สบส. จับมือกรมการปกครอง ดีเดย์ 1 ธ.ค.นี้ บังคับโรงพยาบาลเอกชนกว่า 400 แห่ง ใช้ระบบแจ้งเกิดอิเล็กทรอนิกส์ สกัดขบวนการ "พ่อทิพย์" รับจ้างสวมสิทธิสัญชาติไทยให้เด็กต่างชาติ
นพ.ภูวเดช สุระโคตร กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) เปิดเผยว่า ตามที่นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข มีข้อสั่งการให้ สบส. ตรวจสอบ และดำเนินการเอาผิดตามกฎหมายกับสถานพยาบาลเอกชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดทำเอกสารเท็จ เพื่อให้เด็กที่เกิดได้สัญชาติไทยโดยมิชอบ ถือเป็นภัยเงียบที่กระทบต่อทั้งเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศนั้น สบส.ได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมการปกครอง (ปค.) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ยกระดับกระบวนการตรวจสอบการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานให้เกิดความครอบคลุม โดย ปค.ได้จัดทำ “ระบบให้บริการหนังสือรับรองการเกิด” (https://exservices.bora.dopa.go.th) เพื่อให้สถานพยาบาลเอกชนทั่วประเทศที่มีกว่า 400 แห่ง ยื่นเอกสารรับรองการเกิด (ท.ร.1/1) ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์แทนการส่งเอกสารกระดาษไปที่สำนักทะเบียน และ สบส.จะเป็นผู้รับผิดชอบตรวจสอบและขึ้นทะเบียนให้แก่ผู้ได้รับมอบหมายในการยื่นเอกสาร ท.ร.1/1 จากสถานพยาบาลเอกชนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งกำหนดให้ใช้พร้อมกันทั่วประเทศวันที่ 1 ธ.ค.นี้
ด้าน ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดี สบส. กล่าวว่า การยื่น เอกสาร ท.ร.1/1 ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากจะช่วยยกระดับมาตรฐาน เพิ่มประสิทธิภาพการออกหนังสือรับรองการเกิดให้มีความถูกต้อง รวดเร็ว โปร่งใสแล้ว ยังลดความเสี่ยงในการปลอมแปลงเอกสาร โดยตรวจสอบย้อนหลังผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ด้วย อย่างไรก็ตาม เพื่อให้กระบวนการป้องปรามการสวมสิทธิเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ป้องปรามการสวมสิทธิ และขจัดขบวนการพ่อทิพย์ให้หมดไปจากประเทศ สบส.ขอเน้นย้ำ ให้บุคลากรของสถานพยาบาลเอกชนเฝ้าระวังหากพบความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของบิดา มารดา อาทิ มารดาต่างชาติไม่ทราบข้อมูลพื้นฐานของบิดา บิดาไม่ปรากฏตัว สถานที่ฝากครรภ์ไม่สอดคล้องกับที่พักอาศัยปัจจุบันโดยไม่มีเหตุผลอันควร หรือพยายามเปลี่ยนชื่อบิดาในเอกสารเวชระเบียนหลังบันทึกประวัติการเกิด จะต้องแจ้งผู้บริหารเพื่อทำการตรวจสอบทันที.
อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่