆทั่วกรุงเทพฯ ภายหลังพบเกือบทั้งหมดทำสัญญากับเอกชนแบบผิดกฎหมาย โดยผลการสอบสวนยังพ่นพิษใส่นายตำรวจที่เกี่ยวข้องตั้งแต่รอง ผบก.-สว. ถูกย้ายยกแผงออกนอกหน่วย
ความคืบหน้า ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. เผยความคืบหน้ากรณีการดำเนินคดีกับเจ้าของบริษัทป้ายโฆษณาที่ติดตั้งบนป้อมตำรวจ ว่านอกจากจะดำเนินคดีในข้อหาบุกรุกที่สาธารณะแล้ว ต้องถูกดำเนินในข้อหาคดีลักทรัพย์ เนื่องจากมีการใช้ไฟหลวงในการทำโฆษณาบนจอแอลอีดี สั่งการให้ พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ หลักบุญ ผบก.สปพ. ตรวจสอบว่ามีที่ใดบ้างที่ใช้ไฟหลวงและให้รายงานผลมาที่ ผบช.น.โดยด่วน
พล.ต.ท.ศรีวราห์กล่าวต่ออีกว่า ประสานไปยังชุดปฏิบัติการพยัคฆ์ไพร กรมป่าไม้ และตำรวจ 191 มาชี้แจงรายละเอียดข้อกฎหมายต่างๆ เพื่อดำเนินการตรวจสอบป้ายโฆษณาที่ติดตั้งบนป้อมตำรวจ ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องกำหนดบริเวณห้ามก่อสร้าง ดัดแปลงอาคารประเภทป้าย หรือสิ่งที่สร้างขึ้นสำหรับติดหรือตั้งป้าย ในพื้นที่บางส่วนในท้องที่ กทม. พื้นที่ภายในเขตถนน ในระยะ 50 เมตร จากเขตทางทั้งสองฟากของถนน จำนวน 101 เส้นทางทั่ว กทม. หากติดตั้งป้ายโฆษณาเพื่อประชาสัมพันธ์และโฆษณาถือว่ามีความผิด สั่งการให้ นายจรัส นีรนาทไพบูลย์ ชุดปฏิบัติการพยัคฆ์ไพร ลงพื้นที่ถ่ายรูปทำแผนที่โดยละเอียด ส่วนบางจุดที่รื้อไปแล้วให้ไปเอาภาพถ่ายทางอากาศมาตรวจสอบและประสานงานคณะกรรมการสอบสวนร่วมตรวจสอบ เบื้องต้นต้องดำเนินคดีกับเจ้าของบริษัทป้ายโฆษณาตามกฎหมายป่าไม้ ในข้อหาบุกรุกป่า เนื่องจากป้อมตำรวจที่ตั้งอยู่ในที่ราชพัสดุเปรียบได้กับที่ดินรกร้างว่างเปล่าที่สาธารณะ รวมถึงที่ป่า หากมีการบุกรุกต้องถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ โดยตำรวจป่าไม้มีอำนาจร้องทุกข์กล่าวโทษ เมื่อขั้นตอนการสอบสวนเสร็จสิ้น ทั้งนี้ตำรวจป่าไม้เป็นผู้เสียหาย สามารถฟ้องร้องคดีกับเจ้าของบริษัทป้ายโฆษณาตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมได้ ซึ่งมูลค่าการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายนั้นสูงถึง 18 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม การดำเนินการทั้งหมดเป็นการเอาคืนพื้นที่ป่าให้กับประชาชนเพื่อนำมาใช้ประโยชน์
...
“การดำเนินการครั้งนี้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 27 ก.ค. 2547 เห็นชอบโครงการปรับปรุงทัศนียภาพบริเวณแนวเส้นทางจราจร ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องถือปฏิบัติ โดยมีความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับการติดตั้งป้ายโฆษณาที่มีจำนวนมากเกินไป บางแห่งบดบังทัศนียภาพ ถือเป็นมลภาวะทางสายตา อาจมีปัญหาด้านความมั่นคงปลอดภัยของป้ายที่ติดตั้งด้วย จึงขอให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบให้เป็นไปตามข้อกฎหมาย” พล.ต.ท.ศรีวราห์ระบุ
บ่ายวันเดียวกัน ที่สี่แยกปทุมวัน พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมกุล ผบช.น. พล.ต.ต.วิสูตร ฉัตรชัยเดช ผบก.น.6 พล.ต.ต.สมบัติ มิลินทจินดา ผบก.สส.บช.น. พ.ต.อ.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผกก.3 บก.สส.บช.น.นายจรัส นีรนาทไพบูลย์ นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ สำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า กรมป่าไม้ ตำรวจ กก.1 บก.ปทส. และเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตปทุมวัน เดินทางมาตรวจที่ป้อมตำรวจจราจรซึ่งตั้งอยู่บริเวณกลางสี่แยกเนื่องจากมีการติดตั้งป้ายโฆษณาของเอกชนขนาดใหญ่บนป้อมจราจร
พล.ต.ท.ศรีวราห์เผยว่า วันนี้เดินทางมาพร้อมเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องในเรื่องการติดตั้งป้ายโฆษณา เพื่อตรวจสอบที่มาที่ไปในเรื่องดังกล่าวเพื่อให้ทุกคนเห็นว่าการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ บช.น.ที่ผ่านมาไม่ได้มีการกลั่นแกล้งใส่ร้ายแต่อย่างใด สั่งการให้ทุก สน.สอบเรื่องนี้เป็นเวลากว่า 2 เดือนแล้ว ความผิดดังกล่าวเป็นเรื่องทางวินัย ขณะนี้ยังมีป้ายโฆษณาให้เห็นอยู่ จะอ้างว่า สน.ไม่มีส่วนรู้เห็น เป็นไปไม่ได้ หลังจากนี้กรมป่าไม้จะเป็นผู้ตรวจสอบเนื่องจากเป็นหน่วยงานรับผิดชอบเรื่องดังกล่าวโดยตรง หากพบว่ามีความผิดจริงต้องเอาผิดทางแพ่งและอาญา
ด้านนายจรัสกล่าวว่า ต้องตรวจสอบในเรื่องของที่ดิน มีการออกโฉนดตามกฎหมายที่ดิน นส.3 หรือไม่ ในตัวกฎหมายนั้นระบุชัดเจนว่าที่ดินใดในประเทศ รวมทั้งห้วย หนอง คลอง บึง หรือที่ดินว่างเปล่า ถือเป็นที่ดินของรัฐ หากหน่วยงานใดที่จำเป็นต้องใช้พื้นที่ต้องทำหนังสือขอออกโฉนดก่อน ประสานไปยังสำนักงานเขตในพื้นเพื่อตรวจสอบว่ามีการออกโฉนดหรือไม่ ทั้งนี้ ในส่วนของป้อมจราจรที่ตั้งอยู่ ถือเป็นการใช้พื้นที่อำนวยความสะดวกประชาชน แต่ป้ายโฆษณาที่อยู่บนป้อมต้องตรวจสอบว่าขออนุญาต หรือไม่ หากพบว่ามีความผิดต้องถูกดำเนินคดีใน 3 ข้อหาหลัก ประกอบด้วยบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 บุกรุกที่ดินของรัฐ และความผิดตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม