ข่าวเด่นๆ ในห้วงปี 2557 นับตั้งแต่ช่วงครึ่งปีแรก ย่อมไม่พ้นข่าวการเมืองร้อนๆ ที่สืบเนื่องมาจากปลายปี 2556 พอผ่านครึ่งปี ก็มีข่าวใหญ่ๆ อีกหลายข่าวที่พอจะคัดเป็นข่าวเด่นๆ สำหรับปีมะเมียได้ดังนี้
การเมืองมีทุกข์ /คสช.คืนความสุข
หลังจากที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภา เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2556 และกำหนดให้เลือกตั้งใหม่ในวันที่ 2 ก.พ. 2557 ท่ามกลางการคัดค้านของกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) นำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ขอให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไปจนกว่าจะมีการปฏิรูปประเทศเสร็จสิ้น แต่ไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาล ดังนั้นกลุ่ม กปปส.จึงได้ทำการขัดขวางการเลือกตั้งทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการขัดขวางการรับสมัคร ส.ส. และขัดขวางการลงคะแนนเลือกตั้ง ขณะที่ กกต.ทำหนังสือถึงรัฐบาลให้ออก พ.ร.ฎ.กำหนดการเลือกตั้งใหม่ แต่รัฐบาลปฏิเสธ ทำให้เกิดเหตุการณ์วุ่นวาย มวลชน กปปส.ปะทะกับตำรวจ มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายสิบคน และยังมี “มือปืนป๊อปคอร์น” ใช้อาวุธสงครามยิงใส่กลุ่มคนเสื้อแดงด้วย อย่างไรก็ตามการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. 2557 ในภาคเหนือและภาคอีสานสามารถจัดการเลือกตั้งได้ตามปกติ ส่วนที่ กทม. ภาคกลาง และภาคใต้ บางเขตไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ เป็นปัญหาข้อกฎหมายลากยาวมาเรื่อย
...
ภายใต้วิกฤตการณ์เช่นนี้ทำให้ประเทศตกอยู่ในภาวะชะงักงัน การขับเคลื่อนองคาพยพต่างๆหยุดนิ่ง สภาวะเศรษฐกิจถดถอย อันเป็นผลมาจากยุทธศาสตร์ “ชัตดาวน์กรุงเทพฯ” ขัดขวางการบริหารงานของรัฐบาล ม็อบนกหวีดหมุนเวียนไปปิดล้อมหน่วยงานภาครัฐ บังคับให้หยุดทำงาน แม้กระทั่งตัว น.ส. ยิ่งลักษณ์ยังต้องเลี่ยงไปตรวจราชการต่างจังหวัด ส่วนรัฐมนตรีก็ไม่สามารถเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในกระทรวงได้ เหตุการณ์เขม็งเกลียวขึ้นเมื่อ กปปส.ประกาศตัวเป็นรัฏฐาธิปัตย์ในวันที่ 5 เม.ย. ทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงระดมพลออกมาปกป้องรัฐบาล ใช้ถนนอุทยาน (อักษะ)เป็นศูนย์รวมพลเตรียมพร้อมสู้รบแตกหัก
วันที่ 7 พ.ค. ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สิ้นสุดลงเฉพาะตัว จากกรณีโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรี จึงมาทำหน้าที่รักษาการนายกฯ ถัดมาอีกสองวันกลุ่ม กปปส.นัดชุมนุมใหญ่วันเผด็จศึก มีมวลชนมาร่วมสมทบจำนวนมาก ทวีความกดดันแรงขึ้น มีการเรียกร้องให้วุฒิสภาประชุมเสนอชื่อนายกฯคนกลาง กระทั่งวันที่ 17 พ.ค. แกนนำ กปปส.ประกาศสู้ครั้งสุดท้ายเพื่อเรียกอธิปไตยคืน จะเอาให้จบภายในวันที่ 26 พ.ค. หากแพ้จะสลายการชุมนุม
ปรากฏว่าระหว่างนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ลงนามประกาศใช้กฎอัยการศึก เพื่อควบคุมสถานการณ์ไม่ให้เกิดความรุนแรง และได้เชิญคู่ขัดแย้งมาประชุมหาทางออกร่วมกันที่สโมสรกองทัพบกในวันที่ 21 พ.ค. แต่ก็หาข้อสรุปไม่ได้ จึงต้องใช้แผนปิดประตูตีแมว นัดคู่ขัดแย้งมาหารืออีกในวันที่ 22 พ.ค. ซึ่งก็เป็นไปตามที่คาดการณ์ว่าต่างฝ่ายต่างยึดเอาเงื่อนไขตัวเอง ไม่อาจหาทางออกร่วมกันได้ พล.อ.ประยุทธ์จึงตัดสินใจทำรัฐประหาร ควบคุมตัวแกนนำของฝ่ายต่างๆไว้ ทั้งยังส่งกำลังทหารเข้ายึดพื้นที่การชุมนุมของ นปช.ที่ถนนอักษะ ขณะที่มวลชน กปปส.ยุติการชุมนุมคืนพื้นที่ถนนราชดำเนิน
การทำรัฐประหารโดย พล.อ.ประยุทธ์ในนามคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำให้ความตึงเครียดที่ลากยาวมาหลายเดือนคลี่คลายทันที การรักษาความสงบดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น ไม่เพียงมีคำสั่งเรียกตัวบุคคลต่างๆเข้ารายงานตัว แต่ คสช.ยังลุยจัดระเบียบสังคมหลายด้าน ภายใต้คำขวัญติดปาก “คืนความสุข” จนได้รับเสียงตอบรับจากสังคมอย่างล้นหลาม
ภายหลัง คสช.บริหารประเทศได้ 2 เดือน วันที่ 22 ก.ค. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ก่อกำเนิดแม่น้ำ 5 สายเป็นหัวใจสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่าน ได้แก่ คสช. คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
ครึ่งปีที่ผ่านมา คสช. ครม. และ สนช. ทำงานประสานสอดรับ กันได้อย่างดี มีการออกมาตรการและคลอดกฎหมายแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ามากมาย ขณะที่ สปช. รวบรวมข้อคิดเห็นสรุปประเด็นการปฏิรูปส่งให้คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญไว้พิจารณาประกอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็ต้องติดตามดูในปี 2558 ว่าผลพวงต่างๆที่ทำไว้จะสัมฤทธิผลอย่างที่ตั้งใจหรือไม่ ความสุขที่คืนมาจะเป็นความสุขที่แท้จริง ความสุขถาวร ความสุขยั่งยืน หรือเปล่า.
ข่มขืนฆ่า-โยนทิ้งรถไฟ....น้องแก้ม
กลายเป็นข่าวช็อกสยองขวัญ สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเดินทางโดยรถไฟ ที่ขึ้นชื่อว่า....ปลอดภัยมากที่สุด โดยเมื่อช่วงสายวันที่ 7 ก.ค. นางลักขณา ทองพัฒน์ มารดาของ น้องแก้ม-กชกร พิทักษ์จำนงค์ แจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.นพวงศ์ ว่า น้องแก้ม บุตรสาววัย 13 ปี นักเรียน ม.2 โรงเรียนสตรีนนท์ หายตัวไปขณะโดยสารรถไฟขบวนรถเร็วที่ 174 (ขาขึ้น) สุราษฎร์ธานี-กรุงเทพฯ ระหว่างเดินทางกลับกรุงเทพฯ พร้อมพี่สาว เมื่อวันที่ 5 ก.ค. 57 ขณะขบวนรถวิ่งผ่าน อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ การสืบสวนสอบสวนดำเนินไปพร้อมๆกับความพยายามในการค้นหาตัวน้องแก้ม และในที่สุดก็ได้ตัวฆาตกรคือนายวันชัย หรือเกมส์ แสงขาว อายุ 22 ปี พนักงานของการรถไฟฯ ทำหน้าที่พนักงานปูเตียงนอนบนขบวนรถดังกล่าว พร้อมๆกับรับรู้ ถึงชะตากรรมที่โหดร้ายที่เกิดกับน้องแก้ม ด้วยการข่มขืนโยนร่างของน้องแก้มจากรถไฟลงข้างทาง
...
ต่อมาวันที่ 8 ก.ค. พบศพน้องแก้มในพงหญ้าริมรางรถไฟ ช่วง กม.ที่ 227/14-15 บ้านหนองหอย อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ระหว่างสถานีวังก์พงกับสถานีเขาเต่า สภาพศพน่าสลดใจผลการชันสูตรศพระบุว่าน้องแก้ม ถูกกระทำทารุณทางเพศ และเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจ จากการตรวจสอบประวัติพบว่านายวันชัย เคยข่มขืนพนักงานตู้เสบียงบนรถไฟ 2 คน ในห้องน้ำโบกี้รถไฟ เมื่อต้นปี 57 คดีสะเทือนขวัญนี้ก่อให้เกิดกระแสเรียกร้องให้มีการเพิ่มโทษผู้ต้องหาคดีฆ่าข่มขืน=ประหารอย่างกว้างขวางด้วย.
อุ้มบุญ-วิบากกรรมเด็กตาดำๆ
ประเทศไทยตกเป็นข่าวอื้อฉาว เพราะถูกมองว่าเป็นแหล่งจ้างหญิงรับจ้างตั้งครรภ์ หรืออุ้มบุญ ที่มีชาวต่างชาติทั้งที่มีบุตรยากและชายรักร่วมเพศ จากประเทศต่างๆ นำน้ำเชื้ออสุจิมาผสมกับไข่ของหญิงไทยที่รับจ้างตั้งครรภ์ โดยมีบริษัทนายหน้ารับดำเนินการเป็นธุรกิจทำเงิน จนกลายเป็นปัญหาใหญ่ เมื่อถึงเวลาที่ผู้ว่าจ้างตั้งครรภ์จะนำเด็กกลับประเทศ เนื่องจากการรับรองเอกสารเกี่ยวกับเด็ก เพื่อนำไปประกอบการขอทำหนังสือเดินทางนั้น ทางกองสัญชาติและนิติกร กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ไม่รับรองเอกสารให้ เนื่องจากเห็นว่าเป็นการพาณิชย์อาจเข้าข่ายการค้ามนุษย์ ขณะที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ คณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ เห็นว่าเข้าข่ายการค้ามนุษย์ แพทยสภาเห็นว่าผิดตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล แต่สำนักงานอัยการสูงสุดมีความเห็นว่าไม่เข้าข่ายความผิดค้ามนุษย์ แต่อาจมีความผิดกฎหมายอื่น
...
อย่างกรณีของนางภัทรมล จันทร์บัว อายุ 21 ปี ที่มีภูมิลำเนาอยู่ใน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี แม่อุ้มบุญคนหนึ่ง ถูกเปิดเผยเมื่อ 28 ก.ค. ว่า ต้องเลี้ยง “น้องแกมมี่” เด็กแฝดเพศชายชาวออสเตรเลีย ที่ป่วยเป็นดาวน์ซินโดรมและโรคหัวใจพิการ เบื้องต้นตกลงค่าจ้างที่ 3.5 แสนบาท โดยวิธีผสมเทียมระหว่างเชื้ออสุจิของชายชาวออสเตรเลียกับไข่ของสาวชาวจีน ฉีดฝังเข้าไปที่มดลูกของเธอ กระทั่งเมื่อย่างเข้าเดือนที่ 3 ก็ตรวจพบว่าลูกเป็นแฝดชายหญิง เอเย่นต์บอกจะให้ค่าจ้างเพิ่มขึ้นอีก 5 หมื่นบาท แต่พอเดือนที่ 4 เอาน้ำคร่ำไปตรวจพบว่าเด็กคนหนึ่งเป็นดาวน์ซินโดรม กระทั่งเด็กคลอดผู้ว่าจ้างก็เอาเด็กผู้หญิงที่สุขภาพสมบูรณ์ไปเพียงคนเดียว ทิ้งเด็กชายที่ป่วยไว้ให้เลี้ยงดู โดยที่เอเย่นต์ไม่ยอมจ่ายเงินที่เหลืออีก 7 หมื่นบาท
วันที่ 5 ส.ค. เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นห้องพักเลขที่ 466/7 และ 466/10 เดอะนิช คอนโดมิเนียม ซอยลาดพร้าว 130 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กทม. พบเด็กชายหญิงวัยแรกคลอดถึงอายุ 1 ขวบ รวม 9 คน พร้อมพี่เลี้ยงคอยดูแล และหญิงสาวตั้งครรภ์อีก 1 คน จากการตรวจสอบเอกลักษณ์บุคคลพบว่าทารกทั้งหมดมาจากพ่อชาวญี่ปุ่นคนเดียวกัน คือนายมัทสึตาเกะ ชิเกตะ ทายาทมหาเศรษฐีนักธุรกิจวัย 24 ปี มาฝากให้หญิงสาวรับอุ้มบุญ เมื่อคลอดแล้วจะส่งเด็กกลับประเทศ และนายมัทสึตาเกะ ชิเกตะ ได้เดินทางออกจากไทยไปยังมาเก๊าตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค.
...
จากการตรวจสอบพบว่านายชิเกตะ เดินทางเข้า-ออกประเทศไทยในรอบ 2 ปีมากกว่า 65 ครั้ง อีกทั้งยังมีเด็กอุ้มบุญ ถึง 12 คน แต่ส่งกลับประเทศไปแล้ว 3 คน ส่วนหญิงที่ตั้งครรภ์ให้การว่าคลินิกเวชกรรมเฉพาะทางสูตินรีเวช “ออลไอวีเอฟ” ตั้งอยู่ภายในอาคารศิวาเทล ชั้น 12 เอ และอัลไพน์ สตาร์ชั้น 15 ถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กทม. เป็นสถานที่ผลิตเด็กทารกอุ้มบุญให้กับนายมัทสึตาเกะ ชิเกตะ มี นพ.พิสิฐ ตันติวัฒนากุล เป็นเจ้าของ เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจค้นเมื่อวันที่ 8 ส.ค. แต่พบว่ามีการขนย้ายประวัติคนไข้ออกไปทั้งหมดแล้ว
วันที่ 14 ส.ค. พ.ต.อ.ชาตรี พินใย นิติกรชำนาญการพิเศษ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เข้าแจ้งความดำเนินคดี นพ.พิสิฐ ที่ สน.ลุมพินี นพ.พิสิฐ เข้ามอบตัววันที่ 8 ก.ย. ตำรวจแจ้ง 2 ข้อหา ไม่ควบคุมและดูแลให้แพทย์ประกอบวิชาชีพเวชกรรมในสถานพยาบาลปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเวชกรรม และประกอบกิจการดำเนินการในสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 วันที่ 3 ต.ค. พนักงานสอบสวนนำสำนวนสอบสวนและพยานเอกสารหลักฐาน และความเห็นสมควรส่งฟ้อง นพ.พิสิฐ มาส่งมอบให้อัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวงปทุมวัน พิจารณาสั่งฟ้องคดีในที่สุด.
ฆ่าชาวอังกฤษ 2 ศพ ที่เกาะเต่า
เกิดคดีสะเทือนขวัญกระฉ่อนโลก เมื่อวันที่ 15 ก.ย. พบศพนายเดวิด วิลเลียม มิลเลอร์ อายุ 24 ปี และ น.ส.ฮานนาห์ วิคตอเรีย วิทเธอริดจ์ อายุ 24 ปี สองนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ บริเวณหาดทรายรี ต.เกาะเต่า อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี แหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามแห่งหนึ่งของไทย โดยฝ่ายหญิงถูกข่มขืนอย่างทารุณ เบื้องต้นการสืบสวนสอบสวนเมื่อวันที่ 23 ก.ย. ยังสับสนยุ่งเหยิงไร้ทิศทางโยงไปถึงนักท่องเที่ยวชาวยุโรปด้วยกันและผู้กว้างขวางในท้องถิ่น แต่จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และวัตถุพยานจำนวนมากบ่งชี้ไปยัง 2 หนุ่มคนงานร้านอาหารบนเกาะเต่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเข้าจับกุม นายเวพิว หรือวิน อายุ 21 ปี และนายซอลิน หรือโซเรน อายุ 21 ปี แรงงานชาวพม่า ที่ทำงานร้านอาหารอยู่บนเกาะเต่า เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าเมาแล้วเห็นผู้ตายพลอดรักกันเลยเกิดอารมณ์ จึงเข้าไปรุมตีนายเดวิดเสียชีวิตแล้วขืนใจฆ่าปิดปาก น.ส.ฮานนาห์ซึ่งผลตรวจดีเอ็นเอตรงกับอสุจิที่พบในตัวของผู้ตาย
การจับกุมผู้ต้องหาในครั้งนี้ได้รับคำครหาว่า “จับแพะ” จนเป็นที่โจษขานกว้างขวาง ทาง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ต้องออกมายืนยันอย่างหนักแน่นว่าเป็นการคิดไปเองหรือ “มโนโซเชียล” ในที่สุดวันที่ 3 ธ.ค. อัยการภาค 8 มีมติสั่งฟ้องนายเวพิว หรือวิน และนายซอลิน หรือโซเรน แรงงานชาวพม่า 5 ข้อหา คือ หลบหนีเข้าเมือง เข้าอยู่ในประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันฆ่านายเดวิด วิลเลียม-มิลเลอร์ ร่วมกันกระทำชำเรา น.ส.ฮานนาห์ วิคตอเรีย วิทเธอริดจ์ และร่วมกันฆ่า น.ส.ฮานนาห์ เพื่อปกป้องความผิด และหลบหนีการถูกจับกุม โดยนายซอลินถูกสั่งฟ้องข้อหาลักทรัพย์เพิ่มอีก 1 คดี หลังจากนั้นผู้ต้องหาทั้งสองคนเขียนจดหมายร้องเรียนถึงนางอองซาน ซูจี นักต่อสู้ประชาธิปไตยในพม่า เพื่อขอความช่วยเหลือหลังจากที่ถูกจับกุมและดำเนินคดี.
ฆาตกรต่อเนื่อง-สาวลวงสังหาร
นายเทสซึโอะ ชิมาโตะ เข้าแจ้งความ สน.ห้วยขวาง เมื่อวันที่ 14 ต.ค. ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตามหานายโยชิโนริ ชิมาโตะ อายุ 79 ปี ครูสอนภาษาญี่ปุ่น ผู้เป็นพ่อ ที่หายตัวไปตั้งแต่วันที่ 21 ก.ย. ปีเดียวกัน ตำรวจไปตรวจที่ห้องพักของนายโยชิโนริ ที่อาคารศรีวราแมนชั่น 2 ซอยนาทอง แขวงและเขตดินแดง กทม. พบนางพรชนก ไชยะปะ อายุ 47 ปี หรืออีกชื่อว่านางเพ็ญศรี ทานากะ อยู่ภายในห้อง สอบนางพรชนก อ้างว่ารู้จักกับนายโยชิโนริแต่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการหายตัวไป แต่จากข้อมูลหลักฐานพบว่านางพรชนก ได้นำบัตรเอทีเอ็มของนายโยชิโนริไปกดเงินกว่า 7 แสนบาท เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาลักทรัพย์ และนำตัวไปฝากขัง ก่อนได้ประกันตัว หลบหนีไปพร้อมกับนายสมชาย แก้วบางยาง สามีคนแรก ที่อาชีพขับรถแท็กซี่
วันที่ 20 ต.ค. เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจับกุมนางพรชนก ไชยะปะ และนายสมชาย แก้วบางยาง ได้ที่สนามกีฬาแห่งชาติแห่งหนึ่งใน จ.อ่างทอง พร้อมรถแท็กซี่หมายเลขทะเบียน ทร-9820 จากการสอบสวนนายสมชาย รับสารภาพว่าได้ร่วมกับนางพรชนก ฆ่านายโยชิโนริ ที่บ้านเลขที่ 201/237 หมู่บ้านออคิดวิลล่า หมู่ 7 ต.บางเสาธง อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 21 ก.ย. ที่ผ่านมา เพราะต้องการทรัพย์สินของผู้ตายจากนั้นได้ช่วยกันหั่นแยกชิ้นส่วนศพใส่ถุงขยะสีดำ 4 ถุง แล้วนำไปถ่วงน้ำในคลองนางทิ้ม ถนนบางนา - ตราด กม.25 อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ
วันที่ 23 ต.ค. ที่ สภ.บางเสาธง นางเค็กโกะ มัตตา อายุ 31 ปี ลูกสาวนายคาชิโตชิ ทานากะ สามีนักธุรกิจชาวญี่ปุ่น (สามีคนที่ 2) ที่แต่งงานกับนางพรชนก เมื่อปี 2546 และตกบันไดเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ เนื่องจากมีเงินประกันชีวิต 6 ล้านบาท เข้ามาเกี่ยวข้อง เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับนางพรชนก และให้รื้อคดีขึ้นมาใหม่ คดีดังกล่าว พล.ต.ท.สุวิระ ทรงเมตตา รักษาการราชการแทน ผู้ช่วย ผบ.ตร. สอบปากคำนางพรชนก และนายสมชาย ซึ่งนายสมชายรับสารภาพว่าเป็นคนผลักนายคาชิโตชิตกบันไดและกระทืบซ้ำจนเสียชีวิต เพื่อหวังฮุบกิจการ จากนั้นนางพรชนก ได้แจ้งเป็นอุบัติเหตุตกบันไดตาย ได้รับเงินค่าประกันชีวิตไปจำนวนหนึ่ง
สำหรับนางพรชนก นอกจาก 2 คดีดังกล่าวแล้ว ยังมีคดีที่นายคามาการิ เขียนจดหมายถึงนางบัวชุม ไชยะปะ แม่ของนางพรชนก ขอทวงเงิน 3 ล้านบาท ที่โดนหลอกยืมไป รวมทั้งคดียักยอกทรัพย์อดีตสามีนายโนโบรุ อิชิซาวา นักธุรกิจชาวญี่ปุ่น ที่ สน.ทองหล่อ ซึ่งอยู่ระหว่างการขยายผลต่อไป.
จับ“แก๊งพงศ์พัฒน์”เขย่ายุทธจักรสีกากี
กลายเป็นคดีสั่นสะท้านยุทธจักรสีกากี เมื่อมีการจับกุม พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ อดีต รอง ผบช.ก. ข้อหาร้ายแรงแอบอ้างเบื้องสูงตาม ป.อาญา มาตรา 112 และข้อหาเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับและจูงใจให้ผู้อื่นมอบผลประโยชน์ รวมทั้งเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และ พ.ร.บ.ฟอกเงิน สมรู้ร่วมคิดเรียกรับเงินซื้อขายตำแหน่งจากข้าราชการตำรวจใน บช.ก. เปิดบ่อนการพนันทั่วประเทศ อีกทั้งมีพฤติการณ์รับส่วยน้ำมันเถื่อน จากนายสหชัย เจียรเสริมสิน หรือเสี่ยโจ้ ปัตตานี พ่อค้าน้ำมันเถื่อนในจังหวัดชายแดนใต้ โดยแอบอ้างสถาบันเบื้องสูง
วันที่ 11 พ.ย. 2557 พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อายุ 59 ปี ผบช.ก. ฉายา “เดอะ กิ๊ก” และ พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ รอง ผบช.ก. ถูกคำสั่งย้ายฟ้าผ่าพ้นจากตำแหน่ง ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) ต่อมาวันที่ 14 พ.ย. มีคำสั่งย้าย พล.ต.ต.ชัยทัต บุญขำ ผบก.ป. และ พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ หลิมรัตน์ ผกก.1 ป. มาปฏิบัติราชการที่ ศปก.ตร. โดยขาดจากตำแหน่งเดิม ถัดมาไม่กี่วันศาลอาญาอนุมัติหมายจับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ในความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับสินบนหรือประโยชน์อื่นใด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ 149 พร้อมพวกอีก 6 นาย ประกอบด้วย พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.ชัยทัต บุญขำ ผบก.ป. พล.ต.ต. บุญสืบ ไพรเถื่อน ผบก.รน. พ.ต.อ.โกวิทย์ ม่วงนวล ผกก.ตม.สมุทรสาคร ด.ต.สุรศักดิ์ จันทร์เงา ผบ.หมู่ กก.ปพ.บก.ป. และ ด.ต.ฉัตรินทร์ เหล่าทอง ผบ.หมู่ กก.ปพ.บก.ป. กับพลเรือนอีก 3 คน คือนางสุดาทิพย์ ม่วงนวล, นางสวงค์ มุ่งเที่ยง และนายเริงศักดิ์ ศักดิ์ณรงค์เดช รวมเป็น 10 คน
วันที่ 22 พ.ย. ตำรวจและหน่วยอรินทราชเข้าจับกุม พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ พร้อมพวก โดยนำทั้งหมดไปสอบปากคำที่เซฟเฮาส์แห่งหนึ่ง แล้วเข้าตรวจค้นบ้านพักของผู้ต้องหาทั้ง 8 คน พบหลักฐานและทรัพย์สินจำนวนมาก โดยเฉพาะที่บ้าน พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ พบเงินสดและทรัพย์สินนับพันล้านบาท เก็บไว้ในตู้เซฟหลายใบ นอกจากนี้มีทรัพย์สินอื่นๆ อาทิ พระพุทธรูปบูชา โบราณวัตถุอีกจำนวนนับร้อย
วันที่ 26 พ.ย. เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมเครือญาติของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ที่แอบอ้างสถาบัน บีบให้ลดยอดหนี้และทวงหนี้ หน่วงเหนี่ยวกักขังและกรรโชกทรัพย์ในพื้นที่ สน.พระโขนง และ สน.วัดพระยาไกร อีก 5 คน ได้แก่ นายณัฐพล อัคร–พงศ์ปรีชา นายสิทธิศักดิ์ อัครพงศ์ปรีชา นายณรงค์ อัครพงศ์ปรีชา นายสุทธิศักดิ์ สุทธิจิตต์ และนายชากานต์ ภาคภูมิ จากนั้นได้มีการขอยกเลิกชื่อสกุลพระราชทาน “อัครพงศ์ปรีชา” โดยให้ผู้ที่ใช้ชื่อสกุลพระราชทานนี้ในปัจจุบันกลับไปใช้ชื่อสกุลเดิม “สุวะดี”
วันที่ 2 ธ.ค. พนักงานสอบสวน สน.วัดพระยาไกร ขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มในคดีกรรโชกทรัพย์ คือ นายนพพร ศุภพิพัฒน์ อายุ 43 ปี มหาเศรษฐีหมื่นล้านผู้ถือครองหุ้นกว่า 2 ใน 3 ของบริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง เป็นธุรกิจไฟฟ้าพลังลม กรณีจ้างวานให้ 3 พี่น้อง “อัครพงศ์ปรีชา” ข่มขู่เจ้าหนี้เพื่อบังคับให้ลดหนี้
ขณะที่วันที่ 10 ธ.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัว นางสุดาทิพย์ ม่วงนวล อายุ 45 ปี ภรรยาของ พ.ต.อ. โกวิทย์ ม่วงนวล อดีต ผกก.ตม.สมุทรสาคร เนื่องจากเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. มีผู้เสียหายแจ้งความ ที่ สน.สามเสน ว่าแอบอ้างสถาบัน ทำธุรกิจน้ำพริกและประมูลเครื่องเสวยส่งพระที่นั่งอัมพรสถานและวังศุโขทัยอีกกระทงหนึ่ง.
คลิปฉาวข่าวกระจาย
ใครเลยจะคาดได้ว่า เพียงข้าวเหนียวไก่ทอด ราคาไม่กี่อัฐฬสอันตรธาน จะกลายเป็นกระแสกระหึ่มไปทั่วประเทศชั่วข้ามคืน กรณีคลิปวีดิโอชื่อ “เหนียวไก่หาย ฝากถึงคนลักเหนียวไก่เจ็บใจจริงๆ” ที่ น้องไลล่า หรือ น.ส.ขนิษฐา จันทร์กระจ่าง อายุ 15 ปี ชาวสตูล โพสต์ทางเฟซบุ๊ก ต่อว่าต่อขานคนลักขโมยเหนียวไก่ที่เพิ่งซื้อจากร้านบังมีน นำใส่ตะกร้าหน้ารถจักรยานยนต์ขี่ไปจอดหน้าร้านเซเว่นฯ หายไปอย่างไร้ร่องรอย กลายเป็นคลิปวีดิโอที่สังคมโซเชียลเน็ตเวิร์ก แพร่หลายมีคนแชร์และเข้ามาดูนับแสน ด้วยความชื่นชอบสนุกสนานกับลีลาการประชดประชันน่ารักน่าชัง โดยผู้คนมองข้ามคำหยาบที่ปรากฏในคลิปไปเลย คลิปนี้นับว่าเป็นคลิปที่โด่งดังแห่งปีก็ว่าได้
แต่ก่อนหน้านี้ก็มีคลิปวีดิโออีกหลายคลิปที่แพร่หลายราวกับไฟไหม้ฟาง อาทิ คลิปสุนัขป่วย จากการถูกกระทำชำเราโดยเจ้าของมัน แม้ว่าภายหลังจะกลายเป็นเรื่องโอละพ่อเป็นเรื่องแต่งขึ้น โดยไม่มีมูลความจริงก็ตามแต่ก็เป็นคลิปที่กระหึ่มอีกคลิปหนึ่ง อีกคลิปที่โด่งดังมากๆ ก็คือคลิป “เบนซ์ ท่าทราย” หรือนายอดิศักดิ์ ศรีสะอาด นักค้ายาเสพติดเครือข่าย พ.ท.ยี่เซ โพสต์เฟซบุ๊กยืนถืออาวุธปืนสงครามขู่ฆ่าตำรวจ สภ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี แฉตำรวจไปพัวพันรับผลประโยชน์จากยาเสพติด จนต้องมีการตั้งเงินรางวัลก้อนใหญ่ล่าเบนซ์ ท่าทราย แต่ก็ยังจับตัวไม่ได้
ตัวอย่างอีกคลิป มีภาพแชร์ว่อนในเน็ต กรณีพระรูปหนึ่งโอบกอดสีกาแหม่มในโบสถ์แห่งหนึ่งที่ จ.ตราด จนมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ในที่สุดพระรูปนั้นต้องย้ายออกจากวัดไป หรืออย่างคลิปเด็กหญิง 9 ขวบ ถือพวงมาลัยขับรถเก๋งไปบนถนนสาธารณะ สร้างกระแสวิจารณ์อย่างรุนแรงถึงความไม่รับผิดชอบของผู้ปกครองเด็ก จนต้องออกมายอมรับผิดและขอโทษสังคม
นี่เป็นส่วนหนึ่งของคลิปข่าวที่นับว่าทรงอิทธิพลอย่างเหนือความคาดหมายในวงการสื่อสารมวลชน ในสังคมยุคเทคโนโลยีข่าวสาร ที่นับวันจะเพิ่มมากขึ้นทะลักล้นจนท่วมท้นเป็นมหาสมุทรข่าว.
พระวรชายาฯลาออกจากฐานันดรศักดิ์
วันที่ 11 ธ.ค. มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาในสมเด็จ พระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎ ราชกุมาร เป็นลายลักษณ์อักษรว่า ขอพระราชทานกราบบังคมทูลลาออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ ความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว พระราชทานพระบรมราชานุญาต โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 11 ธ.ค. 2557 เป็นต้นไป โดยกลับไปใช้ชื่อ “น.ส.ศรีรัศมิ์ สุวะดี” ในวันเดียวกัน ท่านผู้หญิงศรีรัศมิ์ก็เดินทางไปทำบัตรประชาชนที่สำนักงานเขตดุสิต แล้วกลับไปใช้ชีวิตเยี่ยงสามัญชนที่บ้านเดิม อ.วัดเพลง จ.ราชบุรี.