ตำรวจ สน.พหลโยธิน คุมตัว 4 ตำรวจกองปราบฯพันโต๊ะพนันฟุตบอลออนไลน์ “อาบูบาก้า” ฝากขังศาลอาญา เผยคำร้องพนักงานสอบสวนระบุพฤติการณ์และการกระทำ เชื่อว่าอดีตบิ๊ก บช.ก.และพวก เรียกรับส่วย 150 ล้านบาท ขณะเดียวกัน พนักงานสอบสวนตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยื่นคำร้องฝากขังครั้งที่ 4 อดีต ผบช.ก. พร้อมพวก ในคดีแอบอ้างเบื้องสูงเรียกรับผลประโยชน์ ผ่านระบบวีดิโอคอนเฟอเรนซ์ วันเดียวกัน ผบ.ตร.สะบัดปากกาตั้ง พล.ต.ต.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ รรท.ผบช.ก. มีผล 15 ม.ค.ปีหน้า
จากการจับกุม พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก.กับพวก แอบอ้างเบื้องสูง ซื้อขายเก้าอี้ตำแหน่งราชการ พัวพันรับส่วยน้ำมันเถื่อน บ่อนการพนัน ตั้งแก๊งอุ้มทวงหนี้ ลดหนี้ และอื่นๆ โดย บช.น.สรุปคดีเครือข่ายอดีต ผบช.ก.มีทั้งหมด 14 สำนวน ผู้กระทำผิด 72 ราย ผู้ต้องหาทั้งหมด 43 ราย หนีการจับกุม 12 ราย ล่าสุด 4 ตำรวจ บช.ก.ที่ถูกออกหมายจับในคดีเรียกรับส่วยพนันฟุตบอลออนไลน์ “อาบูบาก้า” เข้ามอบตัวที่ สน.พหลโยธิน ตามที่เสนอข่าวไปนั้น
ความคืบหน้าเรื่องนี้ ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เมื่อเวลา 10.40 น. วันที่ 29 ธ.ค. พนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน คุมตัว พ.ต.ท.วัฒนา ผลงานดี อายุ 42 ปี สว.กก.3 บก.ป. พ.ต.อ.อภิสิทธิ์ เมฆประยูร อายุ 32 ปี สว.กก.ปพ.บก.ป ร.ต.อ.ศักรินทร์ เกสรเทียน อายุ 30 ปี รอง สว.กก.4 บก.ปคม. และ ร.ต.อ.นิธิพัฒน์ กังรวมบุตร อายุ 28 ปี รอง สว.กก.ปพ.บก.ป 4 ผู้ต้องหาคดีรับส่วยการพนันฟุตบอลออนไลน์จากแก๊งอาบูบาก้า ตามหมายจับศาลอาญา ลงวันที่ 24 ธ.ค.57 ที่เข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.ที่ผ่านมา ไปยื่นคำร้องฝากขังต่อศาลอาญาครั้งแรก
คำร้องระบุว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานออกสืบสวนจับกุมขบวนการลักลอบเล่นการพนันทายผลฟุตบอลออนไลน์ มอบหมายให้ พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ อดีตรอง ผบช.ก.ควบคุมกำกับการดูแล กำหนดให้ พ.ต.ท.ทรงรักษ์ ขุนศรี อดีตรอง ผกก.6 บก.ป.เป็นหัวหน้าชุดสืบสวน ให้ พ.ต.อ.วรพจน์ พืชผล ผกก.1บก.ปอศ. เป็นผู้ดูแลเรื่องกฎหมาย รวมทั้งสอบสวนจนเสร็จสิ้นกระบวนความ ทั้งอายัดและถอนอายัดบัญชี จากนั้นมีการตรวจค้นยึดเครื่องมืออุปกรณ์คอมพิวเตอร์นำไปตรวจข้อมูลจนพบรายชื่อบัญชีธนาคารของผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน (เจ้ามือรับแทง) ผู้เล่น จากนั้น อายัดบัญชี เรียกเจ้าของบัญชีมาสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหา และถอนอายัดบัญชี
คำร้องระบุต่อว่า กรณีนี้พบว่ามีการปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่ปกติ ส่อไปในทางเรียกรับผลประโยชน์กล่าวคือ เมื่อมีการถอนอายัดบัญชีโดยไม่ผ่านกระบวน การสอบสวน พ.ต.ท.ทรงรักษ์ได้เรียกเจ้าของบัญชีมาพบ เรียกรับผลประโยชน์แลกกับการถอนอายัดบัญชี เมื่อตกลงเรียบร้อย พ.ต.ท.ทรงรักษ์ จะรายงานให้ พล.ต.ต.โกวิทย์ทราบ จากนั้น พล.ต.ต.โกวิทย์ได้ให้นายวิฑูรย์ ตระการพฤกษ์ เลขาฯส่วนตัว นำคำสั่งถอนอายัดบัญชีที่เรียกรับผลประโยชน์แจ้งไปยัง พ.ต.อ.วรพจน์ โดย พ.ต.อ.วรพจน์จะร่างหนังสือแจ้งรายชื่อบัญชีที่สั่งถอนอายัดไปยัง ร.ต.อ.นิธิพัฒน์ ผู้ต้องหาที่ 4 หรือพนักงานสอบสวนคนอื่น เพื่อนำคำสั่งแจ้งถอนอายัดบัญชีไปที่ธนาคาร โดย พ.ต.อ.วรพจน์จะเป็นที่ปรึกษา ทำหน้าที่ประสานงานระหว่างฝ่ายสืบสวนสอบสวนในการอายัดบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้กระทำผิด และถอนอายัดเมื่อได้รับผลประโยชน์ตามที่ได้เรียกร้องจากผู้กระทำผิดตามต้องการ
คำร้องของพนักงานสอบสวนระบุอีกว่า ฝ่ายสืบสวนมี พ.ต.ท.วัฒนา ผู้ต้องหาที่ 1 พ.ต.ท.พิพัฒน์ เฉวงราษฎร์ พ.ต.ต.อภิสิทธิ์ ผู้ต้องหาที่ 2, พ.ต.ท.ทรงรักษ์ ขุนศรี ร.ต.อ.ศักรินทร์ ผู้ต้องหาที่ 3 และ ร.ต.อ.นิธิพัฒน์ ผู้ต้องหาที่ 4 โดย ร.ต.อ.นิธิพัฒน์จะได้รับคำสั่งจาก พ.ต.ท.ทรงรักษ์ รวบรวมพยานหลักฐานจากการสืบสวน ตรวจค้น และตั้งข้อกล่าวหากับผู้กระทำผิด และเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะให้ฝ่ายสอบสวน ดำเนินการต่อไป หรือให้เสนอปลดอายัดบัญชี โดยให้เหตุผลว่าเงินในบัญชีไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด และเป็นผู้พิจารณาแจ้งพฤติกรรมการกระทำผิดของผู้ที่ถูกอายัดบัญชีว่าจะมีความผิดในฐานใด โดยการพิจารณาและใช้ดุลพินิจของ พ.ต.ท.ทรงรักษ์ น่าจะปรึกษากับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์กับ พล.ต.ต.โกวิทย์ พฤติการณ์และการกระทำของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์กับพวก น่าเชื่อว่าได้รับเงินไปมากกว่า 150 ล้านบาท
หลังจากได้ข้อมูลจากการสืบสวน ร.ต.อ.กรกช ยงยืน รอง สว.กก.2 บก.ป. พนักงานสอบสวน ตามคำสั่ง ตร.ที่ 631/2557 ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้มาแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน ให้ดำเนินคดี พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์กับพวกตามกฎหมาย โดยพนักงานสอบสวนได้ยื่นขอออกหมายจับต่อศาลอาญา ออกหมายจับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์กับพวก รวม 14 คน ต่อมาผู้ต้องหาทั้ง 4 คนเข้ามอบตัว และรับทราบข้อกล่าวหาเป็นพนักงานร่วมกันเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการกระทำนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ เป็นพนักงานร่วมกัน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
พนักงานสอบสวนได้สอบสวนมาตลอด แต่การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น โดยจะต้องสอบปากคำพยานอีก 20 ปาก รอผลการตรวจลายพิมพ์ นิ้วมือผู้ต้องหา จากกองทะเบียนประวัติอาชญากร และรอผลการตรวจสอบการดำเนินการทางบัญชีออมทรัพย์ของผู้ต้องหาทุกคน ด้วยความจำเป็นดังกล่าว ขอฝากขังผู้ต้องหาทั้งสี่ไว้ มีกำหนด 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 29 ธ.ค.57-9 ม.ค.58 และขอคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง อยู่ในความสนใจของประชาชน และผู้ต้องหาอาจจะไปยุ่งเหยิงกับพยานได้
ต่อมาญาติของผู้ต้องหาทั้ง 4 คน ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสด คนละ 6 แสนบาท ขอปล่อยชั่วคราว ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ต้องหาเข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวนเอง และให้การปฏิเสธความผิดในชั้นสอบสวน ทั้งหลักทรัพย์ที่นำมาใช้ในการขอปล่อยชั่วคราว ล้วนเป็นของญาติพี่น้องผู้ต้องหา เชื่อว่าหากปล่อยชั่วคราวจะไม่หลบหนี อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาทั้ง 4 โดยตีราคาประกันคนละ 6 แสนบาท
...
วันเดียวกัน พ.ต.ท.สมเกียรติ ตันติกนกพร พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ กก.2 ป. พนักงานสอบสวนตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 631/2557 ได้ยื่นคำร้องฝากขังครั้งที่ 4 พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก.กับพวก ประกอบด้วย พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ อดีต รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.บุญสืบ ไพรเถื่อน อดีต ผบก.น. พ.ต.อ.วุฒิชาติ เลื่อนสุคันธ์ อดีต ผกก.4 บก.ปคบ. ด.ต.สุรศักดิ์ จันทร์เงา อดีต ผบ.หมู่ บก.ปพ. ด.ต.ฉัตรินทร์ หรือจักรินทร์ เหล่าทอง อดีต ผบ.หมู่ บก.ปพ.
นางสวงค์ มุ่งเที่ยง ผู้ต้องหาที่ร่วมกันกระทำผิดเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่มิชอบโดยทุจริต เรียกรับผลประโยชน์ หมิ่นสถาบันเบื้องสูง ฯลฯ เป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค.57-10 ม.ค.58 เนื่องจากจะต้องสอบปากคำพยานบุคคลเพิ่มเติมอีกประมาณ 30 ปาก รอผลการตรวจสอบธุรกรรมการเงินจากธนาคารที่เกี่ยวข้อง รอผลการตรวจสอบ และประเมินราคาทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง การประเมินราคาทรัพย์ที่ตรวจยึดจากผู้เกี่ยวข้องเฉพาะด้าน และรอผลการสอบสวนขยายผลถึงที่ซุกซ่อนของทรัพย์สิน และขอคัดค้านการประกัน พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์กับพวก ทั้งนี้ศาลพิจารณาคำร้องและสอบถามผู้ต้องหาแล้วไม่คัดค้าน อนุญาตให้ฝากขังได้ โดยการฝากขังใช้วิธีสื่อสารทางไกลผ่านระบบวีดิโอคอนเฟอเรนซ์ ไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพ และทัณฑสถานหญิงกลาง บางเขน
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ วันเดียวกัน พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. มีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 705/2557 ลงวันที่ 26 ธ.ค.2557 เรื่องให้ข้าราชการตำรวจรักษาราชการแทน โดยระบุว่า ตามที่ได้มีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 610/2557 ลงวันที่ 11 พ.ย.2557 ให้ พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร. รรท.ผบช.ก. เพื่อให้การปฏิบัติราชการ ของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางเป็นไปด้วยความระเบียบเรียบร้อย และมีประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจตามมาตรา 72 แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2557 จึงมีคำสั่งให้ พล.ต.ต.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ รอง ผบช.ก. รรท.ผบช.ก. คำสั่งใดที่ขัดหรือแย้งกับคำสั่งนี้เป็นอันยกเลิก และถือปฏิบัติตามคำสั่งนี้แทน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค.2558 เป็นต้นไป
...
เย็นวันเดียวกัน พล.ต.ต.ชวลิต ประสพศิลป ผบก.น.5 เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนวนคดีของการกระทำความผิดตามมาตรา 112 ของ บก.น.5 รับผิดชอบ สำนวนคดีผู้ต้องหาแอบอ้างเบื้องสูงข่มขู่ทวงหนี้ 37 ล้านบาท พื้นที่ สน.วัดพระยาไกร ยังคงเหลือผู้ต้องหาอีก 1 ราย คือ นายนพพร ศุภพิพัฒน์ ที่ยังหลบหนี ขณะนี้พนักงานสอบ สน.วัดพระยาไกร ได้นำสำนวนดังกล่าวส่งพนักงานอัยการเพื่อสั่งฟ้องแล้ว ส่วนสำนวนคดีบังคับให้ผู้เสียหายลดหนี้จาก 120 ล้านบาท เหลือ 20 ล้านบาท ของ สน.พระโขนง เหลือผู้ต้องหาที่ยังหลบหนี 2 ราย คือ นายปรีชา ดาราไตร เสี่ยเจ้า ของเต็นท์รถ ผู้จ้างวาน และนายไพรเชษฐ เมธีสริยพงศ์ เจ้าของอู่รถเมล์ร่วมบริการสาย 8 ผู้ร่วมก่อเหตุ พนักงานสอบสวน สน.พระโขนง จะนำสำนวนคดี ดังกล่าวส่งพนักงานอัยการสั่งฟ้องภายในวันที่ 30 ธ.ค. นี้ต่อไป
มีรายงานว่า คณะพนักงานสอบสวน ตร. ได้มีมติพิจารณาเห็นชอบสำนวนคดีเรื่องซื้อขายตำแหน่งแต่งตั้งโยกย้ายของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ อดีตรอง ผบช.ก. และเครือข่ายรวม 6 คน เห็นว่ามีความผิดตามมาตรา 157 ข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เรียกรับเงินแต่งตั้งโยกย้าย ซึ่งก่อนหน้านี้กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นำสำนวนดังกล่าวให้คณะพนักงานสอบสวน บช.น.ตรวจสอบ ส่วนจะส่งให้อัยการสั่งฟ้องได้เมื่อใดนั้น พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. จะพิจารณาร่วมกับ บก.ป.อีกครั้ง