ปีเก่าผ่านไปปีใหม่เข้ามาเยือนพี่น้องคนไทยต้องแสดงความขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้ทำหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้บ้านเมืองสงบร่มเย็นผ่านพ้นมรสุมการเมืองไปได้อีกปี

ต้องยอมรับถึงบทบาทผลงานที่โดดเด่นต่อเนื่องของ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ตั้งแต่สมัยที่เป็นเลขาธิการสำนักงาน ป.ป.ส. ที่เข้ามาปรับโครงสร้างการทำงานของ ป.ป.ส.จนได้รับการโหวตให้เป็นหน่วยงาน ที่มีผลงานในการป้องกันปราบปรามยาเสพติดมาเป็นลำดับแรกของผลงานรัฐบาลที่พี่น้องประชาชนยอมรับบทบาทผู้นำตำรวจที่เด็ดขาดช่วงชุมนุมกลุ่มองค์การพิทักษ์สยามที่เป็นไปตามกฎหมาย และหลักสากล

ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันขององค์กรตำรวจที่แตกแยกกันมานาน

ทั้งหมดเป็นความสำเร็จภายใต้การบริหารจัดการของ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว สมควรได้รับการยกย่องให้เป็นเจ้าของตำแหน่ง “สีกากีแห่งปี 2555”

เป็นอีกปีที่ พล.ต.อ.อดุลย์ ที่ได้รับการยอมรับให้เป็นที่สุดของข้าราชการตำรวจ หรือ “สีกากีแห่งปี”

ต้องถือว่าเป็น ผบ.ตร. ที่เป็นความภาคภูมิใจ เชื่อมั่น ศรัทธา และคาดหวังของตำรวจทั้งประเทศ

เป็นนายตำรวจในอุดมคติและวิธีการทำงานที่คนอื่นยากเลียนแบบ……

โดยเฉพาะความเป็นผู้นำ เด็ดขาด กล้าตัดสินใจ ไม่ทอดทิ้งผู้ใต้บังคับบัญชา กล้าคิด กล้าทำ กล้ารับผิดชอบ

พร้อมยืนเคียงข้างเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ที่ทุ่มเทเสียสละปฏิบัติหน้าที่เป็นนายที่พร้อมสนับสนุนตำรวจทุกระดับชั้น

ยังไม่รวมระบบการทำงานที่เป็นไปในรูปแบบของทหาร

สถานการณ์ชุมนุมของกลุ่ม “องค์การพิทักษ์สยาม” ที่นัดชุมนุมใหญ่หวังขับไล่รัฐบาล ในวันที่ 24 พ.ย. พล.ต.อ.อดุลย์ได้แสดงให้เห็นภาพที่ชัดเจนของผู้นำตำรวจ ยึดหลักกฎหมาย ใช้กำลังตามหลักสากลของ UN ทำให้ตำรวจเชื่อมั่นในการทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง

เป็นการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินที่เป็นไปด้วยความเข้าอกเข้าใจผู้ปฏิบัติ เห็นแก่ประโยชน์ประเทศเป็นที่ตั้ง

ไม่ปล่อยทอดทิ้งให้ผู้ปฏิบัติอยู่ในสภาพกดดันเหมือนอดีตที่ผ่านมา

เพราะบทเรียนที่เจ็บปวดในช่วงการชุมนุมของกลุ่มม็อบหลากสี “เหลือง–น้ำเงิน–แดง”

ตำรวจเป็น “เบี้ยล่าง” ผู้ชุมนุมทุกครั้ง ไม่มีครั้งไหนที่จะรอดพ้นจากคำว่า “จำเลยสังคม” เพราะความไม่ชัดเจนในเรื่องกฎหมายม็อบ เป็นช่องว่างทำให้ตำรวจไม่กล้าบังคับใช้กฎหมาย

เป็นสิ่งที่ พล.ต.อ.อดุลย์ ได้นำมาคิดทบทวนเพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติตามกฎหมาย

แสดงให้เห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์บ้านเมืองอย่างเป็นธรรม และเท่าเทียมทุกชนชั้น

และผลงานปราบปรามยาเสพติดในหน้าที่เลขาธิการสำนักงาน ป.ป.ส.พล.ต.อ.อดุลย์ได้วางระบบทำให้หน่วยที่เคยถูกมองข้ามกลายเป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพของรัฐบาลในนโยบายป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

จนทำให้รัฐบาลได้รับเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้นกับนโยบายป้องกันปราบปรามยาเสพติด

ก่อนได้รับความไว้วางใจจาก ก.ต.ช. ทุกคนโหวตสนับสนุนให้เข้ามาดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.

เพราะรัฐบาลคาดหวังจะได้เห็นการพัฒนาองค์กรตำรวจอย่างเป็นระบบเพื่อรองรับประชาคมอาเซียน

ประสบการณ์ทำงานที่ครบถ้วนทั้งงานพื้นที่ แผนงาน พื้นที่พิเศษ ได้เปรียบเหนือกว่าตำรวจคนอื่น

หากย้อนประวัติ พล.ต.อ.อดุลย์ ที่เป็นนายตำรวจนักคิด นักฟัง นักวางแผน วิสัยทัศน์กว้างไกล ยึดระบบทำงานแบบทหาร ที่มีแบบแผนที่ชัดเจน และตั้งใจทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของชาติบ้านเมืองเป็นหลัก

ยอมเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ตลอดชีวิตรับราชการ พล.ต.อ.อดุลย์ สมัครใจที่จะลงไปทำงานในพื้นที่ทุรกันดาร เสี่ยงภัย ทั้งที่สามารถเลือกลงในพื้นที่ใดๆก็ได้

พื้นที่ อ.นาแก จ.นครพนม เป็นเป้าหมายในการทำงานของ พล.ต.อ.อดุลย์ ทั้งที่ในช่วงปี 2520 เป็น “พื้นที่สีแดง” มีสถานการณ์ก่อการร้ายรุนแรง มีการเคลื่อนไหวของกลุ่ม ผกค.ในพื้นที่ทั้งหมด

พล.ต.อ.อดุลย์ ได้เป็นหัวหน้าชุดตำรวจเข้าปราบปราม ผกค. และมีผลการปะทะกว่า 42 ครั้ง จนได้รับเหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้น 2 ประเภท 1 ตำรวจเพียงไม่กี่คนที่ได้รับเครื่องราชฯที่เป็นรางวัลเกียรติยศอันสูงสุดของชีวิตราชการ

สมัยที่เป็น ผบก.แผนงาน ได้ถูกเรียกตัวด่วนจาก พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ผบ.ตร.สมัยนั้น ให้เข้ามาแก้ไข “ส่วยจราจร” ในตำแหน่ง ผบก.จร.เพื่อช่วยกอบกู้ภาพลักษณ์ของตำรวจของ บก.จร.จนเป็นที่ยอมรับ

จนกลายเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของ บก.จร. จนถึงปัจจุบัน

สมัยที่เป็น รอง ผบช.น.ได้ทำหน้าที่ผู้อำนวยการรักษาความปลอดภัยและการจราจรในการประชุมผู้นำเอเปค 2003 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ซึ่งได้รับคำชมเชยในผลการปฏิบัติงานในระดับนานาชาติ และได้รับโล่เกียรติคุณ จากนายกรัฐมนตรีในฐานะองค์กรที่มีผลงานดีเด่นในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ประจำปี 2547 เนื่องจาก บช.น.มีผลจับกุมมากที่สุดของ ตร.

ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรณีเร่งด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ถึง 2 ครั้ง รวมระยะเวลา 3 ปี ในช่วงที่มีสถานการณ์รุนแรงอย่างมาก

เป็นนายตำรวจคนเดียวที่อยู่ติดพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตั้งแต่ ผบช.ยันรอง ผบ.ตร.

เป็นคนที่มีส่วนผลักดันให้มีการจัดตั้ง ศปก.

ตร.สน.จ.ยะลา และบช.ศชต.จนทำให้เจ้าหน้าที่เข้มแข็ง

รวมทั้งรับผิดชอบการชุมนุมประท้วงในพื้นที่ กทม.และเมืองพัทยา

ซึ่งเป็น “สถานการณ์พิเศษ” ที่จำเป็นต้องอาศัยความเด็ดขาด เด็ดเดี่ยวเข้ามาบริหารสถานการณ์ และสร้างความเชื่อมั่นให้ตำรวจผู้ปฏิบัติ

แม้บางสถานการณ์จะต้องตกอยู่ในสภาพที่ถูกกดดันจากฝ่ายการเมือง ผู้มีอำนาจ ที่ไม่สนองนโยบาย แต่ไม่ได้เห็นความท้อถอย เสียกำลังใจ ยังคงก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไปอย่างไม่มีย่อท้อ

จนมาถึงเหตุการณ์สำคัญที่ยังติดเป็นภาพประทับใจของคนไทยทั้งประเทศคือ การวางแผนรับการชุมนุมใหญ่ของ “กลุ่มพิทักษ์สยาม” เป้าหมายโค่นล้มรัฐบาล

ที่เกือบจะทำให้เป็นจุดเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของประเทศไทยอีกครั้ง

พล.ต.อ.อดุลย์ไม่ได้หวาดหวั่นกับภารกิจ ผอ.ศอ.รส. ที่ต้องรับผิดชอบสถานการณ์ความมั่นคงของประเทศ

ยังคงแน่วแน่กับแนวทางกฎหมายบ้านเมือง ปฏิบัติทุกขั้นตอนตามแบบสากล ทำให้ผู้ชุมนุมยุติการชุมนุม

เป็นอีกครั้งของนายตำรวจที่ได้มีส่วนกับการประคับประคองประเทศให้รอดพ้นจากภัยพิบัติ

ด้วยแนวคิดที่ยึดมั่นสถาบันในชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และอุทิศตนเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ

ยอมเป็นผู้ที่ “ปิดทองหลังพระ” อยู่เบื้องหลังภารกิจสำคัญมาโดยตลอด

แต่สิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ประจำตัว พล.ต.อ.อดุลย์ คือ เป็นนายตำรวจที่ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่ลูกน้อง ไม่ทอดทิ้งผู้ใต้บังคับบัญชา เป็นผู้นำในทุกสถานการณ์ จนได้รับการยอมรับในเรื่องความเป็นผู้นำที่เด็ดขาด

จนทำให้ได้รับการยอมรับจากฝ่ายการเมือง ตำรวจ ทหาร และพี่น้องประชาชน

เกียรติประวัติรับราชการได้รับรางวัล “คนไทยตัวอย่าง ประจำปี 2527” จาก มูลนิธิธารน้ำใจ ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นสูงสุดของตำรวจมาเลเซีย จากสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งสหพันธรัฐมาเลเซีย

ได้รับการคัดเลือกให้เป็น “พลเมืองคนกล้า” ของสถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์ ประจำปี 2552 ได้รับเลือกให้เป็น สุดยอด CEO ของภาคราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐประจำปี 2554 อันดับ 3 เพราะเป็นสุดยอดของผู้นำหัวใจแกร่ง กล้าหาญ เสี่ยงชีวิต เป็นตำรวจในอุดมคติตัวจริง ไม่สร้างภาพ เป็นความหวัง ลดปัญหายาเสพติดในสังคมไทยจากการสำรวจของสำนักวิจัยเอแบคโพล โดยสำรวจจากกลุ่มธุรกิจ SME ทั่วประเทศ

ทั้งหมดล้วนเป็นประสบการณ์ทำงานที่ไม่เหมือนใครของผู้นำตำรวจ

ด้วยเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ของ พล.ต.อ.อดุลย์ ที่ว่า “เทิดทูน และจงรักภักดี เป็นตำรวจมืออาชีพ ประชาชนเป็นศูนย์กลาง หัวใจอยู่ที่สถานีตำรวจ สร้างขวัญกำลังใจ ผู้บังคับบัญชาต้องพร้อมรับผิดชอบ ต่อความสำเร็จ ความล้มเหลว และอยู่เคียงข้างผู้ใต้บังคับบัญชา”

เป็นแบบอย่างที่ดีตลอดไปของเหล่าข้าราชการตำรวจทุกระดับชั้น.....

...

ทีมข่าวอาชญากรรม



พล.ต.อ.ดร.พงศพัศ พงษ์เจริญ กระบี่มือ “ทอง” ไม่รองใคร

หลังเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือเลขาธิการ ป.ป.ส. เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2555 ที่ผ่านมา พล.ต.อ.ดร.พงศพัศ พงษ์เจริญ ไม่เคยทิ้งภาพความเป็นตำรวจของประชาชน และมุ่งมั่นเดินหน้าแก้ไขปัญหาต่างๆอันเป็นความทุกข์ร้อนและทุกข์ใจของประชาชนให้หมดสิ้นไป


ด้วยเหตุที่ว่านี้นอกจากเรื่องของการดำเนินการปราบปรามและยึดทรัพย์แบบถอนรากถอนโคนกับขบวน การค้ายาเสพติดรายใหญ่แล้ว การลงไปดูแลแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนกลุ่มเสี่ยงในชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ จึงเป็นอีกความตั้งใจอันแน่วแน่ของนายตำรวจคนนี้

โดยเฉพาะการคืนหัวใจให้พ่อแม่และคืนลูกหลานสู่อ้อมกอด

อันเป็นเจตนารมณ์สำคัญของการดำเนินการตามโครงการ “ชุมชนอุ่นใจได้ลูกหลานกลับคืน” โดย นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นผู้เปิด “บ้านอุ่นใจ” ด้วยตนเอง เพื่อเป็นศูนย์ประสานงานตลอด 24 ชั่วโมง ในการบูรณาการบุคลากรจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันเฝ้าระวังปัญหายาเสพติด ป้องกันแก้ไขปัญหาอาชญากรรมและสืบค้นผู้เสพไปบำบัดฟื้นฟูอย่างจริงจัง เพื่อให้ทุกคนได้อุ่นใจ ชุมชนปลอดภัย และได้ลูกหลานกลับคืน

ในการดำเนินการ พล.ต.อ.ดร.พงศพัศได้แสวงหาความร่วมมือจากภาคประชาชนอย่างกว้างขวาง โดยใช้แนวทางการประชาสัมพันธ์เชิงรุก ที่เป็นจุดแข็งของนายตำรวจท่านนี้

การรณรงค์ขอความร่วมมือเพื่อแจ้งเบาะแสผ่านโทรศัพท์สายด่วนยาเสพติดหมายเลข 1386 และสอบถามข้อมูลการบำบัดรักษาผ่านหมายเลข 1165 โดยผ่านสื่อต่างๆอย่างต่อเนื่อง

มีผลทำให้สำนักงาน ป.ป.ส.มีข้อมูลมากพอที่จะกำหนดเป้าหมายที่เป็นชุมชนเสี่ยง เพื่อเข้าดำเนินการ ปิดล้อม เอกซเรย์เชิงรุก 90 วัน ได้อย่างตรงจุด และปรากฏผลเป็นรูปธรรม

จากข้อมูลเบาะแสต่างๆ ที่ได้มา มีผลทำให้มีการขยายโครงการ “ชุมชนอุ่นใจได้ลูกหลานกลับคืน” จากชุมชนนำร่อง 12 แห่ง เป็น 878 ชุมชนทั่วประเทศ และอีก 50 ชุมชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

ตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา สำนักงาน ป.ป.ส. ภายใต้การบริหารจัดการของ พล.ต.อ.ดร.พงศพัศ ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องสามารถจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดรายใหญ่ได้ผู้ต้องหาราย สำคัญ มากถึง 11,172 ราย ของกลางยาบ้า 15 ล้านเม็ด เฮโรอีน 38 กิโลกรัม ไอซ์ 199 กิโลกรัม กัญชา 4,680 กิโลกรัม ยึดทรัพย์กลุ่มผู้ค้ายาเสพติดได้ 1,500 ล้านบาท นำเด็กและเยาวชนเข้าสู่
การบำบัดด้วยความสมัครใจกว่า 10,000 คน

วิสัยทัศน์และการบริหารจัดการแบบเข้าใจปัญหา เข้าถึงทุกพื้นที่ ตระหนักดีถึงความทุกข์ร้อนของประชาชน

จึงเป็นสไตล์การทำงานของนายตำรวจปริญญาเอกที่สามารถครองใจประชาชนมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน

เมื่อรับหน้าที่เลขาธิการ ป.ป.ส.โครงการ “ชุมชนอุ่นใจได้ลูกหลานกลับคืน” จึงถือกำเนิดขึ้น โดยเน้นในเรื่องความทุกข์ใจของพ่อแม่

ที่ต้องสูญเสียลูกไปจากปัญหายาเสพติดและไม่เคยคิดว่าจะได้สิ่งเหล่านี้กลับคืนมาอีก

แต่ด้วยความพยายามของนายตำรวจท่านนี้ เด็กและเยาวชนกลุ่มเสี่ยงทั่วประเทศมากกว่า 10,000 คน จึงได้รับโอกาสอันสำคัญในการบำบัดรักษาฟื้นฟู จนสามารถคืนหัวใจให้พ่อแม่ และคืนลูกหลานสู่อ้อมกอด ซึ่งเป็นจิตวิญญาณและความมุ่งมั่นของ พล.ต.อ.ดร.พงศพัศ พงษ์เจริญ กระบี่มือทองที่ไม่เป็นรองใครและสามารถครองใจประชาชนมาได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน

ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านมานานเท่าใดก็ตามที.

โอม อมฤต



“ธาริต เพ็งดิษฐ์” เจ้าพ่อดีเอสไอ อาวุธหลักรัฐบาล

ปี 2556 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ก้าวย่างเข้าสู่ปีที่ 11 หลังก่อกำเนิดองค์กร มีการพัฒนางานจนเจริญก้าวหน้าตามลำดับในด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม

ช่วงหลังดีเอสไอ ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำคดีที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมืองหลายคดี

โดยเฉพาะขวบปีที่เพิ่งผ่านไป ดีเอสไอภายใต้การคุมบังเหียนของ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ทำหน้าที่หัวหมู่ทะลวงฟันในการสะสางคดีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง ปี 2553 อย่างต่อเนื่องรวดเร็ว

จนนำมาสู่การแจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผลตามประมวลกฎหมายอาญากับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้นำสูงสุดของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง อดีต ผอ.ศอฉ.

ท่ามกลางอุณหภูมิทางการเมืองที่ร้อนแรงขึ้นส่งท้ายปี แน่นอนที่สุดห้วงเวลาที่การเมืองไทยที่ 2 ฝ่าย ยังแข่งขันกันอย่างดุเดือดเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมือง

จึงถือโอกาสปีใหม่เปิดใจ “ธาริต เพ็งดิษฐ์” บุคคลที่ถูกกล่าวขานมากที่สุดในรอบปีถึงบทบาทการทำงาน

“กรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นหน่วยบังคับใช้กฎหมาย หน้าที่ของเราคือป้องกันปราบปรามสืบสวนสอบสวนในคดียุ่งยากซับซ้อน ต้องใช้วิธีการสอบสวนเป็นพิเศษ ต้องความเสียหายใหญ่หลวงกับประเทศชาติ สังคม”

“ดีเอสไอจัดตั้งมาเป็นปีที่ 10 ตลอดเวลาที่ดีเอสไอทำงานมาถือว่ามีแรงเสียดทานสูงมาก เพราะว่าคดีที่เรารับผิดชอบส่วนใหญ่จะเข้าไปเกี่ยวพันกับผู้ใหญ่ในบ้านเมือง โดยเฉพาะฝ่ายการเมือง บ้านเมืองในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ฝ่ายการเมืองแบ่งเป็น 2 ซีก ไม่ฝ่ายรัฐบาลก็ฝ่ายค้านผลัดกันเป็น”

“แต่เป็นที่น่าเสียใจ ที่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงใน เม.ย.-พ.ค.2553 ระหว่างกลุ่ม นปช.กับรัฐบาล ซึ่งมีหน้าที่แก้ปัญหาม็อบในขณะนั้น ที่มีพรรคประชาธิปัตย์ เป็นแกนนำ มีการเสียชีวิตกันเกือบ 100 ศพ และบาดเจ็บประมาณ 2,000 คน เป็นเรื่องที่รุนแรงจริงๆ ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในบ้านเมือง”

“ความรุนแรงครั้งนี้เป็นที่ประจักษ์ ต่างฝ่ายต่างโทษกัน ต่างฝ่ายต่างล่วงล้ำเข้าไปทำในสิ่งที่ผิดกฎหมาย เรียกว่าทำผิดกันละบริบท ผิดด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย จะผิดมากผิดน้อยก็อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นทั้ง 2 ฝ่าย ถูกยกระดับเป็นคดีพิเศษ จึงเป็นหน้าที่ของดีเอสไอ ก็ทำงานด้วยความระมัดระวัง รู้ว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก”

“ดีเอสไอทำคดี 2 ด้าน ทั้งฮาร์ดคอร์ นปช. อีกด้านก็ ศอฉ.ที่ถูกกล่าวหาว่า อาจจะทำอะไรที่ผิดกฎหมาย ดีเอสไอได้ทำคดีคู่ขนานมาตั้ง 2ฝ่าย ตั้งแต่แรก เพียงแต่ฮาร์ดคอร์ นปช.ไม่ต้องรอการไต่สวนโดยศาล ทำได้เลยทันที ดูเหมือนทางฝ่าย นปช.จะถูกดีเอสไอ ดำเนินคดีด้วยความรวดเร็ว แต่ทาง ศอฉ.ดูช้า เพราะทางเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกกล่าวหาว่าทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมเสียชีวิตต้องมีการไต่สวนโดยศาล”

“กลุ่มฮาร์ดคอร์ มีการดำเนินคดีโดยอัยการฟ้องศาลถึง 62 คดี มีจำเลย 295 คน หลายคนถูกลงโทษรับโทษไปแล้ว บางคนอยู่ระหว่างสู้คดี ในขณะที่การไต่สวนเหตุการณ์ตาย ตามมาตรา 150 ป.วิอาญา ได้ดำเนินการในชั้นศาลมาตลอดกว่า 1 ปีเศษ ในที่สุดศาลก็เริ่มทยอยมีคำสั่งว่าการตายเกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นการปฏิบัติตามคำสั่ง ศอฉ.ก็ทยอยออกมาทีละเรื่อง”

“เมื่อผลออกมาเช่นนี้ ถือว่าเป็นที่ยุติในระดับหนึ่งแล้วโดยศาล ก็เป็นหน้าที่ของดีเอสไอต้องมาสอบสวนต่อยอด โดยเฉพาะคดีแรกการตายของนายพัน คำกอง มันไม่ใช่การตายโดยธรรมชาติ เป็นเรื่องมีคนทำให้ตายหรือคดีฆาตกรรม”

“เราไม่ได้ทำตามใบสั่งใคร ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมืองเลย เราทำตามข้อกฎหมายข้อเท็จจริง ผิดก็ผิด ถูกก็ถูก เรื่องใหญ่โตขนาดนี้ มันไม่มีใครแกล้งใคร หรือใครช่วยใครได้ เพราะถ้าทำเช่นนั้นจะต้องรับผิดอย่างรุนแรง”

“ส่วนเหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อเป็นเรื่องที่ต่อสู้กันในชั้นศาล ไม่ได้หยุดที่ดีเอสไอ หรืออัยการ ศาลจะทำความจริงให้ปรากฏว่า ความยุติธรรมที่ถูกต้องจะเป็นอย่างไร เราต้องยอมรับกระบวนการยุติธรรมโดยศาลสถิตยุติธรรม”

“พวกเราไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีกซ้ำรอยประวัติศาสตร์ เพราะไม่เป็นผลดีกับชาติบ้านเมือง ดีเอสไอ ไม่ใช่องค์กรของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นองค์กรของชาติบ้านเมือง”

“การจะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข จะไม่ขัดแย้งกันนำไปสู่ความรุนแรง วิธีดีที่สุดคือการเคารพกฎหมาย กฎหมายเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทำให้เคารพสิทธิซึ่งกันและกัน การเคารพกฎหมายให้มาก บ้านเมืองก็จะอยู่อย่างมีความสุข” นายธาริตกล่าวถึงความรู้สึกของภารกิจอันหนักหน่วงที่ตัวเองรับผิดชอบ.

...



ปริวรรต ผลาภรณ์