ตำรวจกองปราบเดินหน้ารวบรวมหลักฐานคดีโกงเงิน สจล. เพื่อสาวถึงผู้ร่วมขบวนการระดับสูง เตรียมเชิญอดีตอธิการบดี สจล.และผู้มีอำนาจเซ็นเบิกถอนเข้าให้ข้อมูล อดีตอธิการบดี สจล. “ถวิล พึ่งมา” บอกหากตำรวจไม่ติดต่อมาจะโทร.ไปนัดหมายเอง ระบุก่อนลงนามอนุมัติทุกครั้งไม่พบความผิดปกติใดๆ ยกเว้นเอกสารที่ได้รับนั้นเป็นเอกสารปลอมแปลงขึ้นมา ด้านการตามตัวผู้ต้องหาที่เหลือพบ 1 ใน 2 บินไปฮ่องกงตั้งแต่เช้าวันที่ 24 ธ.ค.ที่ผ่านมา

กรณีโกงเงินสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง หรือ สจล. ครั้งมโหฬาร กว่า 1.6 พันล้านบาท ภายหลัง พงส.บก.ป.พบมีการทำเป็นขบวนการ สามารถจับกุมนายทรงกลด ศรีประสงค์ อดีต ผจก.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขา บิ๊กซี ศรีนครินทร์ และ น.ส.อำพร น้อยสัมฤทธิ์ ผอ.ส่วนการคลัง สจล. พร้อมรวบรวมหลักฐานออกหมายจับผู้ต้องหาอีก 4 ราย ประกอบด้วย นายพูนศักดิ์ บุญสวัสดิ์ นายจริวัฒน์ สหพรอุดมการณ์ นายกิติศักดิ์ มัทธุจัด และนางสมบัติ โสประดิษฐ์ ต่อมานายพูนศักดิ์และนายจริวัฒน์เข้ามอบตัว ปฏิเสธไม่มีส่วนรู้เห็น ก่อนถูกนำตัวไปฝากขังที่ศาลจังหวัดมีนบุรี ล่าสุดตำรวจเตรียมเชิญอดีตอธิการบดี สจล. และผู้มีอำนาจเซ็นอนุมัติเข้าให้ข้อมูล

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 28 ธ.ค. พ.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบก.ป. หัวหน้าชุดคณะทำงานสืบสวน เปิดเผยว่า หลังจากเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.ที่ผ่านมา ชุดสืบสวนออกค้นตามจุดต้องสงสัยต่างๆที่คาดว่ากลุ่มผู้ต้องหาจะซุกซ่อนหลักฐานไว้ อาทิ คอนโดมิเนียม เดอะ คีย์ ย่านแจ้งวัฒนะ เป็นห้องของนายพูนศักดิ์ และนายกิติศักดิ์ สามารถยึดคอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง ฮาร์ดไดรฟ์ 1 ชุด เพื่อนำมาตรวจสอบข้อมูล ก่อนประชุมหาแนวทางสืบสวนคลี่คลายคดีอีกครั้ง

หัวหน้าชุดคณะทำงานสืบสวนกล่าวต่ออีกว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบเส้นทางการเงินและความเชื่อมโยงต่างๆ ที่มีวงกว้างโยงใยไปถึงบุคคลอื่นหลายราย ผู้ต้องหากลุ่มนี้พยายามปกปิดหลักฐาน แต่ตำรวจมีวิธีตรวจสอบหาหลักฐานพยานเอกสารต่างๆเชื่อมโยงไปถึงผู้ร่วมขบวนการระดับสูง

ด้าน พ.ต.ท.พงษ์ไสว แช่มลำเจียก พงส.ผนพ. กก.1.บก.ป.กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการออกหมายจับเพิ่ม ต้องรอเอกสารของธนาคารส่งให้ตรวจสอบ เพื่อทราบถึงเส้นทางการเงินว่ามีผู้ใดอีกที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับการโอนเงินของผู้ต้องหากลุ่มนี้ ส่วนการออกหมายเรียกนายถวิล พึ่งมา อดีตอธิการบดี สจล. รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องรายอื่นที่มีหน้าที่ในการเซ็นเบิกถอนเงินนั้นต้องให้ผู้บังคับบัญชาสั่งการว่าจะดำเนินการอย่างไร สำหรับนายจริวัฒน์ที่เข้ามามอบตัวเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.ที่ผ่านมา ให้การว่าเงินที่นายพูนศักดิ์ โอนเข้าบัญชี 55 ล้านบาท เป็นเงินที่ได้จากการพนันฟุตบอล ซึ่งเหมือนคำให้การของนายพูนศักดิ์ เป็นสิทธิ์ของผู้ต้องหาสามารถให้การอย่างไรก็ได้ แต่ตำรวจมีหลักฐานเส้นทางการเงินของผู้ต้องหากลุ่มนี้แล้ว

มีรายงานว่าหลังจากที่ตำรวจตรวจค้นบ้านเลขที่ 86/2 หมู่ 4 ซอยแจ้งวัฒนะ 13 แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม. ที่มีข้อมูลว่าเป็นบ้านของลูกสาวนางสมบัติ 1 ในผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับ กลับพบเจ้าของบ้านไม่ได้เป็นญาติกับนางสมบัติ เมื่อนำ ทะเบียนบ้านมาตรวจสอบไม่พบรายชื่อของนางสมบัติ เจ้าของบ้านระบุว่ามีจดหมายส่งถึงนางสมบัติหลายฉบับไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด ทั้งที่ไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง ด้านการติดตามตัวนายกิติศักดิ์ มัทธุจัด ที่คาดว่าเป็นตัวกลางประสานให้กับผู้ต้องหากลุ่มนี้ ทราบว่าเดินทางออกนอกประเทศไปที่ฮ่องกงตั้งแต่เช้าวันที่ 24 ธ.ค.ที่ผ่านมา มีกำหนดกลับกลางเดือน ม.ค.58 แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าจะเดินทางกลับหรือไม่ เพราะการเดินทางไปฮ่องกงขณะนี้ไม่ต้องขอวีซ่า ในวันที่ 29 ธ.ค.พนักงานสอบสวนจะทำหนังสือไปถึง สจล. เพื่อเชิญผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเซ็นเบิกถอนเงินเข้าให้ข้อมูลการเซ็นเบิกถอนตั้งแต่ปี 55 รวมทั้งเชิญตัวนายถวิล พึ่งมา อดีตอธิการบดี สจล. ด้วย

วันเดียวกัน นายถวิล พึ่งมา อดีตอธิการบดี สจล. กล่าวถึงกรณี พงส.บก.ป.เตรียมเชิญตัวมาให้ข้อมูลว่าทราบข่าวจากสื่อมวลชนแล้ว หากตำรวจยังไม่ติดต่อมาก็จะโทรศัพท์ไปสอบถามเองเพื่อนัด หมายวันเข้าให้ข้อมูล พร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่ ส่วนข่าวที่ออกมาว่าขบวนการยักยอกเงินเกิดขึ้นในสมัยที่ตนเป็นอธิการบดีนั้น ยืนยันว่าการลงนามของตนแต่ละครั้ง จะตรวจสอบอย่างละเอียด การโอนเงินจากธนาคารหนึ่งไปอีกธนาคารหนึ่งซึ่งให้ดอกเบี้ยสูงกว่า เป็นเรื่องปกติ เพราะเป็นนโยบายของผู้บริหารและสภามหาวิทยาลัยของมหาวิทยาลัยนอกระบบ ที่มีนโยบายหาดอกผลจากเงินคงคลัง จะเปิดบัญชีในระยะเวลา 3 เดือน 6 เดือน ก่อนลงนามอนุมัติทุกครั้งไม่พบความผิดปกติใดๆ ยกเว้น เอกสารที่ตนได้รับมานั้นจะเป็นเอกสารที่ปลอมแปลงขึ้นมา ทุกปีจะมีการตรวจสอบงบดุลบัญชีของมหาวิทยาลัยทั้งหน่วยงานภายในและภายนอก ก่อนรายงานต่อสภา สจล.ทุกปี

อดีตอธิการบดี สจล. กล่าวต่ออีกว่า รู้จัก น.ส.อำพร น้อยสัมฤทธิ์ ผอ.กองคลังมานาน ปกติเป็นคนเงียบๆ เรียบร้อย มีปัญหาสุขภาพบ่อยครั้ง เมื่อเกิดกรณีดังกล่าวขึ้น รู้สึกงงเล็กน้อย เพราะมีเจ้าหน้าที่ธนาคารเข้ามาเกี่ยวข้องอาจทำเอกสารต่างๆได้แนบเนียน เงินที่หายไปมีจำนวนมากกว่า 1 พันล้าน คาดทำมานาน อาจทำตั้งแต่ สจล.ออกนอกระบบปี 51 อยากให้ตำรวจตรวจสอบย้อนหลัง แม้จะปิดบัญชีไปแล้วก็ตาม เพื่อจับกุมผู้ทำผิดทั้งขบวนการ ถือเป็นอุทาหรณ์ให้กับมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบอื่นๆ ควรตรวจสอบบัญชีการเงินให้รัดกุม ซึ่งการกระทำผิดในลักษณะนี้จะทำได้ยากต้องมีเจ้าหน้าที่ธนาคารร่วมด้วย แต่ไม่ควรประมาท