ข่าว
100 year

เปิดโปงขบวนการน้ำมันเถื่อน EP.1 จากอดีตถึงปัจจุบัน ใครเอี่ยว!?

ไทยรัฐออนไลน์8 ธ.ค. 2557 05:30 น.
SHARE

การขนน้ำมันเถื่อน ถือเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นมานานแล้ว และปัจจุบันเรื่องแบบนี้ก็ยังคงทำกันอยู่คล้ายกับชีวิตประจำวัน เนื่องจาก "น้ำมัน" ถือเป็นสินค้าที่เป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการดำรงชีวิต ยิ่งโดยเฉพาะอาชีพประมง ต้องใช้น้ำมันขับเคลื่อนเรือออกหาปลา อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันในประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะประเทศมาเลเซีย มีขายในราคาถูกกว่าประเทศไทยมาก เมื่อมีส่วนต่างมาก จึงมีช่องกอบโกยรายได้

ดังนั้น เรื่องการค้าน้ำมันเถื่อน จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในอดีตเคยมีการนำเรื่องนี้เข้าถกเถียงกันอย่างดุเดือดในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว โดยเริ่มต้นเมื่อวันที่ 11 ม.ค.2538 ที่ประชุมคณะกรรมการพลังงานแห่งชาติ (สพช.) ได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาน้ำมันเถื่อน 3 ข้อ ประกอบด้วย

1. ให้ยกร่างแก้ไข พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2496 เพื่อขยายน่านน้ำจาก 12 ไมล์ทะเล เป็น 24 ไมล์ทะเล เพื่อให้มีการปราบปรามที่ดีขึ้น

2. ให้กรมสรรพสามิต ไปดำเนินการกับคลังน้ำมันทั่วประเทศ โดยให้ติดตั้งมิเตอร์แจ้งตัวเลขรับจ่ายน้ำมันจากคลังในแต่ละวัน เพื่อเชื่อมโยงระบบเข้าไปที่กรมสรรพสามิต ซึ่งจะง่ายต่อการตรวจสอบ

3. ให้กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการช่วยเหลือปราบปรามน้ำมันเถื่อน โดยการตรวจสอบคุณภาพของน้ำมัน

เจ้าหน้าที่จับกุมน้ำมันเถื่อน

ต่อมาได้มีการตั้งข้อสังเกตว่า จังหวัดตรัง เป็นแหล่งขนถ่ายน้ำมันเถื่อนที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ โดยมีฐานที่อำเภอกันตัง ป้อนไปยังเครือข่ายปั๊มน้ำมันบนฝั่งทะเลอันดามัน และฝั่งอ่าวไทย โดยมีการแบ่งเครือข่ายออกเป็น 2 ลักษณะ คือ ปั๊มลอย หรือ ปั๊มเถื่อนที่กระจายอยู่ในเขต จ.ระนอง ชุมพร มีมากกว่า 50 แห่ง ส่วนหนึ่งจะถูกป้อนเข้าสู่ภาคกลาง ภาคอีสาน โดยใช้ระบบขนถ่ายเป็นทอดๆ

ขณะนั้น ในวงการประมงและค้าปลีกน้ำมัน เรียกผู้ค้าน้ำมันเถื่อนรายใหญ่ ซึ่งมีอยู่ 5 ราย ว่า "5 เสือตรัง" ได้แก่

1. ก. เจ้าของกิจการ เจ้าของห้องเย็นฝั่งทะเลตะวันออก มีเรือประมงดัดแปลงขนน้ำมันเถื่อน
2. ช. เจ้าของแพปลา เจ้าพ่อขนน้ำมันเถื่อนรายใหญ่ มีเรือ 7 ลำ
3. ม. ใช้ระบบหุ้นส่วน เป็นเจ้าของแพปลาและปั๊มน้ำมัน มีเรือ 3 ลำ
4. ส. เจ้าของแพปลา และตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ มีเรือ 14 ลำ
5. น. เจ้าของแพปลา มีเรือขนถ่ายน้ำมัน 5 ลำ

โดยทั้ง 5 เสือตรัง ขนน้ำมันเถื่อนเฉลี่ยเดือนละ 5-10 ล้านลิตร

ในสมัยนั้น เรื่องนี้ได้เข้าสู่สภาฯ และมีการโจมตีกันอย่างหนัก โดยมีการกล่าวหาว่ามีการค้าน้ำมันเถื่อน เชื่อมโยงกับพรรคการเมือง เกี่ยวข้องกับนักการเมืองระดับชาติ ตัวอักษร ต และ พ จนกระทั่งในวันที่ 9 มี.ค.2538 นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (ขณะนั้น) ได้แถลงถึงปัญหาการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อนว่ามี 3 วิธี

1. เรือน้ำมันต่างประเทศลอยลำนอกน่านน้ำไทย และใช้เรือประมงดัดแปลงขนขึ้นฝั่ง
2. ขนโดยเรือน้ำมันปกติ แต่จ่ายภาษีน้อยกว่าที่แจ้งไว้
3. การขนน้ำมันที่เสียภาษีจากภาคใต้ขึ้นมาภาคกลาง ผ่านอ่าวไทย ระหว่างทางก็ลักลอบขนน้ำมันเถื่อนเพิ่มเติม ทำให้มีปริมาณมากกว่าที่แจ้งไว้

หลังมีการเปิดโปง จึงมีการตั้งหน่วยงานเพื่อปราบปราม โดยมี พล.ต.ต.เสรี เตมียาเวส (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นเสรีพิศุทธิ์) รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ขณะนั้น) เป็นหัวหน้าทีมปราบปราม จนพบ และได้ข้อสรุปว่า ขุมข่ายน้ำมันเถื่อนใน 14 จังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะตอนล่างแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่

กลุ่มแรก เป็นกลุ่มใหญ่สุด มีพี่น้องทำกันเป็นทีม มีผู้ทำหน้าที่ผู้จัดการ มีเรือใหญ่ เรือแม่ ขนน้ำมัน โดยมีพันธมิตรร่วมอีก 3 กลุ่ม

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง แถลงข่าวจับกุมสมัยเป็น รอง ผบ.ตร.

กลุ่มที่สอง มีเรือแม่ 2 ลำ และเรือซอย อีก 4 ลำ

กลุ่มที่สาม เป็นกลุ่มพันธมิตร ซึ่งเป็นกลุ่มเล็กๆ รวมกันมีเรือทั้งหมดประมาณ 50 ลำ

ต่อมาวันที่ 12 เม.ย.2538 พล.ต.ต.เสรี ได้กล่าวสรุปปัญหาว่า การค้าน้ำมันเถื่อนในภาคใต้ ซึ่งระบุตัวอักษร ต และ พ เป็นผู้ค้านั้น เป็นเรื่องที่มีมูลความจริง แต่ไม่สามารถดำเนินการอะไรได้เนื่องจากไม่มีหลักฐาน เป็นเพียงการบอกเล่าปากต่อปาก ไม่เห็นชัดๆ ว่ามีการลักลอบ

ดัดแปลงเรือเพื่อลักลอบขนน้ำมัน

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของการทำงานของชุดเฉพาะกิจ (ขณะนั้น) ได้ประสบปัญหาขาดงบประมาณเพื่อใช้จ่ายในส่วนของเบี้ยเลี้ยง จึงทำเรื่องของบประมาณไปยังกรมพลังงานและเทคโนโลยี กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จำนวน 40 ล้านบาท แต่ไม่ได้อนุมัติ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการเสียขวัญ และกำลังใจในการทำงาน เพราะต้องทำงานหนักกว่าเดิม 2 เท่า

กระทั่งในปัจจุบัน มีการเปิดโปงเครือข่ายน้ำมันเถื่อน โดยมีการเชื่อมโยงไปถึง พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการสอบสวนกลาง หลังจากถูกจับกุม ได้มีการตรวจสอบทรัพย์สินที่เจ้าหน้าที่อายัดไว้ได้ จากการตรวจสอบบัญชีลับ มีการตั้งข้อสงสัยเชื่อมโยงไปถึง "ส่วยน้ำมันเถื่อน" โดยมี "เสี่ยโจ้" หรือ นายสหชัย เจียรเสริมสิน เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งเรื่องนี้ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ยอมรับว่า เป็นเรื่องจริง

สำหรับเครือข่ายค้าน้ำมันเถื่อนในปัจจุบัน หน่วยงานด้านความมั่นคงที่เกาะติดเรื่องนี้ระบุว่า ขบวนการค้าน้ำมันเถื่อนยังมีอยู่ และเป็นเครือข่ายใหญ่เชื่อมโยงเกือบทั้งภาคใต้ เลยไปถึงประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีทั้งนักธุรกิจ นักการเมือง ผู้นำในพื้นที่ และบุคคลผู้ทรงอิทธิพลในประเทศเพื่อนบ้าน ประกอบด้วย

เจ้าหน้าที่จับกุมน้ำมันเถื่อน

1. นาย ส. เป็นเครือข่ายใหญ่ที่สุด เป็นตัวกลางออกหน้าเชื่อมโยงกับเครือข่ายอื่นๆ

2. นาย น. นักการเมืองท้องถิ่นของ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส 

3. นาย ม. จากบริษัท อ./ฟ. มีฐานอยู่ใน จ.ปัตตานี เคยถูกทหารและดีเอสไอเข้าตรวจค้นเมื่อหลายปีก่อน 

4. นาย ม. เจ้าของบริษัท อ ในอำเภอพื้นที่สีแดงของ จ.นราธิวาส
5. เครือข่ายนายมะ เชื่อมโยงกับยาเสพติด 

6. เครือข่ายนาย จ. เจ้าของกิจการเกี่ยวกับน้ำมัน มีเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ 

7. บริษัท ก. กับ บริษัท ต. ตั้งอยู่ในรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย

8. สหกรณ์ออมทรัพย์แห่งหนึ่งในพื้นที่ชายแดนใต้

สำหรับ บริษัท อ./ฟ. ที่มีฐานอยู่ใน จ.ปัตตานี มีความเกี่ยวโยงกับบริษัท ต. ที่ตั้งอยู่ในรัฐกลันตัน เพราะผู้บริหารบริษัทบางส่วนเป็นชุดเดียวกัน บางคนเป็นเครือญาติกัน โยงถึงครอบครัวของ "คนมีสี" ที่เคยดำรงตำแหน่งระดับสูงใน จ.ปัตตานี 

เนื่องจาก ราคาน้ำมันในประเทศมาเลเซีย มีราคาถูกกว่าบ้านเราเกือบสิบบาท จึงเป็นช่องทางทำมาหากิน แค่ส่วนต่างก็สามารถสร้างรายได้อย่างมหาศาลแล้ว ขณะเดียวกัน กว่าน้ำมันจากประเทศเพื่อนบ้าน จะเดินทางมาถึงผู้ใช้ได้ ต้อง เสียค่าผ่านทางหรือส่วยให้ใครบ้าง หรือให้มากน้อยแค่ไหนติดตามอ่านได้ในตอนต่อไป

(**ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจากสำนักข่าวอิศรา**)

อ่านเพิ่มเติม 

เปิดโปงขบวนการน้ำมันเถื่อน EP.2 สมบัติผลัดกันชม เงิน-ส่วยสะพัดหมื่นล้าน (ชมคลิป)

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ค้าน้ำมันเถื่อนเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์สกู๊ปออนไลน์ขบวนการค้าน้ำมันเถื่อนน้ำมันคลังน้ำมันลักลอบขนน้ำมันน้ำมันเถื่อน มาเลเซียข่าวน้ำมันเถื่อนไทยรัฐออนไลน์ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้