ลดเหลือตลอดชีวิต อีก2โดน13-8เดือน พ่อแม่จำคุก16ด.

ศาลชั้นต้นลงทัณฑ์แก๊งผู้ต้องหาคดีอุ้มฆ่า “เอกยุทธ อัญชันบุตร” แล้ว สั่งลงโทษทีมสังหาร บอล-เบิ้ม จำคุกตลอดชีวิต และให้ร่วมกันชดใช้เงินให้ทายาทผู้ตายกว่า 1.9 ล้านบาท ส่วนเพื่อนร่วมแก๊งอีก 2 คนที่ช่วยเอาศพไปซ่อนตัดสินจำคุก 13 เดือน และ 8 เดือนตามลำดับ ส่วนพ่อแม่ “ไอ้บอล” ที่เป็นคนเอาเงินสด 4.2 ล้านบาทไปฝังดิน ศาลสั่งจำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน ข้อหารับของโจร

ศาลอาญาสั่งจำคุกทีมสังหารนายเอกยุทธ อัญชันบุตร เปิดเผยขึ้นที่ห้องพิจารณา 709 ศาลอาญา เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 30 ธ.ค. ศาลอ่านคำพิพากษาคดีพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 6 เป็นโจทก์ฟ้องนายสันติภาพ หรือบอล เพ็งด้วง อายุ 23 ปี นายสุทธิพงศ์ หรือเบิ้ม พิมพิสาร อายุ 28 ปี นายชวลิต หรือเชาว์ วุ่นชุม อายุ 23 ปี นายทิวากร หรือทิว เกื้อทอง อายุ 18 ปี จ.ส.อ.อิทธิพล เพ็งด้วง อายุ 51 ปี และนางจิตอำไพ เพ็งด้วง อายุ 48 ปีบิดาและมารดานายสันติภาพ ทั้งหมดเป็นชาว จ.พัทลุง ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-6 ความผิดฐานร่วมกัน ปล้นทรัพย์ ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันซ่อนเร้นอำพรางศพ รับของโจร และพ.ร.บ.อาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน พ.ศ.2492 การอ่านคำพิพากษาครั้งนี้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คุมตัวนายสันติภาพพร้อมด้วยจำเลยที่ 2-4 มาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ โดยมีญาติของผู้ต้องหาและบุตรชายนายเอกยุทธพร้อมญาติเดินทางมาร่วมฟังคำพิพากษาด้วย

โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 6-9 มิ.ย.56 ต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 1-2 ร่วมกันมีอาวุธปืนพกออโตเมติกขนาด .380 (9 มม. KURZ) ทะเบียน กท.5203330 พร้อมเครื่องกระสุนและอาวุธมีด ปล้นเอาทรัพย์สินของนายเอกยุทธ อัญชันบุตร อายุ 59 ปี อดีตนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังรวม 9 รายการ มูลค่า 6.6 ล้านบาท โดยใช้อาวุธทำร้ายหน่วงเหนี่ยวกักขังบังคับให้นายเอกยุทธออกเช็คเบิกถอนเงิน และใช้เชือกรัดคอจนนายเอกยุทธถึงแก่ความตาย ก่อนนำศพไปไว้ในรถตู้ทะเบียน ฮพ 9304 กรุงเทพมหานคร และนำศพไปฝังไว้ในไร่นาสวนผสมทิ้งร้าง อ.เมืองพัทลุง เพื่อปกปิดความผิด โดยมีจำเลยที่ 3-4 ช่วยขุดหลุมฝังศพ ส่วนจำเลยที่ 5-6 ซึ่งเป็นบิดามารดาของจำเลยที่ 1 เป็นผู้เก็บเงินสดของผู้ตายจำนวน 4,242,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 นำไปฝากไว้ จำเลยให้การปฏิเสธ

...

ศาลพิเคราะห์แล้วมีปัญหาวินิจฉัยประการแรกว่า จำเลยที่ 1-4 ร่วมกันฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน หน่วงเหนี่ยวกักขังปล้นทรัพย์ และปกปิดซ่อนเร้นศพเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดหรือไม่ โจทก์มีพยานแวดล้อมหลายปากเบิกความสอดคล้องกันตั้งแต่ก่อนและหลังเกิดเหตุ ซึ่งสอดคล้องกับภาพจากกล้องวงจรปิดว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถพาผู้ตายออกจากบริษัทไปกินข้าวที่ร้านครัวกระแต จากนั้นพาไปบ้านย่านทาวน์อินทาวน์ สนามบินสุวรรณภูมิ และแวะเติมน้ำมันที่วังมะนาว จ.เพชรบุรี แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานเห็นขั้นตอนการฆ่าของจำเลยที่ 1 และ 2 แต่มีพยานแวดล้อมเบิกความเป็นลำดับขั้นตอน อีกทั้งมีพยานเป็นพี่สาวของจำเลยที่ 1 เบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 มาหาที่ จ.นครศรีธรรมราชเพื่อหาสถานที่ฝังศพจริง แต่เมื่อหาไม่ได้จึงพากันไปที่ จ.พัทลุง โดยมีพยานโจทก์เบิกความว่าขณะกลับจากโรงพยาบาลพัทลุงเวลา 23.00 น. เห็นรถยนต์ 2 คัน คือ เก๋งแดวูและโฟล์คตู้สีดำเลี้ยวเข้าไปในเขาจิงโจ้ซึ่งเป็นสถานที่พบศพ จึงเชื่อว่าเป็นรถที่จำเลยที่ 4 ขับนำรถของผู้ตายไปฝังอำพรางศพ

เมื่อฝังศพแล้วจำเลยที่ 1 ขับรถมาส่งจำเลยที่ 2 เพื่อซื้อตั๋วรถทัวร์กลับกรุงเทพฯ ตามคำเบิกความของพนักงานขายตั๋ว พยานยืนยันพร้อมกับชี้ภาพจำเลยที่ 2 ได้ถูกต้องชัดเจน สอดคล้องกับคำให้การของจำเลยที่ 1 และ 2 ในบันทึกการจับกุม จำเลยที่ 1 และ 2 ยังยอมรับว่านำตัวผู้ตายไปกักขัง จำเลยมีอาวุธปืนสั้นและมีดใช้ขู่บังคับให้ผู้ตายยอมเซ็นเช็คจ่ายเงิน 3 ฉบับ เป็นเงิน 5 ล้านบาท เมื่อได้รับเงินจากเลขาฯของนายเอกยุทธระหว่างเดินทางออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ นายเอกยุทธพยายามหลบหนีกระโดดลงจากรถยนต์ จำเลยที่ 1 ติดตามมาทันและใช้มือรัดคอแล้วจับตัวกลับขึ้นมาในรถ ก่อนสั่งให้จำเลยที่ 2 ใช้เชือกผูกรองเท้ารัดคอนายเอกยุทธจนเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจ ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ศพ แม้จำเลยที่ 1 อ้างว่าในบันทึกจับกุมและภาพชี้จุดเกิดเหตุไม่ถูกต้อง จึงไม่ได้ลงลายมือชื่อกำกับ เชื่อว่าพนักงานสอบสวนไม่ได้บังคับจำเลยให้นำชี้ที่เกิดเหตุ แต่จำเลยสมัครใจเอง อีกทั้งมีสื่อมวลชนติดตามตลอด ดังนั้น จึงไม่มีเหตุที่จะโกรธเคืองหรือสงสัยว่าจะปรักปรำจำเลย คำเบิกความของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้

ส่วนจำเลยที่ 2 ยอมรับว่า อยู่ร่วมกับจำเลยที่ 1 ตลอดเวลา แต่ถูกจำเลยที่ 1 บังคับให้ร่วมกระทำความผิด เมื่อผู้ตายกระโดดหนีลงจากรถ ได้ตามจนทันและพามาที่รถให้จำเลยที่ 2 ใช้เชือกรัดคอสอดคล้องกับการตรวจหลักฐานที่พบเชือกชนิดเดียวกันในที่เกิดเหตุ เชื่อว่าเป็นเชือกที่จำเลยที่ 2 ฆ่าผู้ตาย หากจำเลยที่ 1 ฆ่าผู้ตายก่อนหน้านี้ก็ไม่มีเหตุใดที่จำเลยที่ 2 จะรัดคอผู้ตายอีก เห็นว่าการตรวจพิสูจน์แพทย์ระบุไม่พบรอยบาดแผลที่คอ จึงไม่เชื่อว่าถูกรัดคอและไม่มีรอยเลือดบนใบหน้า แต่มีแพทย์นิติเวชยืนยันว่า ศพผู้ตายถูกพบหลังจากเสียชีวิต 4 วัน รอยรัดคออาจจางหายจากการอืดบวมของศพ คำเบิกความของจำเลยที่ 2 จึงไม่น่าเชื่อถือ เพราะไม่มีพยานรองรับ เพราะจำเลยที่ 2 มีโอกาสหลบหนีและไม่ห้ามปรามจำเลยที่ 1

ส่วนที่อ้างว่ากลัวจำเลยที่ 1 จะทำให้เดือดร้อนเป็นเพียงคำกล่าวอ้าง เพราะหากถูกจับกุมดำเนินคดีฆ่าคนตายจะยิ่งเดือดร้อนยิ่งกว่า พยานหลักฐานรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1-2 ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังลักทรัพย์ โดยประทุษร้าย ฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพื่อปกปิดความผิด ส่วนจำเลยที่ 3-4 ไม่มีความผิดฐานร่วมกันฆ่าและร่วมกันชิงทรัพย์ เนื่องจากโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานและพยานแวดล้อมเบิกความยืนยัน แม้คำเบิกความของจำเลยที่ 1 ระบุว่าชวนจำเลยที่ 3 มาเรียกค่าไถ่นักธุรกิจ แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 เข้าร่วมกระทำความผิด อีกทั้งบันทึกโทรศัพท์ก็ไม่พบว่าจำเลยที่ 1 และ 3 ติดต่อกัน ส่วนจำเลยที่ 4 เบิกความว่า ไม่รู้จักจำเลยที่ 1-2 มาก่อน และไม่พบรอยนิ้วมือในรถยนต์นายเอกยุทธ แต่จำเลยที่ 3-4 มีความผิดฐานร่วมกันซ่อนเร้นอำพรางศพ จากการร่วมกันขุดหลุมฝังศพนายเอกยุทธ

สำหรับประเด็นที่จำเลยที่ 5-6 ร่วมกันรับของโจรหรือไม่นั้น จำเลยที่ 5 ยอมรับว่าจำเลยที่ 1 นำเงิน 5 ล้านบาทมามอบให้โดยอ้างว่า เป็นเงินที่ได้จากการเล่นพนันฟุตบอล จำเลยที่ 5 และ 6 จึงนำเงินแบ่งเป็น 2 ส่วนไปขุดหลุมฝังดินไว้ที่บ้านญาติ แต่ไม่นำเงินไปฝากธนาคารเพราะตรงกับวันเสาร์ที่ธนาคารปิดทำการ ศาลจึงไม่เชื่อคำให้การเพราะข้ออ้างจำเลยมีพิรุธ ปัจจุบันหลายธนาคารเปิดทำการตามห้างสรรพสินค้า เชื่อว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินที่ได้มาจากการลักทรัพย์ หากเก็บไว้กับตัวหรือบ้านจะถูกตามจับกุมได้ ความผิดฐานรับของโจรจึงสำเร็จตั้งแต่รับเงิน 5 ล้านจากจำเลยที่ 1 อย่างไรก็ตาม จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาพอเป็นประโยชน์อยู่บ้าง

...

พิพากษาจำเลยที่ 1-2 มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนลงโทษประหารชีวิต ฐานร่วมกันชิงทรัพย์จำคุกจำเลยที่ 1-2 คนละ 18 ปี ศาลลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 1-2 ไว้ตลอดชีวิต และให้จำเลยที่ 1-2 ร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 1,941,970 บาท ให้กับทายาทผู้เสียชีวิต ส่วนจำเลยที่ 3 มีความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนและปกปิดซ่อนเร้นศพเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดจำคุก 13 เดือน และให้บวกโทษที่เคยต้องโทษไว้อีก 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 3 เป็นเวลา 19 เดือน จำเลยที่ 4 มีความผิดฐานปกปิดซ่อนเร้นศพเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดจำคุก 8 เดือน ส่วนจำเลยที่ 5-6 มีความผิดฐานรับของโจร แต่รับสารภาพและช่วยติดตามนำเงินของกลางมาคืนจำนวน 4.2 ล้านบาท พิพากษาจำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน

หลังฟังคำพิพากษา นายสันติภาพ ผู้ต้องหาระบุว่า จะปรึกษาทนายความเพื่อยื่นอุทธรณ์สู้คดีต่อไป โดยนายสันติภาพมีใบหน้ายิ้มแย้มไม่สลดกับผลคำพิพากษา ขณะที่บุตรชายของนายเอกยุทธกล่าวว่า พอใจกับคำตัดสิน หลังจากนี้จะหารือกับทนายความว่าจะอุทธรณ์คดีหรือไม่