ข่าว
100 year

นพพรโพสต์เฟซ แจงเสียรู้ เสธ.เจี๊ยบรีด 25 ล.

ไทยรัฐออนไลน์8 ธ.ค. 2557 04:48 น.
SHARE

ภาพประกอบจาก ASTV ผู้จัดการ

ให้หาคนมาเจรจาหนี้! กลับจ้าง3พี่น้องทำเละ

“นพพร ศุภพิพัฒน์” หนุ่มนักธุรกิจมหาเศรษฐีหมื่นล้าน เครือข่ายอดีต ผบช.ก.ร่อนหนังสือขอความเป็นธรรมแจงสื่อมวลชนผ่านโลกโซเชียล อ้างเป็นฝ่ายตกเป็นเหยื่อ ยืนยันไม่ได้เป็นลูกหนี้คู่กรณี แค่ต้องการตกลงยอมความกรณีกู้ยืมเงินบริษัท พลาดท่าไหว้วาน “เสธ.เจี๊ยบ” ไปหานายทหารใหญ่ช่วยเจรจาไกล่เกลี่ย กลับใช้ทีมอุ้ม 3 พี่น้องอดีตตระกูล “อัครพงศ์ปรีชา” ทำเกินกว่าเหตุ แถมถูกขู่รีดเงินค่าแรงอีก 25 ล้านบาท ตัดสินใจหนีตั้งหลักนอกประเทศ เพราะหวั่นไม่ได้ประกันตัวแล้วถูกปิดปากในคุก ด้าน “ประวุฒิ ถาวรศิริ” ไม่สน หากคิดไม่ได้รับความเป็นธรรมขอให้มามอบตัวสู้คดี

การขยายผลเครือข่ายกระทำความผิดของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก.กับพวกที่พัวพันขบวนการซื้อขายตำแหน่ง อ้างสถาบันเบื้องสูง เรียกรับผลประโยชน์ส่วยน้ำมันเถื่อน บ่อนการพนัน รวมถึงตั้งแก๊งอุ้มทวงหนี้ ลดหนี้ มีผู้เสียหายหลายรายตกเป็นเหยื่อเข้าแจ้งความกระทั่งตามจับกุมผู้ต้องหาได้หลายราย เหลือนายสหชัย เจียรเสริมสิน หรือเสี่ยโจ้ ปัตตานี พ่อค้าน้ำมันเถื่อน และนายนพพร ศุภพิพัฒน์ นักธุรกิจหนุ่มเศรษฐีหมื่นล้านรวยติดอันดับ 31 ของเมืองไทยที่ยังคงหลบกบดานหนีหมายจับอยู่ต่างประเทศ

ความคืบหน้าเมื่อสายวันที่ 7 ธ.ค. นายนพพร ศุภพิพัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด มหาเศรษฐีหนุ่มที่ตกเป็น ผู้ต้องหาถูกออกหมายจับในข้อหาหมิ่นเบื้องสูง ตาม ป.อาญา มาตรา 112 และกรรโชกทรัพย์ ได้โพสต์ข้อความเป็นหนังสือชี้แจงมายังสื่อมวลชนถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นอ้างว่า ตัวเองตกเป็นเหยื่อเข้าไปเกี่ยวพันกับข่าวการเจรจาหนี้ที่เป็นคดีสำคัญ และถูกกล่าวหาว่าใช้จ้างวานให้สามพี่น้องอัครพงศ์ปรีชาไปอุ้มตัวนายบัณฑิต โชติวิทยะกุล เพื่อบีบให้ลดหนี้ 120 ล้านบาท เหลือ 20 ล้านบาท จนต่อมาถูกตำรวจตั้งข้อหา ทั้งที่ความจริงตัวเองถูกใส่ร้ายป้ายสีและขูดรีด

นายนพพรลำดับรายละเอียดว่า ถูกขูดรีดจากนายบัณฑิตเสมอมา ความเดิมคือ ตนกับนายบัณฑิต และเพื่อนอีก 2 คนร่วมกันลงในทุนในบริษัทชื่อ กริฟฟอน อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง จำกัด ตนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 40 เปอร์เซ็นต์ ต่อมาในปี 2543 ได้ยืมเงินจากบริษัทลงบัญชีเป็นลูกหนี้เงินกู้ยืมเป็นเงินประมาณ 17 ล้านบาท แต่ผู้ถือหุ้น 3 คน รวมทั้ง นายบัณฑิตไม่เห็นว่าเป็นการกู้ยืมจึงไปแจ้งความดำเนินคดีตนในข้อหายักยอกทรัพย์ ตนจึงได้ชำระเงินคืนบริษัทในรูปของการชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ของบริษัท 8.9 ล้านบาท แทนบริษัทในปี 2547 ก่อนชำระคืนบริษัทอีก 17 ล้านบาท โดยได้ไปทำยอมความกันที่ศาลฎีกาในเดือน เม.ย.2555 มีหนังสือถอนคำร้องทุกข์ระบุชัดเจนว่า ชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัทจนครบถ้วนแล้ว และผู้ถือหุ้นอื่นๆ ต่างก็ไม่ติดใจเอาความอีกต่อไป สำเนาอยู่ที่ทนายความคือ นายวิชานนท์ วิมลสังข์ และนายพิษณุ พานิชสุข เหลือแต่นายบัณฑิตคนเดียวยังไม่ยอมถอนฟ้อง

นักธุรกิจหนุ่มอ้างว่า เมื่อต้นปี 2557 มีฐานะดีขึ้นและไม่อยากมีคดีติดตัวจึงเปิดการเจรจาโดยส่งข้อความเสนอเงิน 20 ล้าน ไปให้นายบัณฑิตถอนฟ้อง แต่ไม่ได้ตอบกลับ จนตนเดินทางไปติดต่อธุรกิจที่ยุโรปในวันที่ 24 พ.ค. ได้ทราบจากคนรู้จักว่า นายบัณฑิตจะเปิดตัวเลขกลับมาที่ 100 ล้านบาท คงเพราะทราบว่านิตยสารฟอร์บส์ฉบับเดือน เม.ย.ได้ประเมินทรัพย์สินของตนที่ 26,000 ล้าน แต่ตนคิดว่าน่าจะต่อรองได้ในราคา 50 - 60 ล้านบาท และให้นายพิษณุ พานิชสุข ทนายความส่งสัญญายอมความ 2 ฉบับมาให้ทางอีเมล์ ฉบับหนึ่งระบุตัวเลขเป็นเงิน 50 ล้าน ส่วนอีกฉบับระบุ 60 ล้านบาท ลงชื่อส่งกลับไปให้ทนายในวันเดียวกัน

มหาเศรษฐีอันดับ 31 ของเมืองไทยระบุต่อว่า เพื่อความมั่นใจว่าเรื่องราวจะได้ข้อยุติ ตนโทร.ทางไกลมาปรึกษากับ น.ท.ปริญญา รักวาทิน หรือ เสธ.เจี๊ยบ กรรมการผู้จัดการ บริษัทเรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด ที่ชอบอ้างตัวสนิทสนมกับ เสธ.คนดังว่า สามารถ เชิญผู้ใหญ่ที่ทุกคนเกรงใจเข้ามาเป็นผู้ไกล่เกลี่ยในเรื่องนี้ได้หรือไม่ มีค่าใช้จ่ายอย่างไร และสามารถทำให้รูปแบบการเจรจาอยู่ในกรอบของกฎหมายตามที่ทนายให้แนวทางไว้ได้หรือไม่ น.ท.ปริญญา ยืนยันเป็นมั่นเหมาะว่าทำได้เพราะตัวเลขที่เสนอถึง 60 ล้านเป็นจำนวนมากพอที่น่าจะทำให้นายบัณฑิตยอมตกลงอยู่แล้ว หากเพิ่มบุคคลที่ทุกคนเกรงใจเข้ามาเป็นคนกลาง นายบัณฑิตย่อมไม่กล้าเรียกร้องแบบไร้เหตุผล

“ผมไม่เคยรู้จัก หรือได้ยินชื่อสามพี่น้องอัครพงศ์ปรีชา ก่อนเกิดเหตุการณ์วันที่ 23 มิ.ย. นายเจี๊ยบ แจ้งว่า ผู้ใหญ่เรียกค่าดำเนินการ 30 ล้าน ผมจึงตกลงและจ่ายล่วงหน้าเป็นเงิน 5 ล้าน ส่วนอีก 25 ล้าน จะจ่ายเมื่อมีการตกลงยอมความกันที่ศาล โดยจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขคือ ต้องให้คู่เจรจาคือ นายบัณฑิตยอมความโดยสมัครใจหรือเกรงใจเท่านั้น หากไม่สำเร็จผมก็จะนำเงิน 25 ล้านไปเพิ่มยอดให้นายบัณฑิตรวมเป็น 85 ล้านแทน เพื่อให้คดียุติ

ผมเชื่อมาโดยตลอดว่า เสธ.เจี๊ยบจะไปเชิญ เสธ. คนดังไกล่เกลี่ยแบบผู้ใหญ่มาเป็นคนกลาง แต่ปรากฏข้อเท็จจริงในวันที่ 23 มิ.ย.ว่า น.ท.ปริญญาไปว่าจ้างสามพี่น้องอัครพงศ์ปรีชามากระทำการอุกอาจ และไปบังคับให้นายบัณฑิตรับเงินแค่ 20 ล้าน ซึ่งผิดวัตถุประสงค์ ผิดจำนวนเงิน และเงื่อนไขที่ผมให้ไว้อย่างสิ้นเชิง” นายนพพรแจงที่มาของเรื่องกรรโชกทรัพย์

หลังเกิดเหตุการณ์ขึ้นนายนพพรยอมรับว่า นายบัณฑิตไม่พอใจและเพิ่มตัวเลขไปเป็น 150 ล้านบาท จึงแจ้งว่ายินดีจะจบที่ 120 ล้านบาท โดยจ่ายทันที 80 ล้านบาท และตีเป็นเช็คล่วงหน้าอีก 40 ล้าน นายบัณฑิตตกลงมาทำสัญญายอมความที่ศาลในวันที่ 10 ก.ค. มีหลักฐานปรากฏตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และคำขอถอนคำร้องทุกข์ลงวันที่ 10 ก.ค. พร้อมหลักฐานการจ่ายเงิน ปรากฏว่า น.ท.ปริญญากลับมาขอเงิน 25 ล้านบาท ตนตอบไปว่า น.ท.ปริญญาไปทำเสียหายจนตนต้องจ่ายเงินเกินกว่าที่ควรแล้วยังจะมาขอเงิน 25 ล้านอีกหรือ น.ท.ปริญญาเพียงตอบสั้นๆ ว่า อยากมีเรื่องกับ... (หมายถึงสามพี่น้อง) หรือ ตนกลัวจะไม่ปลอดภัยเลยต้องให้เงิน 25 ล้านไป นัดให้มารับเงินสดที่สำนักงานใหญ่บริษัทช่วงสิ้นเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา

นักธุรกิจคนดังขอความเป็นธรรมด้วยว่าต่อมาพนักงานสอบสวน สน.วัดพระยาไกรติดต่อทนายความประสานตนไปให้ปากคำเมื่อวันที่ 29 พ.ย. ที่ผ่านมา มีบันทึกข้อความการให้ปากคำไว้เป็นหลักฐาน แต่ยังไม่สมบูรณ์เนื่องจากในตอนท้ายพนักงานสอบสวน ถามผมว่า รู้จัก “เจี๊ยบ” หรือไม่ ตนเห็นว่าทั้งทนาย และพนักงานสอบสวนที่ร่วมสอบสวนอยู่ด้วยเป็นเพื่อน น.ท.ปริญญา จึงรู้สึกไม่กล้าพูดอะไรมาก แต่ยืนยันว่าจะกลับมาให้การเพิ่มวันรุ่งขึ้นพร้อมจะนำหลักฐานต่างๆไปส่ง กลับได้รับการบ่ายเบี่ยง และ แจ้งกับตนว่า รู้แล้วว่าเจี๊ยบคือใคร ไม่ต้องมา ตนเห็นเป็นพิรุธ ประกอบกับมีการประโคมข่าวเรื่องลดหนี้ (ทั้งๆที่ทางตำรวจก็มีเอกสารสำเนาการยอมความที่ศาลข้างต้นทั้งสองชุดเป็นหลักฐาน) ตนเกรงว่าคงไม่ได้ประกันตัวและถูกปิดปากในเรือนจำจึงจำเป็นต้องหลบหนีออกนอกประเทศมาตั้งหลัก ก่อนทำหนังสือฉบับนี้เพื่อแถลงข้อเท็จจริงให้สื่อมวลชนได้รับทราบในสิ่งที่เกิดขึ้น

ด้าน พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร.รรท.ผบช.ก.ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายนพพร ศุภพิพัฒน์ นักธุรกิจหมื่นล้านทำหนังสือชี้แจงสื่อมวลชนออกมาเผยแพร่ว่า ตำรวจไม่ได้ดำเนินการใดๆเพิ่มเติม เนื่องจากเป็นเพียงการอ้างลอยๆเท่านั้น ใครก็พูดได้ และหากคิดว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรมจากตำรวจควรนำหลักฐานมาต่อสู้กันตามกระบวนการทางกฎหมาย ที่มีการระบุตำรวจ สน.วัดพระยาไกร บิดเบือนหลักฐานก็เป็นการอ้างขึ้นมาลอยๆเช่นกัน พิสูจน์ไม่ได้ว่ามีการบิดเบือนสำนวนจริงหรือไม่ คดีที่เกิดขึ้นนายตำรวจระดับผู้บัญชาการลงมาควบคุมด้วยตัวเอง ไม่น่าจะมีการบิดเบือนเกิดขึ้นได้

พล.ต.ท.ประวุฒิเผยอีกว่า นายนพพรถูกกล่าวหาคดีฉ้อโกงบริษัท มีการชำระมูลหนี้จริงและผู้เสียหายสองคนยอมความ แต่เหลือคู่กรณีอีกคนที่ไม่ยอม มีการเรียกเก็บเงิน 100 ล้านบาท ทั้งที่มีหนี้สิน 17 ล้านบาท โดยบอกเป็นค่าทำขวัญ เป็นเรื่องหนี้ที่ไม่มีมูลหนี้จริง เป็นคดีแพ่งจึงมีการติดต่อหาคนมาทวงหนี้แบบพิเศษ เป็นเรื่องที่ผิดปกติ ในเมื่อคู่กรณีไม่ยอมถอนฟ้องจะต้องฟ้องแพ่ง คดีฉ้อโกงสู้คดีได้ เพราะตามที่ให้ข้อมูลว่าไม่มีมูลหนี้จริง แต่น่าแปลกใจที่นายนพพรไม่เลือกใช้การต่อสู้ตามกฎหมาย แต่ติดต่อ น.ท.ปริญญา รักวาทิน ผู้ต้องหาอีกคนเข้ามาเป็นผู้เจรจาแบบพิเศษ เพื่อขอเจรจาลดหนี้ที่ค้างจนมีการอุ้มเป็นคดีอาญา ทำไมไม่เคลียร์คดีอาญาก่อนคดีแพ่งเป็นสิ่งผิดปกติ ไม่สมเหตุสมผล เป็นผู้บริสุทธิ์ต้องมาสู้คดี คดีฉ้อโกงที่ไม่มีมูลหนี้จริง ไม่ใช่คดีที่ต้องจ้างคนมาติดต่อลดหนี้ แบบพิเศษ เท่าที่อ่านข้อมูลนายนพพรเขียนไว้มีเหตุผล อ้างได้ทั้งหมด แต่ขอให้เข้ามามอบตัวต่อสู้คดี พนักงาน สอบสวนพร้อมให้ความเป็นธรรม

พ.ต.อ.เกียรติณรงค์ เฉลิมสุข ผกก.สน.วัดพระยาไกร กล่าวว่า ขอยืนยันเรื่องที่นายนพพรอ้างพาดพิงพนักงานสอบสวนไม่เป็นความจริง พนักงานสอบสวนเคยเชิญขอความร่วมมือเข้าให้ข้อมูล 1 ครั้ง แต่ขณะนั้นยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา โดยคดีที่เกิดขึ้นตำรวจจะดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมของ กฎหมาย ไม่มีการกลั่นแกล้ง การแจ้งข้อหาเป็นไปตามหลักฐาน จึงมีการออกหมายจับศาลทหาร หากผู้ต้องหาจะแสดงความบริสุทธิ์ใจ สามารถติดต่อขอเข้ามอบตัวกับตำรวจ รับรองว่าคดีจะเป็นไปตามความยุติธรรม

ส่วนการติดตามตัวนายนพพร ศุภพิพัฒน์ และ “เสี่ยโจ้” นายสหชัย เจียรเสริมสิน พ่อค้าน้ำมันเถื่อนที่มีกระแสข่าวหลบอยู่ในบ่อนกาสิโนปอยเปต ประเทศกัมพูชา มีรายงานว่า พ.ต.อ.ธีระชัย เด็ดขาด ผกก. ตม.จ.สระแก้ว สั่งการให้ พ.ต.ท.เบญจพล รอดสวาสดิ์ รองผกก.ตม.จ.สระแก้ว ประสานความร่วมมือกับ ร.อ.เตชทัต เฉลิมจิตต์ ผบ.ร้อย ทพ.1206 ฉก.กรม ทพ.12 ทภ.1 และ พ.ต.ท.จตุรภัทร สิงหัษฐิต สวป.สภ.คลองลึก จ.สระแก้ว ออกลาดตระเวนตามตะเข็บแนวชายแดน ตลาดโรงเกลือและใต้สะพานมิตรภาพไทย-กัมพูชา จุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว สกัดเส้นทางหลบหนีของทั้งคู่ หลังมีข่าวลือพบเห็นทั้ง 2 คนอยู่ในการดูแลของนายทหารใหญ่ของกัมพูชาที่สนิทสนมอดีตนักการเมืองและเจ้าของบ่อนปอยเปตในค่ายทหารแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญ

อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.เต็บ ยาดี รองหัวหน้า ตม.ปอยเปตของกัมพูชาแจ้งมายัง พ.ต.ท.เบญจพล รอดสวาสดิ์ รอง ผกก.ตม.จ.สระแก้ว แล้วว่า ข่าวลือดังกล่าวไม่เป็นความจริง เจ้าหน้าที่กัมพูชาหลายหน่วยงานร่วมกันตรวจสอบตามบ่อนกาสิโนต่างๆ ไม่พบว่า มีนายสหชัย หรือเสี่ยโจ้ ซุกซ่อน หรือหลบซ่อนตัวอยู่ในบ่อนตามกระแสข่าว ส่วนนายนพพร เศรษฐีหมื่นล้านอยู่ระหว่างตรวจสอบไปที่กรุงพนมเปญ ว่า เป็นความจริงหรือไม่ แต่คาดว่าทั้งหมดคงเป็นเพียงข่าวลือที่อาจปล่อยข่าวเพื่อหวังลวงให้เจ้าหน้าที่ไทยสับสน หากทางการกัมพูชาเจอตัวทั้งคู่จะรีบจับกุมส่งให้ทางการไทยทันที

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เสี่ยนพพรนพพร ศุภพิพัฒน์เสธ.เจี๊ยบอัครพงศ์ปรีชาประวุฒิ ถาวรศิริพงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ส่วยน้ำมันเถื่อนบัณฑิต โชติวิทยะกุลปริญญา รักวาทินเสี่ยโจ้สหชัย เจียรเสริมสินไทยรัฐออนไลน์

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้