"พระเกษม" พร้อมเข้ารับการสอบสวน กรณีตุ๋ยศิษย์ ลั่นยังไม่ถือว่ามีความผิดถึงขั้นปาราชิก ระบุต้องมาถกตามพระธรรมวินัยให้ถ่องแท้ก่อน ...
จากกรณี นายสำลี นันทญาติ อายุ 57 ปี หรือ ฉายาตาฤาษี ซึ่งป็นลูกศิษย์คนสนิท ที่มีความผูกพันใกล้ชิดกับ พระเกษม อาจิณณสีโล แห่งสำนักสงฆ์ป่าสามแยก บ้านห้วยยางทอง ต.วังกวาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ นานนับสิบปี ได้เข้าพบพระเกษม พร้อมลูกศิษย์ราว 50 คน เพื่อสอบถามเรื่องราวที่ได้รับทราบมาว่า พระเกษมได้มีเพศสัมพันธ์กับ นายบอย (นามสมมติ) ลูกศิษย์ใกล้ชิดตั้งแต่ปี 2556 เมื่อครั้งที่พระเกษมได้เดินทางไปกรุงเทพฯ โดยมีเพศสัมพันธ์ด้วยกันสองครั้ง จากนั้นก็มีเพศสัมพันธ์เรื่อยมา ภายในกุฏิของพระเกษม ตลอดปี 2557 และ 2558 ว่าเป็นความจริงหรือไม่ โดยพระเกษม กล่าวยอมรับความจริงในเหตุการณ์ที่ถูกกล่าวถาม พร้อมให้เหตุผลว่า สิ่งที่ทำลงไปนั้นเป็นการกระทำที่เป็นไปแบบไม่รู้ตัว
ทั้งนี้ คำตอบดังกล่าว สร้างความสับสนให้แก่คณะลูกศิษย์ โดยพระเกษม กล่าวว่า ลูกศิษย์ที่ยังสงสัยก็สามารถพาพระเกษมไปสอบสวนตามขั้นตอนทางโลก หรือที่ศาลได้ อย่างไรก็ตาม หากเสียงส่วนใหญ่มีมติให้สึกก็พร้อม โดยไม่ขอแตะต้องทรัพย์สินใดๆ นอกจากเสื้อผ้าติดกายเท่านั้น แต่ก็ต้องให้พระสงฆ์ผู้ปกครอง ประกอบด้วย เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด ร่วมคลายความสงสัยว่าเป็นปาราชิกหรือไม่ หากแม้นคณะสงฆ์ลงมติว่า เป็นการต้องอาบัติสังฆาทิเสส ซึ่งเป็นโทษไม่ได้ร้ายแรงอะไร ก็สามารถปลงอาบัติได้ พระเกษมก็จะยังคงสามารถดำรงตนในเพศบรรพชิตต่อไปได้อีก ในทางกลับกัน หากมติสงฆ์ลงความเห็นให้ต้องปาราชิก พระเกษมก็พร้อมจะสึกจากความเป็นพระทันที
ล่าสุด วันนี้ (17 ม.ค.) ร.ต.ท.วิศรุฒ เผ้าหอม รองสว.สส.สภ.น้ำหนาว อำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ได้เข้าสอบปากคำ นายบอย ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยนายบอย ได้ยืนยันว่า เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนเองจริง แต่ไม่ได้ติดใจดำเนินคดีกับพระเกษม เพราะยังคงมีความศรัทธาต่อตัวพระเกษมเหมือนเดิม แต่สงสัยเพียงว่า เป็นการผิดพระธรรมวินัยหรือไม่ อย่างไร ที่พระเกษมทำแบบนี้ เพียงต้องการได้รับความกระจ่างเท่านั้น เมื่อเหตุการณ์ลุกลาม มีคนทราบมากมายแล้ว ก็คงจะไม่ไปหาพระเกษมเพียงลำพังเหมือนเคยแล้ว จะต้องหาเพื่อนไปด้วย โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจทำได้เพียงแค่เก็บข้อมูลไว้เท่านั้น พร้อมกล่าวว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการสมยอมของทั้งสองฝ่าย อีกทั้งคู่ความไม่ประสงค์ดำเนินการใดๆ ทางกฎหมาย จึงไม่สามารถเอาผิดหรือดำเนินการใดๆ กับพระเกษมได้ ส่วนทางสงฆ์ก็ต้องให้เป็นไปตามขั้นตอนการดำเนินการของคณะสงฆ์ผู้ปกครอง
ด้าน นายสำลี นันทญาติ เปิดเผยว่า ตนเองไม่เห็นด้วยกับการที่พระเกษมกระทำดังกล่าว หากพระเกษมต้องสึก ตนเองก็เห็นด้วยเช่นกัน และช่วงเย็นวันนี้คณะสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่หลายฝ่ายกำลังเดินทางมาสอบสวนพระเกษม และหากพบว่าต้องสึกแล้ว ตนเองซึ่งมีความผูกพันกับพระเกษมมานานนับสิบปี และทราบว่าพระเกษมได้ตัดทางโลกนานแล้ว จึงไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนอีก ก็พร้อมที่ดูแลช่วยเหลือในฐานะที่ใกล้ชิดกันมานาน ซึ่งคงต้องแล้วแต่พระเกษมว่า จะใช้ชีวิตที่ใด ซึ่งถ้าหากพระเกษม ประสงค์จะเป็นฆราวาส ที่ปฏิบัติธรรมอยู่ในสำนักสงฆ์แห่งนี้ ตนเองก็ไม่ขัดข้อง และพร้อมจะให้ความช่วยเหลือดูแลอย่างเต็มที่
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อช่วงเช้าวันนี้ พระเกษม ยังคงออกมาร่วมฉันอาหารเช้าตามปกติ และกล่าวภายหลังการฉันอาหารถึงเรื่องราวการเสพเมถุนของตนเองว่า คณะสงฆ์ผู้ใหญ่จะมาสอบสวนตนเองนั้นก็พร้อม แต่จะต้องเป็นพระที่มีอภิญญามาสอบสวน เพื่อความถูกต้องเท่านั้น และหากมีศาลสงฆ์ก็พร้อมจะไปเข้าให้ปากคำ โดยตนเองนั้นยังไม่ถือว่ากรณีดังกล่าวนั้นเป็นความชัดเจนที่มีความผิดถึงขั้นปาราชิก จะต้องมาถกกันตามพระธรรมวินัยให้ถ่องแท้เสียก่อน
ด้าน นายธัญเทพ หมื่นยุทธ ผู้อำนวยการสำนักงานพุทธศาสนา จ.เพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า ได้รายงานให้พระราชปริยัติบัณฑิต เจ้าคณะจังหวัดเพชรบูรณ์(ธ) และส่งพระสงฆ์ผู้ปกครองที่เกี่ยวข้องเข้าไปสอบสวน โดยให้ความเห็นว่า พระเกษมได้ขาดจากความเป็นพระไปแล้ว และไม่สามารถแก้ตัว อ้างว่าทำไปโดยไม่รู้ตัวไม่ได้ และควรจะต้องพิจารณาตัวเองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เป็นการสมยอมของทั้งสองฝ่ายจึงไม่ผิดกฎหมาย แต่มีความผิดในทางพระธรรมวินัย และจะต้องแต่งตั้งพระสงฆ์เข้าสอบสวนให้ถูกหลักขั้นตอนของระเบียบสงฆ์เพื่อป้องกันการโต้แย้ง.
...