เปิดใจผู้ร่วมบริจาค “มูลนิธิองค์กรทำดี” ไม่ได้เกลียด แต่ยอมรับรู้สึกเหมือนอกหัก ผิดหวัง หมดศรัทธา “บุ๋ม ปนัดดา” มองเงินทำให้คนเปลี่ยนไป เสื้อมูลนิธิที่เคยซื้อใส่ด้วยความภาคภูมิใจ จากนี้ไปคงไม่กล้าใส่อีกแล้ว


ผู้ร่วมบริจาคเปิดใจสุดผิดหวัง หลังติดตามกระแสข่าวมูลนิธิดัง เผยเคยบริจาคเงินและซื้อเสื้อสนับสนุนกิจกรรมช่วยเหลือผู้ประสบภัยมาตลอด จากเสื้อที่เคยสวมใส่ด้วยความภาคภูมิใจ วันนี้กลับไม่กล้าใส่อีก เตรียมนำไปปูให้แมวนอน ยอมรับรู้สึกเหมือนอกหักจากคนที่เคยรักและศรัทธา


เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 8 พฤศจิกายน 2569 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สอบถามความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดขอนแก่น ภายหลังมีกระแสข่าวเกี่ยวกับคดีของ “บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” อดีตนางงามและประธานมูลนิธิองค์กรทำดี เพื่อสะท้อนความคิดเห็นและความรู้สึกของประชาชนที่เคยร่วมบริจาคเงินและสนับสนุนกิจกรรมของมูลนิธิมาอย่างต่อเนื่อง


นางริญภาอร อินทรพานิช ชาวจังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่เคยบริจาคเงินและซื้อเสื้อสนับสนุนมูลนิธิองค์กรทำดี ให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวว่า ยอมรับว่ารู้สึกอกหักอย่างมากเมื่อเห็นข่าวเกี่ยวกับบุ๋ม ปนัดดา ในสื่อสังคมออนไลน์ครั้งแรก ถึงขั้นไม่อยากติดตามข่าว และภาวนาขอให้เรื่องที่เกิดขึ้นไม่เป็นความจริง เพราะในช่วงแรกคิดว่าอาจเป็นการกลั่นแกล้งจากฝ่ายที่ไม่ชอบกัน


นางริญภาอร กล่าวว่า ช่วงแรกที่เห็นบุคคลชื่อออยศรีออกมาแถลงข่าว ตนเลือกที่จะเลื่อนผ่านและไม่เปิดดู เพราะขณะนั้นยังมีความรู้สึกในแง่ลบต่อบุคคลดังกล่าว โดยคิดไปในทำนองเดียวกับความคิดเห็นของชาวเน็ตบางส่วนที่มองว่าอาจต้องการสร้างกระแส แต่เมื่อมีข่าวออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงที่หนุ่ม กรรชัย ออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางเงิน จึงเริ่มรู้สึกเสียใจและผิดหวังอย่างหนัก เพราะที่ผ่านมาเป็นหนึ่งในผู้ที่ศรัทธาและร่วมสนับสนุนกิจกรรมของมูลนิธิอย่างจริงใจ


ที่ผ่านมา ตนชื่นชอบผู้หญิงเก่งและทำงานเพื่อสังคม โดยเฉพาะบุ๋ม ปนัดดา ซึ่งทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติในประเทศไทย มักเห็นภาพการลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนเป็นกลุ่มแรก ๆ และทำงานอย่างทุ่มเทในหลายพื้นที่ ทำให้เกิดความชื่นชมและศรัทธาอย่างมาก แม้ตัวเองจะไม่มีโอกาสลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยเหมือนบุ๋ม แต่ก็อยากเป็นส่วนเล็ก ๆ ในการสนับสนุน ด้วยการบริจาคเงินตามกำลังที่มี รวมถึงซื้อเสื้อของมูลนิธิองค์กรทำดีทุกครั้งที่มีการจัดกิจกรรมจำหน่ายเสื้อเพื่อระดมทุน


นางริญภาอร เล่าอีกว่า วันแรกที่ได้รับเสื้อของมูลนิธิองค์กรทำดี รู้สึกภูมิใจมาก เพราะมองว่าเป็นเสื้อที่แสดงถึงการมีส่วนร่วมช่วยเหลือสังคม ก่อนหน้านี้เวลาออกไปทำกิจกรรมหรือร่วมงานต่าง ๆ ก็มักเลือกสวมเสื้อตัวดังกล่าวด้วยความภาคภูมิใจ แต่หลังจากติดตามข่าวที่เกิดขึ้น ความรู้สึกกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง


“เมื่อก่อนเวลาไปงานจะชอบใส่เสื้อของมูลนิธิองค์กรทำดี เพราะเป็นเสื้อที่ใส่แล้วภาคภูมิใจ แต่หลังจากนี้คงไม่กล้าใส่แล้ว คงเอามาปูให้แมวนอน” นางริญภาอร กล่าว


เมื่อถามว่ายังคงรู้สึกเกลียดชังบุ๋ม ปนัดดา หรือไม่ นางริญภาอร กล่าวว่า ไม่ได้รู้สึกเกลียด แต่ยอมรับว่าผิดหวังและเสียใจ เพราะมองว่าบางครั้งเงินจำนวนมากอาจทำให้คนเปลี่ยนแปลงไปได้ จากเดิมที่เคยเป็นคนดีอาจเปลี่ยนไปเป็นอีกแบบหนึ่ง อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงความรู้สึกและความคิดเห็นส่วนตัวจากการติดตามข่าวที่เกิดขึ้น

นางริญภาอร ยังกล่าวว่า ปกติเป็นคนชอบทำบุญและบริจาคเงินให้มูลนิธิต่าง ๆ อยู่แล้ว รวมถึงเคยร่วมทำบุญกับวัดพระบาทน้ำพุของหลวงพ่ออลงกฎ ซึ่งภายหลังมีข่าวออกมาก็รู้สึกเสียใจเช่นกัน แต่ยอมรับว่าไม่เคยรู้สึกผิดหวังมากเท่ากับกรณีของบุ๋ม ปนัดดา เพราะครั้งนี้มีความรู้สึกผูกพันและศรัทธาเป็นพิเศษ


“กรณีคุณบุ๋มต้องใช้คำว่าศรัทธา เวลาเราอกหักกับใครสักคน เป็นเพราะเรารู้สึกรักและศรัทธาในตัวเขา แต่วันหนึ่งเรารู้ว่าคนที่เรารักและศรัทธามันไม่ใช่ ก็ยอมรับว่าอกหักอยู่หลายวัน” นางริญภาอร กล่าว


สำหรับการบริจาคเงินช่วยเหลือสังคมในอนาคต นางริญภาอร กล่าวว่า หลังจากนี้คงต้องใช้ความระมัดระวังและพิจารณาเป็นพิเศษมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคให้มูลนิธิหรือบุคคลใดก็ตาม เพราะเหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้ที่เคยให้ความไว้วางใจและศรัทธาอย่างมาก


อย่างไรก็ตาม ยังคงเชื่อมั่นในเรื่องการทำบุญและเจตนาดีของผู้บริจาค โดยเปรียบเทียบว่า หากเราตักบาตรกับพระปลอม บุญก็ยังตกอยู่กับผู้ให้ เพราะมีเจตนาทำความดี ส่วนผู้รับจะนำสิ่งที่ได้รับไปกระทำสิ่งใด ก็เป็นเรื่องของผู้รับที่จะต้องรับผลจากการกระทำนั้นเอง


นางริญภาอร กล่าวทิ้งท้ายว่า กรณีของบุ๋ม ปนัดดา ก็เช่นเดียวกัน ตนเชื่อว่าผู้ที่เคยบริจาคเงินให้มูลนิธิองค์กรทำดีทุกคนล้วนมีเจตนาที่ดีและต้องการช่วยเหลือผู้อื่น หากท้ายที่สุดพบว่ามีการนำเงินบริจาคไปใช้ผิดวัตถุประสงค์จริง ก็เป็นเรื่องที่ผู้กระทำต้องรับผลจากการกระทำนั้น แต่สำหรับผู้บริจาคยังเชื่อว่าบุญที่เกิดจากความตั้งใจดีจะยังคงอยู่กับผู้ให้เสมอ แม้ครั้งนี้จะรู้สึกผิดหวังและเสียศรัทธาอย่างมาก แต่ก็ไม่ได้ทำให้เลิกเชื่อในการทำความดีและการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์