ยันไม่ได้ชอบไม้ป่าเดียวกันลั่นไม่ปาราชิก-บวชใหม่ได้พศ.ขวางแจ้งทุกฝ่ายสกัด!
“พระเกษม” ยอมสึกพ้นผ้าเหลืองแล้ว หลังเปิดปากยอมรับเคยตุ๋ยลูกศิษย์ชาย เผยเหตุผลการสึกเพื่อหลีกหนีถูกดำเนินคดี แต่งกายเลียนแบบสงฆ์ แถมพลังที่เคยแข็งกล้ากลับวูบหายไปกลายเป็นปุถุชนธรรมดา เลยเกิดความหวาดกลัว อ้างสาเหตุที่เสพเมถุนกับลูกศิษย์หนุ่ม เพราะความเหนื่อยล้าจากการเดินทางจนเกิดอาการเบลอ ทำลงไปไม่รู้สึกตัว ยังยืนยันไม่ปาราชิก สามารถกลับมาบวชใหม่ได้ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ เผยไม่ได้ชอบผู้ชาย หลังเป็นฆราวาสแล้วมีคู่ครองต้องเป็นผู้หญิงสวยด้วย แถมคุยฟุ้งอาจเอาเมียสัก 2 คนก็ได้ ด้าน พศ.ส่งหนังสือแจ้งเจ้าคณะจังหวัด และ ผวจ.เพชรบูรณ์ ให้พิจารณาพร้อมระบุให้ชัดเจนว่า กรณีนี้เป็นอาบัติปาราชิก ป้องกันไม่ให้พระฉาวกลับมาบวชใหม่อีก
จากเรื่องราวอื้อฉาววงการสงฆ์ กรณีพระเกษม อาจิณณสีโล เจ้าสำนักสงฆ์สามแยก บ้านห้วยยางทอง ต.วังกวาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ ออกมายอมรับว่าเคยมีเพศสัมพันธ์กับลูกศิษย์ชายผู้ใกล้ชิดคนหนึ่ง แต่ทำลงไปแบบไม่รู้ตัว จึงยังไม่ถือว่าปาราชิก ขาดจากความเป็นพระ ขณะที่สำนักงานพุทธศาสนาจังหวัดเพชรบูรณ์ร่วมกับคณะสงฆ์ผู้ปกครองเตรียมเข้าไปสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องฉาวโฉ่ที่เกิดขึ้น ส่วนบรรดาลูกศิษย์ก็มีความเห็นแบ่งแยกเป็นหลายฝ่าย ทั้งฝ่ายที่เชื่อว่าพระเกษมมีพฤติกรรมดังกล่าวถือว่าผิดจริง และฝ่ายที่ไม่เชื่อว่ากระทำผิด
ความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในที่สุดพระเกษมก็ยอมสึกพ้นผ้าเหลือง โดยเมื่อวันที่ 18 ม.ค. ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่สำนักสงฆ์สามแยก พบว่าบรรยากาศภายในสำนักสงฆ์เป็นไปตามปกติ มีลูกศิษย์กว่า 100 คนต่างปฏิบัติภารกิจอยู่ในพื้นที่ โดยนายศิวนาถ แสนแก้ว อายุ 43 ปี ลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดพระเกษมเผยว่า เมื่อคืนที่ผ่านมาลูกศิษย์ราว 200 คนพร้อมพระลูกวัดอีก 4 รูปได้เปิดไต่สวนเรื่องการออกมายอมรับของพระเกษมที่ได้เสพเมถุนกับลูกศิษย์ชายวัย 34 ปี โดยได้ยกพระไตรปิฎกมาเปิดอ่านเพื่อให้ได้ข้อยุติการถกเถียงว่าการกระทำเข้าองค์ประกอบ 4 ข้อหรือไม่
...
นายศิวนาถเผยต่อไปว่า ได้สอบถามเหตุการณ์ที่พระเกษมเสพเมถุนครั้งแรกกับลูกศิษย์ใกล้ชิดเมื่อเดือน ก.ค.56 ที่ห้องพักรับรองของลูกศิษย์คนหนึ่งที่กรุงเทพฯว่ารู้สึกอย่างไร พระเกษมตอบว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีสาเหตุจากอาการเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางไกล อยู่ในภาวะเบลอจึงกระทำลงไปโดยมีสติสัมปชัญญะที่ไม่ครบสมบูรณ์ ลูกศิษย์ถามต่อว่าขณะกระทำมีความยินดีหรือไม่ พระเกษมตอบว่าไม่ได้รู้สึกยินดีเพราะทำไปแบบไม่รู้สึกตัว คณะสงฆ์ลูกศิษย์ทั้ง 4 รูป จึงลงความเห็นว่ายังไม่ปาราชิก อีกทั้งพระธรรมวินัยก็ยังไม่สรุปแบบฟันธงว่าการกระทำที่ไม่รู้สึกตัวเป็นปาราชิก อย่างไรก็ตาม พระเกษมได้กล่าวกับลูกศิษย์ว่า เพื่อไม่ให้มีปัญหาทางโลกและอาจจะถูกดำเนินคดีข้อหาแต่งกายเลียนแบบสงฆ์ จึงขอยอมเสียสละเส้นทางชีวิตของการเป็นพระด้วยการกล่าวลาสิกขาบท พร้อมถอดจีวรเปลี่ยนไปนุ่งชุดขาวห่มขาวเมื่อเวลา 01.00 น. วันที่ 18 ม.ค.
ต่อมาในช่วงบ่ายวันเดียวกัน อดีตพระเกษมหรือนายเกษม ดวงแพงมาก อายุ 54 ปี เดินออกจากกุฏิมาพบผู้สื่อข่าวที่ห้องฉันอาหาร อยู่ในชุดเสื้อยืดสีขาว สวมทับด้วยเสื้อกันหนาวสีเทา นุ่งกางเกงขายาวสีขาว มีอาการสงบเรียบร้อยไม่แข็งกร้าวเหมือนครั้งยังห่มผ้าเหลือง โดยอดีตพระเกษมกล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวทางวินัยไม่ได้เอาโทษ แต่ทางกฎหมายเอาโทษ จึงทำการสึกเพื่อหลีกหนีการถูกดำเนินคดี แต่จะขออยู่ดูแลรักษาพระธรรมวินัยต่อไป การสึกครั้งนี้ไม่มีใครบังคับ พระลูกศิษย์ก็วินิจฉัยแล้วว่าไม่ต้องอาบัติ ส่วนลูกศิษย์ที่ถูกละเมิดก็รู้ว่าตนมีอาการไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ และเขาก็ไม่สามารถยับยั้งเราได้ เป็นความรุนแรง แข็งแรงมาก และระงับตนเองไม่ได้ จึงผิดพลาดไป ขอยอมรับไม่ขอขัดขืนอยู่ต่อไป
“วันที่จะสึกจริงๆ มีอาการที่ตัวเองเคยมีพลังจ้า มันหายวับไป มีภาวะจิตเหมือนคนปกติ เกิดความกลัวขึ้น ความอาจหาญชาญชัยหายไป จึงเข้าใจแล้วว่าเราเองกลายเป็นปุถุชนธรรมดาแล้ว จึงตัดสินใจสึกเสียดีกว่า เมื่อสึกแล้วก็จะขอต่อสู้เรื่องศาสนาต่อไปแต่ยังไม่รู้ว่าจะต่อสู้แบบไหน การสึกครั้งนี้หากพูดว่าถูกครอบงำก็จะถูกต่อว่าหาทางหลีกเลี่ยง แต่ได้สืบตามวินัยแล้วพระก็วินิจฉัยว่าไม่ได้ปาราชิก มีมติว่าไม่ผิดก็ยืนยันว่ายังสามารถกลับมาบวชใหม่ได้ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ เพราะข้อครหาเพิ่งเกิดมาใหม่ๆ สงฆ์ทั้งหลายคงไม่ยอมและจะเกิดปัญหาตามมาอีก เมื่อเวลาเหมาะสมก็อาจจะกลับมาบวชอีกเพราะไม่ได้ปาราชิก ตอนนี้ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาของวัดสามแยก และทุกคนที่นี่ยังรักเคารพในฐานะอาจารย์และผู้รู้ธรรมะ ไม่ได้ไล่ไปไหน” อดีตพระเกษมกล่าวและย้ำว่า การปาราชิกคือการปลดผ้าเหลืองออกทันทีโดยไม่ต้องลั่นกรรมวาจา หากมีหนังสือจากพระเถระชั้นผู้ใหญ่ว่าเป็นปาราชิกก็จะไม่สามารถกลับมาบวชใหม่ได้อีก หากสังคมที่วัดไม่ให้อยู่ก็จะไป หากให้อยู่ก็จะอยู่ที่วัดต่อไป
ผู้สื่อข่าวสอบถามว่า เรื่องที่เกิดขึ้นถูกเปิดเผยออกมาได้อย่างไร อดีตพระเกษมกล่าวว่า ลูกศิษย์ผู้ที่ถูกกระทำนำเรื่องราวไปบอกพระลูกวัดจนนำไปสู่การไต่สวนและตนให้การรับสารภาพจนมีการวินิจฉัยไปนานเกือบหนึ่งปีแล้ว ลงมติกันว่าไม่มีความผิดจึงยุติเรื่องไปนานแล้ว อีกทั้งตอนนั้นพลังไม่ได้เสื่อม ยังมีพลังอำนาจแรงกล้าอยู่มาก แต่ที่สึกเพราะพลังวูบหายไปและเกิดการตื่นกลัวอย่างแรงว่าตัวเองกลายเป็นคนธรรมดาไปแล้ว ส่วนสาเหตุที่ลูกศิษย์ที่ถูกกระทำนำเรื่องไปบอกคนอื่นเพราะอยากให้ตนแก้ไข ไม่ได้โกรธแค้นอะไร ทุกวันนี้ยังคงอยู่ในวัดนี้ด้วยกันและเคารพตนมากเหมือนเดิม ยืนยันว่าไม่ได้ชอบผู้ชาย เมื่อสึกออกมาเป็นฆราวาส หากจะมีคู่ครองก็คงจะเป็นหญิง และจะต้องสวยด้วยอาจจะเอาเมียสัก 2 คนก็ได้ ยืนยันอีกครั้งว่าการเสพเมถุนเป็นไปแบบไม่รู้สึกตัว ไม่ได้เกิดจากความชอบ
ด้าน น.ส.สุตรีรัตน์ ศรีวิภักดิ์ อายุ 30 ปี อดีตครูโรงเรียนแห่งหนึ่งที่ลาออกมาเป็นลูกศิษย์ ปลูกผักเลี้ยงชีพอยู่ใกล้วัดและมาฝึกปฏิบัติธรรมอยู่ภายในวัดกล่าวว่า รู้สึกชื่นชมความกล้าหาญของอดีตพระเกษมที่กล้าสึกทั้งที่เชื่อมั่นว่ายังไม่ปาราชิกเพราะกระทำไปโดยไม่รู้สึกตัว ภูมิใจที่ได้เป็นลูกศิษย์ของอดีตพระเกษม ยังคงเชื่อในคำสั่งสอนทั้งที่ความจริงยังไม่ชัดเจนว่าท่านปาราชิกหรือไม่ แต่ท่านยังมีเมตตาและป้องกันสังคมไม่ให้กระทบกระเทือนโดยการยอมสึกไปก่อน น้อยคนที่ทำผิดแล้วจะกล้ายอมรับผิดและสั่งสอนให้ยึดคำสอนไม่ให้ยึดที่ตัวบุคคล
ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวได้สอบถามลูกศิษย์อีกหลายรายต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ทุกคนยินยอมพร้อมใจก้มกราบอดีตพระเกษมในฐานะญาติผู้ใหญ่ครูบาอาจารย์ที่มากด้วยความรู้ ยังคงเคารพรักและชื่นชมเช่นเดิมเพียงแต่ไม่ใช่ในฐานะพระสงฆ์ ส่วนลูกศิษย์ที่ดูแลใกล้ชิดและร่วมเสพเมถุนกับอดีตพระเกษมนั้นยังคงอาศัยอยู่ในวัด แต่ไม่ได้ไปดูแลใกล้ชิดแล้ว ขณะที่อดีตพระเกษมก็ยังคงพักอาศัยในกุฏิเดิมและให้ลูกศิษย์เข้าไปดูแลครั้งละ 2 คนเพื่อป้องกันการติฉินนินทาจากภายนอก
...
ด้านนายพนม ศรศิลป์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเพชรบูรณ์ รายงานมาแล้วว่า อดีตพระเกษมได้ลาสิกขา หรือสึกแล้วเมื่อกลางดึกวันที่ 17 ม.ค. อย่างไรก็ตาม ตนได้ทำหนังสือแจ้งไปยังเจ้าคณะจังหวัดเพชรบูรณ์ ฝ่ายธรรมยุต และ ผวจ.เพชรบูรณ์ แล้วว่า กรณีของอดีตพระเกษมที่เกิดขึ้นตามข่าว หากกล่าวตามพระธรรมวินัยถือว่าต้องอาบัติปาราชิก ไม่สามารถกลับไปบวชใหม่ได้ จึงขอให้พิจารณาเรื่องนี้แล้วระบุเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อป้องกันไม่ให้อดีตพระเกษมกลับไปหาช่องทางบวชใหม่