แฉชื่อ 3 เจ้าของบัญชีที่รับโอนเงินที่ถูกขโมยไปจากบัญชีธนาคาร สจล. 1,600 ล้านบาทแล้ว ตรวจสอบพบ 1 ใน 3 เพิ่งเผ่นหนีไปต่างประเทศ ขณะที่ชุดสืบสวนกองปราบฯบุกตรวจค้นห้องทำงาน ผอ.การคลัง หาหลักฐานเพิ่มเติม พบตัวละครเพิ่มอีก 4 คน คาดเอี่ยวขบวนการ ด้าน “ทรงกลด” ยังกระต่ายขาเดียวว่าทำธุรกรรมเบิกจ่ายเงินตามคำสั่งของลูกค้า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต ขณะที่ ปปง.ขอ 1 อาทิตย์ตรวจสอบเส้นทางการเงิน
กรณีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ตรวจสอบพบเงินหายไปจากบัญชีธนาคารหลายบัญชีกว่า 1,600 ล้านบาท ส่งทนายแจ้งความร้องทุกข์ตำรวจกองปราบปราม สืบสวนสอบสวนจนขออนุมัติศาลออกหมายจับ น.ส.อำพร น้อยสัมฤทธิ์ อายุ 56 ปี ผอ.ส่วนการคลัง สจล. และนายทรงกลด ศรีประสงค์ อายุ 40 ปี อดีตผู้จัดการธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาห้างบิ๊กซี ศรีนครินทร์ 2 ข้อหา 1.ข้อหาปลอมแปลงเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม และ 2.ข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ ต่อมาตามจับกุมนายทรงกลดได้ ให้การปฏิเสธ อ้างว่าเบิกจ่ายเงินไปตามใบเบิกจ่ายของ สจล. ส่วน น.ส.อำพรตำรวจตามไปอายัดตัวที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งขณะเข้ารักษาตัวด้วยโรคเบาหวานยังให้การไม่ได้ นอกจากนี้ยังเชื่อว่ามีผู้ร่วมขบวนการอีกหลายคนทั้งคนนอกและคนในสจล. ตำรวจกำลังสืบสวนขยายผล และประสาน ปปง.ตรวจสอบเส้นทางการเงิน เนื่องจากความเสียหายเป็นเงินมหาศาล
ความคืบหน้าจากกองปราบปราม (บก.ป.) เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 24 ธ.ค. พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี รรท.ผบก.ป. เผยว่า หลังจากพนักงานสอบสวนสอบปากคำนายทรงกลดแล้ว ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดีอย่างมาก ระบุถึงผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีอีกอย่างน้อย 4 คน เกี่ยวข้องกับการยักยอกเงินจำนวนดังกล่าวออกจากบัญชีธนาคาร 4 แห่ง โดย 1 ใน 4 เป็นบัญชีชื่อนายพูลศักดิ์ บุญสวัสดิ์ ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบประวัติและตามตัวมาสอบปากคำ วันนี้พนักงานสอบสวนจะเชิญเจ้าหน้าที่ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯมาสอบปากคำ เพื่อแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม รวมทั้งประสานไปยังสมาคมธนาคารไทยอายัดบัญชีธนาคารที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบยอดเงินและการทำธุรกรรมทั้งหมด ส่วนพฤติกรรมการกระทำความผิดการถอนเงินจากทั้ง 4 บัญชี หากพบว่าบุคคลที่เป็นเจ้าของบัญชีมีส่วนรู้เห็นและร่วมขบวนการด้วยจะพิจารณาขออนุมัติศาลออกหมายจับ นอกจากนี้ยังประสานไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินและร่วมสอบปากคำผู้ต้องหา
รรท.ผบก.ป.เผยด้วยว่า สำหรับการพิจารณาดำเนินคดี น.ส.อำพร ที่ยังรักษาอาการโรคเบาหวานที่ รพ.เอกชนแห่งหนึ่งย่านบางนา ได้ประสานกับแพทย์ที่ให้การรักษาแล้วระบุว่า อาการของผู้ป่วยยังไม่ดีขึ้น จึงไม่สามารถควบคุมตัวมาสอบปากคำได้แต่ขออายัดตัวไว้แล้ว จะประสานไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติขอย้ายไปรักษาต่อที่ รพ.ตำรวจ เพื่อสะดวกต่อการควบคุมตัว และขณะนี้ตั้งชุดทำงานคดีนี้แล้วมี พ.ต.อ.ณษ เศวตเลข รอง ผบก.ป.ดูแลการสอบสวน พ.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบก.ป. ดูแลการสืบสวน วันนี้ชุดสืบสวนนำโดย พ.ต.อ.กรไชยจะนำกำลังไปตรวจค้นห้องทำงานและบ้าน น.ส.อำพร ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ส่วนกำลังอีกชุดไปตรวจค้นบ้านของนายทรงกลดเพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติม
พ.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบก.ป. เผยว่า ขณะนี้เตรียมออกหมายเรียกบุคคลที่คาดว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินที่หายไปประมาณ 5 คน เป็นผู้ทำหน้าที่รับเงินและรู้จักกับผู้ต้องหา 1 ในนั้นคือนายพูนศักดิ์ บุญสวัสดิ์ เจ้าของบัญชีปลายทางรับโอนเงิน 80 ล้านบาท และมีลายเซ็นหลังแคชเชียร์เช็คที่นำไปขึ้นเงิน นอกจากนี้จะส่งเอกสารให้กองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) ตรวจสอบลายเซ็นว่าถูกปลอมแปลงจริงหรือไม่ จากนี้จะเรียกผู้บริหาร สจล.ทั้งชุดเก่าและชุดใหม่มาสอบถามข้อเท็จจริง จากการตรวจสอบบัญชีที่เปิดไว้กับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่ปี 2555 พบว่าถอนเงินออก 29 ครั้ง ในรูปแบบฝากประจำ 994 ล้านบาท ต่อมาทยอยถอนตั้งแต่ 1 หมื่นบาท- 100 ล้านบาท ขณะที่นายทรงกลดยังเป็นผู้จัดการธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาบิ๊กซีสุวินทวงศ์ ทั้งนี้ยังพบอีกว่า น.ส.อำพรยักยอกเงินบัญชีอื่นๆของสถาบันฯสร้างความเสียหายอีกหลายล้านบาท ขณะที่ผู้ต้องหาทั้ง 2 คนยังคงให้การภาคเสธ
ต่อมาเวลา 13.30 น. พ.ต.ท.พงษ์ไสว แช่มลำเจียก พงส.ผนพ.กก.1 บก.ป. เบิกตัวนายทรงกลด ศรีประสงค์ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ และข้อหาปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม เงินกองกลางสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังกว่า 1,600 ล้านบาท เพื่อไปขออำนาจศาลจังหวัดมีนบุรีผัดฟ้องฝากขังเป็นครั้งแรก ท้ายคำร้องขอคัดค้านการประกันตัว ก่อน ถูกพาตัวไปฝากขัง นายทรงกลดกล่าวว่า ตนไม่เคยถอนเงินสดออกไปจากบัญชี มีเพียงทำเรื่องถอนโดยโอนเข้าบัญชีธนาคารบุคคลอื่น มีที่มาที่ไปตามความประสงค์ของลูกค้า ส่วนการซื้อแคชเชียร์เช็คเพื่อนำเงินไปเข้าบัญชีธนาคารสาขาที่ตนเป็นผู้จัดการ เป็นความต้องการของ น.ส.อำพร แต่ขั้นตอนต่างๆต้องขึ้นอยู่กับระเบียบธนาคารด้วย รายการที่ตนได้รับมาระบุอยู่แล้วว่าจะให้ถอนเงินจากบัญชีไหนไปเข้าบัญชีไหน ตนทำงานธนาคารมานานไม่ใช่เพิ่งมาทำ การทำรายการเหล่านี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติ
นายทรงกลดกล่าวต่อไปว่า กรณีการเขียนเช็คให้นายพูลศักดิ์ บุญสวัสดิ์ อันนี้ถ้าเป็นเช็คปกติลูกค้าเป็นคนจัดการซื้อแคชเชียร์เช็คมาเอง แต่การนำมาให้เราฝากก็ดำเนินการตามที่ลูกค้าสั่ง รายชื่อลูกค้าที่โอนต่อไปตนไม่ทราบว่าเป็นใคร ไม่รู้จัก ส่วนบัญชีธนาคารที่ถอนเงินมีทั้งบัญชีฝากประจำและออมทรัพย์ แม้ว่าจะเป็นบัญชีฝากประจำก็สามารถฝาก-ถอนได้ หากไม่ใช่บัญชีที่มีประกันชีวิต เพราะเป็นเงินของลูกค้าเอง หากถอนก่อนครบเงื่อนไขจะไม่ได้รับดอกเบี้ย ช่วงที่ทำรายการให้ลูกค้าไม่ได้เอะใจว่า จะมีการทุจริต เนื่องจากเชื่อว่า สจล.มีระบบการตรวจสอบที่ดี ก่อนหน้านี้พบกับ น.ส.อำพรที่ธนาคารไทยพาณิชย์ฯ เพราะเคยทำงานที่นั่นมาก่อน ตอนนั้นยังเป็นพนักงานระดับเล็ก ส่วนในปี 2555 ที่ตนมาเป็นผู้จัดการธนาคารกรุงศรีฯแล้วตรวจสอบพบว่า มีการทุจริต ตอนนั้นยังไม่มากถึงขนาดนี้ เงินที่ตนทำรายการไม่น่าจะถึง 1,000 ล้านบาท แต่จำตัวเลขไม่ได้ มีการโอนเข้าชื่อบุคคล 2-3 คน ซึ่งตนไม่ได้สอบถาม
“ถ้าเงินที่เบิกถอนจำนวนมากเข้าข่ายต้องสงสัย ต้องรายงาน ปปง.อยู่แล้ว ส่วนสาเหตุที่ลาออกจากธนาคารไทยพาณิชย์ฯที่ทำงานเก่า เพราะธนาคารกรุงศรีฯให้เงินเดือนสูงขึ้น เพิ่งมาทำได้ไม่ถึงปี เมื่อรู้ข่าวที่เกิดขึ้นไม่อยากให้กระทบกับชื่อเสียงของธนาคาร จึงพิจารณาตัวเองด้วยการลาออก ส่วนกรณีที่ระบุว่า ผมไม่ผ่านโปรก็มีส่วน เมื่อมีเรื่องจึงไม่ได้รับการประเมินให้ผ่าน ส่วนการปลอมบัญชีธนาคารเป็นเรื่องของการปลอมตัวเลขรายการในบัญชี ไม่มีส่วนรู้เห็น แต่บัญชีดังกล่าวมีทั้งรายการจริงและรายการปลอม มีลายเซ็นของผมในส่วนที่ทำรายการจริง ส่วนกรณี น.ส.อำพรไม่คิดว่าเป็นผู้ทำการทั้งหมด คิดว่าหวังดีอยากให้เงินฝากของสจล.งอกเงย มีผลตอบแทนดีกว่าที่ฝากไว้เดิม ไม่คิดว่าตั้งใจทุจริต สำหรับคนที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต 4 คน ที่อ้างว่ารู้จักผมคงต้องพิสูจน์กัน” นายทรงกลดกล่าว
...
ที่ศาลจังหวัดมีนบุรี ร.ต.ท.ธิติ เปฏะพันธุ์ พงส.กก. 1 บก.ป.ไปยื่นคำร้องขอฝากขังนายทรงกลด ศรีประสงค์ และ น.ส.อำพร น้อยสัมฤทธิ์ ผู้ต้องหาคดีร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารปลอม และร่วมกันลักทรัพย์ โดยขออนุญาตฝากขังครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 24 ธ.ค. 57 ถึงวันที่ 4 ม.ค. 58 เนื่องจากต้องสอบพยานบุคคลอีก 30 ปาก และรอผลการตรวจสอบประวัติผู้ต้องหา คำร้องฝากขังระบุพฤติการณ์ว่า เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 57 ผู้รับมอบอำนาจจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เข้าร้องทุกข์พนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีนายทรงกลด น.ส.อำพรและบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องกรณีร่วมกันลักทรัพย์ 1,075,037,702 บาท พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานพบว่า ผู้ต้องหาทั้ง 2 ร่วมกันกระทำความผิดจริงจึงยื่นคำร้องต่อศาลอาญาออกหมายจับ ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 สอบสวน นายทรงกลดรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ขณะที่ น.ส.อำพรปฏิเสธ ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัว กรณี น.ส.อำพร พนักงานสอบสวนนำใบรับรองแพทย์ไปยื่นต่อศาลระบุว่าป่วย อยู่ในโรงพยาบาลจึงไม่สามารถนำตัวมาศาลได้แต่อายัดตัวไว้แล้ว ศาลพิเคราะห์คำร้องและสอบถามจำเลยแล้วไม่คัดค้านจึงอนุญาตให้ฝากขัง ต่อมาญาติผู้ต้องหายื่นเงินสด 5 แสนบาทประกันตัว แต่ศาลไม่อนุญาตควบคุมตัวไปขังที่เรือนจำมีนบุรี
ต่อมาเวลา 14.30 น. พ.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบก.ป.พร้อมชุดสืบสวน กก. 1 บก.ป.เข้าตรวจค้นกองการคลังสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ตึกอธิการ เพื่อตรวจหาเอกสารหลักฐานหาความเชื่อมโยงในคดี จุดแรกไปที่ชั้น 6 ของตึกอธิการบดี เป็นตู้เซฟเก็บเอกสาร เบื้องต้นจากการตรวจสอบพบของกลาง 17 รายการ ประกอบไปด้วยเอกสารทางราชการ สมุดบัญชีส่วนตัว บัญชี กองทุนส่วนตัวกว่า 20 บัญชี และคอมพิวเตอร์ เครื่องซีพียู ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมงก่อนนำเอกสารและของกลางไปเก็บไว้ในตู้เซฟเหมือนเดิมก่อนใช้เทปกาวปิดผนึกและเซ็นชื่อไว้เพื่อป้องกันการทำลาย ต่อมาไปตรวจสอบห้องการคลังชั้น 3 อาคารเดียวกันเป็นห้องทำงานของ น.ส.อำพร ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีก่อนใช้เทปกาวปิดผนึกประตูห้องทำงานและเซ็นชื่อกำกับ
...
พ.ต.อ.กรไชยกล่าวว่า วันนี้ สจล.เชิญตำรวจมาตรวจสอบห้องทำงาน น.ส.อำพร แต่ยังไม่ได้ตรวจยึดเอกสารเนื่องจากเห็นว่ายังติดขัดเรื่องข้อกฎหมายต้องขอหมายค้นก่อน เพื่อนำหลักฐานทั้งหมดไปเป็นส่วนประกอบคดี เบื้องต้นพบว่า มีเอกสารทางราชการจำนวนมาก หลักฐานที่ตำรวจให้ความสนใจคือ ไฟล์เอกสารที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ส่วนตัวของ น.ส.อำพรในห้องทำงาน ที่อธิการบดีและรองอธิการบดีพาเข้าไปตรวจสอบ เพื่อแสดงความโปร่งใสไม่ให้เกิดข้อบกพร่อง ขณะนี้ตรวจสอบพบบัญชี 4-5 บัญชีมีตัวละครเพิ่ม 3-4 คน หลังจากนี้จะเรียกมาสอบปากคำฐานะพยาน ประเด็นที่ตำรวจตั้งข้อสงสัยว่า บัญชีมีความผิดปกติตั้งแต่ปี 2555 แต่ทำไมผู้มีรายชื่อ 3-4 คนไม่แจ้ง หากไม่มาให้การก็สงสัยได้ว่า น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องจะออกหมายเรียกหรือหมายจับต่อไป นอกจากนี้ ได้ประสานทางธนาคารเพื่อขอเอกสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับการโอนเงินที่จะต้องมีผู้เซ็นร่วม น่าเชื่อว่าทำเป็นลักษณะขบวนการ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากสอบปากคำนายทรงกลด ศรีประสงค์ แล้ว พร้อมตรวจสอบเส้นทางการเงินที่ น.ส.อำพรให้นายทรงกลดนำแคชเชียร์เช็คไปเข้าบัญชีพบว่า เบื้องต้นมี 3 บัญชี 1.นายพูนศักดิ์ บุญสวัสดิ์ อายุ 26 ปี 2.นายจิรวัฒน์ สหพรอุดมการณ์ อายุ 31 ปี และนายกิตติศักดิ์ มัทธุจัด อายุ 32 ปี ล่าสุดตรวจสอบพบว่า นายจิรวัฒน์เดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว หลังทราบข่าวที่เกิดขึ้น ส่วนนายพูนสวัสดิ์ขณะนี้หลบหนีอยู่ จ.กาญจนบุรี คาดว่ากำลังเตรียมหาทางหลบหนี ส่วนนายกิตติศักดิ์อยู่ระหว่างตรวจสอบ พนักงานสอบสวนจะออกหมายเรียกทั้ง 3 คนเข้ามาให้ปากคำว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับนายทรงกลดหรือ น.ส.อำพรอย่างไร ถ้าออกหมาย เรียกไม่มาจะออกหมายจับ
ด้านนายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขา ป.ป.ท.กล่าวว่า การดำเนินคดีกับนายทรงกลด ศรีประสงค์ และ น.ส.อำพร น้อยสัมฤทธิ์ คดียังอยู่ระหว่างการสอบสวนของตำรวจ ส่วนที่มีเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็น ผอ.ส่วนการคลังร่วมกระทำผิดด้วย ขณะนี้ยังต้องรอให้ตำรวจสอบสวนก่อน แต่เรื่องความผิดทางวินัยข้าราชการเบื้องต้น ป.ป.ท.ส่งหนังสือแจ้งให้ผู้บริหาร สจล. ดำเนินการตามคำสั่ง คสช.ที่ 69 เรื่องมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบ กำหนดให้ส่วนราชการมีหน้าที่ต้องดูแลบุคลากรของตนเอง หากพบว่ามีเรื่องร้องเรียนต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงพร้อมแจ้งผลการทำงานมายังหน่วยงานที่รับผิดชอบเช่น ป.ป.ท. หรือ ป.ป.ช. อย่างไรก็ตาม ป.ป.ท.ส่งเจ้าหน้าที่ไปประสานข้อมูลกับตำรวจแล้ว หากเห็นว่าเกี่ยวข้องกับ ป.ป.ท.จะรับมาดำเนินการในส่วนความผิดที่เกี่ยวข้อง
...
พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการ ปปง.กล่าวว่า การตรวจสอบเส้นทางการเงินต้องใช้เวลา เพื่อไล่ตรวจสอบกระแสการเงินของแต่ละบุคคลว่า เชื่อมโยงไปถึงใครบ้าง ขณะนี้ตัวละครถูกเปิดออกมาไม่หมด มีเพียงผู้ต้องหา 2 คน หากเปิดเผยก่อนจะกระทบการติดตามตัวเงินที่อาจได้คืน เบื้องต้นขอเวลา 1 สัปดาห์ในการตรวจสอบ