อธิการบดี มรภ.ศรีสะเกษ แถลงการณ์ฉบับที่2 สั่งพักราชการอาจารย์หื่นลวง นศ.เข้าโรงแรม ขออึ๊บแลกเกรด หลังสอบเบื้องต้นพบว่าผิดจริง ขั้นตอนต่อไป คือเอาผิดวินัยร้ายแรง ขณะที่เจ้าตัวล่องหน ยังไม่มาพบเพื่อแก้ข้อกล่าวหา ...   

จากกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองศรีสะเกษ บุกเข้าช่วยเหลือ น.ส.เอ (นามสมมติ) นักศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ที่ถูกอาจารย์ผู้ชายของมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษคนหนึ่ง ล่อลวงเข้าไปในรีสอร์ต เพื่อหวังมีเพศสัมพันธ์แลกเกรด ซึ่งทางอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 1 เผยถึงผลการสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการสอบสวนแล้ว ยืนยันว่า อาจารย์คนดังกล่าวผิดจริง

ต่อมา เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.57 ผศ.ดร.ประกาศิต อานุภาพแสนยากร อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ได้ออกแถลงการณ์มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ฉบับที่ 2 เรื่อง การสั่งพักราชการ กรณีพนักงานมหาวิทยาลัย กระทำละเมิดทางเพศแก่นักศึกษา ระบุถึงการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนในกรณีดังกล่าว โดยใช้ข้อบังคับมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ว่าด้วยเรื่องต่างๆ ทางคณะกรรมกรฯ ได้มีความเห็นให้สั่งพักราชการอาจารย์ที่ถูกกล่าวหา ตามคำสั่งมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ที่ 2064 / 2557ลงวันที่ 3 ธ.ค.2557 จนกว่าจะสอบสวน ดำเนินการแล้วเสร็จ

ผศ.ดร.ประกาศิต กล่าวด้วยว่า ขณะนี้คณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง ที่ตนแต่งตั้งขึ้น ได้เร่งดำเนินการสอบสวนพยานหลักฐานต่างๆ แต่ว่าไม่สามารถที่จะติดต่อกับอาจารย์ที่ถูกกล่าวหาได้ ซึ่งหากว่าไม่มาพบกับคณะกรรมการเพื่อแก้ข้อกล่าวหา ก็จะต้องเป็นเรื่องของคณะกรรมการสอบสวนที่จะต้องดำเนินการตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ว่าด้วยวินัยและการดำเนินการทางวินัยข้าราชการและพนักงานมหาวิทยาลัย พ.ศ.2552ต่อไป ซึ่งตนพร้อมที่จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ตามพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

ด้าน นายวราวิทย์ เนตรพระ นายกสโมสรอาจารย์และเจ้าหน้าที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ซึ่งร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไปช่วยเหลือ น.ส.เอ ออกมาจากรีสอร์ตได้อย่างหวุดหวิด กล่าวว่า การที่ทางคณะกรรมการฯได้สรุปผลการสอบข้อเท็จจริงว่า อาจารย์ผู้ชายคนนี้ ผิดจริงตามพยานหลักฐานนั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และขณะนี้ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง ซึ่งต้องถือว่า ทางมหาวิทยาลัยได้ดำเนินการตามระเบียบข้อบังคับอย่างเต็มที่ และตนเชื่อว่า การสอบสวนเอาผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงต้องเป็นไปตามพยานหลักฐาน คงไม่มีผู้ใหญ่คนใดกล้าที่จะเข้าไปให้การช่วยเหลืออาจารย์ผู้ถูกกล่าวหาให้พ้นความผิดอย่างแน่นอน เพราะว่าเหตุการณ์นี้ถือว่ากระทบต่อชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษเป็นอย่างมาก