อายัดทรัพย์พงศ์พัฒน์ ซุกที่ดิน 400 ล.

ข่าว

    อายัดทรัพย์พงศ์พัฒน์ ซุกที่ดิน 400 ล.

    ไทยรัฐออนไลน์

    10 ธ.ค. 2557 03:46 น.

    ป.ป.ง.แฉใช้ชื่อเครือญาติ ‘136 แปลง’ รอบกรุงเทพฯ ชี้เงินสดขนออกชายแดน

    คณะกรรมการธุรกรรม ป.ป.ง.มีมติอายัดทรัพย์ “พงศ์พัฒน์” อดีต ผบช.ก. 400 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นที่ดินในพื้นที่ปริมณฑลที่ถือครองโดยเครือญาติ เดินเครื่องตรวจสอบเงินในบัญชีธนาคารต่อ แต่ไม่หวังจะเจอหลักฐาน เพราะผู้ต้องหามีความรู้ด้านการฟอกเงิน ขณะที่พนักงานสอบสวนส่งสำนวนคดีอุ้มที่ สน.วัดพระยาไกร และ สน.พระโขนง ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติตรวจสอบแล้ว ถ้าไม่มีอะไรเพิ่มเติมส่งให้อัยการได้ทันที ด้านกรมศิลปากรตรวจสอบวัตถุโบราณลอต 2 พบส่วนใหญ่เป็นของปลอม

    กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารทลายเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. และพวก พร้อมตรวจค้นพบทรัพย์สินจำนวนมาก แจ้งข้อหาฉกรรจ์ทั้งแอบอ้างเบื้องสูง เรียกรับส่วยน้ำมันเถื่อน บ่อนการพนัน ไปจนถึงอุ้มทวงหนี้ ในส่วนของคดีที่ สน.วัดพระยาไกร ที่กลุ่มผู้ต้องหาอุ้มผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าหนี้ไปข่มขู่ให้ยอมลดหนี้กว่า 120 ล้านบาท เหลือ 20 ล้านบาท ชุดสืบสวนสามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหามาดำเนินคดีได้เกือบหมดแล้ว เหลือนายนพพร ศุภพิพัฒน์ อายุ 43 ปี เศรษฐี หมื่นล้าน ผู้จ้างวานที่หลบหนีไปต่างประเทศ ขณะที่พนักงานสอบสวน สน.พระโขนง ออกหมายจับผู้จ้างวานแล้ว อยู่ระหว่างติดต่อเข้ามอบตัว

    ความคืบหน้าจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. พล.ต.ต.ชวลิต ประสพศิลป ผบก.น.5 กล่าวว่า หลังจากพนักงานสอบสวน สน. พระโขนง และ สน.วัดพระยาไกร ส่งสำนวนคดีกลุ่มผู้ต้องหาแอบอ้างเบื้องสูง ข่มขู่ทวงหนี้ และบังคับให้ผู้เสียหายลดหนี้ไปเมื่อวันที่ 8 ธ.ค. เพื่อให้คณะพนักงานสอบสวน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ตรวจสอบสำนวนคดี ขณะนี้อยู่ระหว่างรอพิจารณาสำนวน ก่อนนำส่งอัยการพิจารณาความเห็นสั่งฟ้องหรือไม่ ทั้ง 2 คดีพนักงานสอบสวนทำสำนวนอย่างรอบคอบรัดกุม หากมีพยานหลักฐานเพิ่มเติมสามารถนำไปรวมในสำนวนได้ รวมทั้งหากจับกุมผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีหรือเข้ามอบตัว พนักงานสอบสวนจะสอบปากคำผู้ต้องหา จากนั้นนำไปรวมในสำนวนเพิ่มเติมได้ทันที

    ด้านการติดตามจับกุมผู้ต้องหา 3 คนที่ยังหลบหนี ได้แก่ นายปรีชา ดาราไตร อายุ 45 ปีเสี่ยนำเข้ารถมือสอง นายไพเชษฐ์ เมธีสริยพงศ์ อายุ 45 ปี เจ้าของอู่รถเมล์สาย 8 และนายนพพร ศุภพิพัฒน์ อายุ 43 ปี นักธุรกิจด้านพลังงานลม มหาเศรษฐีหมื่นล้าน พล.ต.ต.สมบัติ มิลินทจินดา ผบก.สส.บช.น. กล่าวว่า ผู้ต้องหาทั้ง 3 คนไม่ได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเข้ามอบตัว ส่วนนายนพพรจากการสืบสวนทราบว่า เดินทางหลบหนีออกจากประเทศกัมพูชาแล้ว ส่วนนายปรีชาและนายไพเชษฐ์ตรวจสอบเบื้องต้นคาดว่ายังหลบหนีอยู่ในประเทศ ชุดสืบสวนกำลังเร่งรัดติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดี ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ชุดสืบสวน บช.น.อยู่ระหว่างหาข้อมูลผู้ที่นำจดหมายร้องเรียนของนายนพพรมาโพสต์ในโซเชียลมีเดีย เพื่อตรวจสอบ ให้แน่ชัดว่าล่าสุดนายนพพรหลบหนีอยู่ประเทศใด ก่อนประสานกองการต่างประเทศดำเนินการ

    พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น.กล่าวว่า ขณะนี้ส่งสำนวนคดีในส่วนของ สน.พระโขนงและ สน.วัดพระยาไกร ให้พนักงานสอบสวนสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว แต่ในส่วนของ สน.คันนายาว ซึ่งเป็นเรื่องอาวุธปืนของนายชากานต์ ภาคภูมิ จะส่งภายในวันที่ 10 ธ.ค. ทั้งนี้อยากให้นายนพพร ศุภพิพัฒน์ เดินทางเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อให้ปากคำถึงกรณีดังกล่าวโดยเร็วที่สุด สำหรับจำนวนมูลหนี้ที่แท้จริงระหว่างนายนพพรกับนายบัณฑิต โชติวิทยะกุล ถือว่าเป็นคดีแพ่ง แยกกันคนละส่วนกับคดีอาญา อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้หากพบว่ามีผู้อื่นเข้ามาเชื่อมโยงเกี่ยวข้องหรือมีประเด็นใดเพิ่มเติม จะขยายผลและสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

    ส่วนกรณีนายนพพร ศุภพิพัฒน์ อายุ 43 ปี อ้างว่าถูก น.ท.ปริญญา หรือ เสธ.เจี๊ยบ รักวาทิน ขู่รีดค่าแรงเป็นเงิน 25 ล้านบาท มีรายงานว่า พนักงานสอบสวน สน.วัดพระยาไกร สอบปากคำ น.ท.ปริญญาเกี่ยวกับประเด็นนี้แล้ว น.ท.ปริญญาให้การว่า กรณีดังกล่าวไม่เป็นความจริง เงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินประนีประนอมที่นายนพพรจ่ายให้นายบัณฑิต โชติวิทยะกุล คู่กรณีฟ้องร้องคดียักยอกทรัพย์เงินร่วมลงทุนในบริษัทกริฟฟอน อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง จำกัด ก่อนตกลงทำสัญญายอมความ นายนพพรโทร.มาหา บอกเพียงว่าให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องให้เรียบร้อย โดยรับรู้เป็นพยานและร่วมกับตัวแทนของนายบัณฑิตไปรับเงินสดจำนวนดังกล่าวที่ตึกเอ็มไพร์ ทาวเวอร์ สำนักงานใหญ่บริษัท WEH จากเลขานุการของนายนพพร ส่วนกรณีนายบัณฑิตเรียกเงินนายนพพร 120 ล้านบาท น.ท.ปริญญาระบุว่า ไม่ทราบหลักฐานที่มาแน่ชัดว่านายนพพรติดหนี้จำนวนเท่าไร เนื่องจากไม่ทราบรายละเอียด จำนวนเงิน รวมทั้งไม่ได้รับค่าจ้างแต่อย่างใด

    ด้านการตรวจสอบวัตถุโบราณเครือข่ายอดีตผบช.ก. นายบวรเวท รุ่งรุจี อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า ตนมอบหมายให้นายสหภูมิ ภูมิธฤติรัฐ ผอ.สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไปตรวจสอบของกลางที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจยึดได้ลอตใหม่ ได้รับรายงานจากการประเมินเบื้องต้นว่า มีของเก่าที่เป็นของเทียมจำนวนมาก แต่ทั้งนี้กรมศิลปากรยังคงต้องใช้กระบวนการตรวจสอบตามหลักการเดิมคือ ตรวจสอบ คัดแยกประเภท และประเมินราคาสิ่งของทั้งหมด ขณะที่โบราณวัตถุและศิลปะวัตถุลอตแรกที่ถูกยึดเป็นของกลางตรวจสอบเกือบ 100% แล้ว ตนจึงเร่งรัดให้เจ้าหน้าที่จัดทำรายงานผลการตรวจสอบภาพรวมทั้งหมด เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการประเมินราคาและรวบรวมส่งรายละเอียดทั้งหมดเป็นหลักฐานประกอบสำนวน เพื่อให้เจ้าหน้าที่สอบสวนถึงที่มาที่ไปของการครอบครองสิ่งของทั้งหมด ดำเนินคดีต่อเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก.ต่อไป

    “จากการเปิดให้ประชาชนแจ้งเพื่อตรวจสอบโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่สูญหายมายังกรมศิลปากร จนถึงขณะนี้ พบว่ามีไม่กี่ราย สันนิษฐานว่า โบราณวัตถุศิลปวัตถุที่เป็นของจริงน่าจะมาจากโบราณสถาน เรื่องนี้คงต้องสืบหาว่าแหล่งใดมีของหายบ้าง อยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งวัดวาอารามและประชาชนในพื้นที่แจ้งเบาะแสมา จะเป็นประโยชน์กับการเก็บรักษาสมบัติของบ้านเมือง อย่างไรก็ตาม หน้าที่ของกรมศิลปากรคือ การตรวจสอบและส่งต่อข้อมูลตามข้อเท็จจริงไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น ส่วนการสอบสวนผู้ต้องหาเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ อย่างไรก็ตาม เมื่อคดี สิ้นสุดลง หากพบว่า โบราณวัตถุศิลปวัตถุที่ได้มาโดยผิดกฎหมายจะต้องนำมาเก็บรักษาเป็นสมบัติของชาติไว้ในคลังพิพิธภัณฑ์ที่กรมศิลปากรดูแลอยู่” นายบวรเวทกล่าว

    ที่สำนักงาน ปปง. เมื่อเวลา 15.30 น. พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการ ปปง. แถลงผลการประชุมคณะกรรมการธุรกรรมครั้งที่ 16/2557 ว่า มีมติอายัดทรัพย์สินของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. กับพวก พ.ต.อ.สีหนาทกล่าวว่า คณะกรรมการฯได้พิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเห็นว่า พฤติการณ์การกระทำของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์กับพวกมีลักษณะมีความผิดฐานฟอกเงินตามมาตรา 5 ประกอบมาตรา 10 และมาตรา 60 แห่ง พ.ร.บ.การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 คณะกรรมการฯพิจารณาข้อมูลทรัพย์สินชุดแรก เป็นที่ดินจำนวน 136 รายการ ตามที่ สตช.ส่งข้อมูลให้เลขาธิการ ปปง.กล่าวต่อไปว่า คณะกรรมการฯลงความเห็นว่า สั่งให้อายัดที่ดิน 104 รายการ เนื่องจากพิจารณาในส่วนของทรัพย์สินที่ได้มาหลังจากดำรงตำแหน่ง ผบช.ก. ตั้งแต่ 1 ต.ค.2553 มีมูลค่าประมาณ 400 ล้านบาท ส่วนใหญ่ครอบครองในชื่อของญาติและน้องเขยแต่ไม่มีชื่อผู้ใต้บังคับบัญชา มีที่ดินชื่อ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์น้อยมาก โฉนดที่ดินส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดแถบปริมณฑลรอบๆ กทม. เช่น จ.นนทบุรี จ.ปทุมธานี จ.สมุทรสาคร และ จ.นครปฐม แต่มีมากที่จังหวัดนนทบุรี อีกทั้งที่ดินบางแปลงพบว่ามีชื่อคนถือครองร่วม 5-6 คน บุคคลที่มีชื่อครอบครองในที่ดินเหล่านี้ยังไม่ถูกจับกุมดำเนินคดีจะเปิดโอกาสให้มาชี้แจงต่อ ปปง.ภายใน 30 วันถึงที่มาที่ไป หากชี้แจงไม่ได้ไม่สมเหตุสมผลจะยึดทรัพย์และส่งข้อมูลนี้ให้ตำรวจ ส่วนจะดำเนินคดีด้วยหรือไม่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจตำรวจ

    พ.ต.อ.สีหนาทกล่าวอีกว่า สำหรับการตรวจสอบของ ปปง.เป็นขั้นตอนหลังทหารตำรวจเข้าไปตรวจสอบจับกุมและยึดของกลาง นอกจากนี้ ยังมีรถยนต์ 10 คัน ใน 10 คัน อาจมีรถยนต์หลวงก็ได้ ด้านสมุดบัญชีธนาคารของผู้ต้องหาตำรวจยังไม่ส่งมาให้ แต่ ปปง.กำลังขอตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นผ่านสถาบันการเงิน แต่เชื่อว่าคงไม่พบข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากนัก เนื่องจากผู้กระทำผิดมีความรู้เรื่องกฎหมายฟอกเงิน จึงไม่ค่อยทำธุรกรรมผ่านสถาบันการเงิน ดังจะเห็นได้จากการเข้าตรวจค้นภายในบ้านพบทรัพย์สินจำนวนมากซุกซ่อนอยู่ เป็นไปได้ว่าทรัพย์สินที่เป็นเงินสดอาจจะถูกเคลื่อนย้ายผ่านช่องทางต่างๆตามแนวชายแดนระหว่างประเทศ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงมาก และยากต่อการที่ ปปง.จะตรวจสอบ นอกจากนี้ ของกลางกว่า 2 หมื่นรายการตามที่ปรากฏตามสื่อ สตช.ยังส่งข้อมูลให้ ปปง.ไม่ครบ

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์คณะกรรมการธุรกรรมป.ป.ง.ที่ดินถือครองเครือญาติแอบอ้างเบื้องสูงส่วยน้ำมันเถื่อนบ่อนการพนันอุ้มทวงหนี้ปรีชา ดาราไตรอายัดทรัพย์นพพร ศุภพิพัฒน์ไพเชษฐ์ เมธีสริยพงศ์เสธ.เจี๊ยบปริญญา รักวาทินบัณฑิต โชติวิทยะกุลวัตถุโบราณของกลาง

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม 2564 เวลา 04:02 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์