มูลนิธิไทยรัฐ จับมือ มูลนิธิการศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองไทย (Thai Civic Education Foundation) ปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรสื่อมวลชนศึกษา ยกระดับสู่ “หลักสูตรรอบรู้เรื่องสื่อ” สร้างนักเรียนที่เป็นผู้เสพสื่ออย่างมีวิจารณญาณ และเป็นผู้ผลิตสื่ออย่างสร้างสรรค์และมีความรับผิดชอบ เท่าทันโลกยุคดิจิทัล นำทีมอบรมโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ รองประธานมูลนิธิการศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองไทย และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาวิชา

ผู้เข้าร่วมอบรม: ผู้บริหาร คุณครูหัวหน้าฝ่ายวิชาการ หรือคุณครูแกนนำผู้สอนหลักสูตรสื่อมวลชนศึกษา จากโรงเรียนไทยรัฐวิทยาทั่วประเทศไทย 110 แห่ง

ดร.อนิรุตมิ์ กุลธีราธนะพงศ์, นายณัฏฐเมธร์ ดุลคนิต, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อรรถพล อนันตวรสกุล, ฐิติวรรณ ไสวแสนยากร, ปัณฑาทิพย์ มงคลศรี, นางสาวกนิษฐา มุ่งประสิทธิชัย, และนายปราศรัย เจตสันติ์ (เรียงจากซ้ายไปขวา)
ดร.อนิรุตมิ์ กุลธีราธนะพงศ์, นายณัฏฐเมธร์ ดุลคนิต, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อรรถพล อนันตวรสกุล, ฐิติวรรณ ไสวแสนยากร, ปัณฑาทิพย์ มงคลศรี, นางสาวกนิษฐา มุ่งประสิทธิชัย, และนายปราศรัย เจตสันติ์ (เรียงจากซ้ายไปขวา)

คณะทำงานมูลนิธิการศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองไทย (ผู้เชี่ยวชาญ)

1. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์ประจำสาขาการสอนสังคมศึกษา ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย – รองประธานกรรมการมูลนิธิการศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองไทย

2. นายณัฏฐเมธร์ ดุลคนิต ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 ช่วยราชการสำนักบริหารการมัธยมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ -- กรรมการมูลนิธิการศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองไทย

3. อาจารย์ ดร.อนิรุตมิ์ กุลธีราธนะพงศ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาสังคมศึกษา ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

4. นายปราศรัย เจตสันติ์ ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนราชวินิตบางแก้ว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ

5. นายพรพรรษ อัมพรพฤติ ตำแหน่ง คร วิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนวัดนวลนรดิษ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1

6. นางสาวกนิษฐา มุ่งประสิทธิชัย ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ โรงเรียนวัดนวลนรดิษ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1

‘คุณตุ้ย ฐิติวรรณ ไสวแสนยากร’ บรรณาธิการข่าวการศึกษา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และกรรมการมูลนิธิไทยรัฐ ได้กล่าวถึงความเป็นมาของการพัฒนาหลักสูตรสื่อมวลชนศึกษาของโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ซึ่งได้ทำข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่กำลังจะปรับชื่อหลักสูตรเป็น “รอบรู้เรื่องสื่อ” โดยกล่าวว่าหลักสูตรสื่อมวลชนศึกษา ถูกพัฒนามาแล้วกว่า 3 ครั้ง เริ่มตั้งแต่เด็กเอาหนังสือพิมพ์มาตัด มาขยำ มาระบายสี เพื่อให้มีความคุ้นเคยกับสื่อสิ่งพิมพ์ และเริ่มทำหนังสือพิมพ์เสมือนจริง จนถึงการเพิ่มการรู้เท่าทันสื่อสมัยใหม่ ผลสัมฤทธิ์ของหลักสูตรสื่อมวลชนศึกษา และได้รับการยกย่องจาก สพฐ. ว่าช่วยยกระดับทักษะการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียนของนักเรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม

คุณ ฐิติวรรณ ยังกล่าวว่า ปัจจุบันทุกคนเป็นสื่อได้ผ่านมือถือ แม้จะรับรู้เหตุการณ์ได้รวดเร็ว แต่ข้อมูลในโซเชียลมักนำเสนอเพียงด้านเดียวซึ่งอาจไม่ถูกต้องทั้งหมด และภัยคุกคามจาก Fake News และ AI เป็นความท้าทายขั้นกว่าในโลกยุคใหม่ที่ทุกคนต้องตระหนัก เพราะแม้เทคโนโลยีจะมีประโยชน์มหาศาล แต่ก็สร้างความเดือดร้อนและมีโทษที่รุนแรงได้หากไม่รู้เท่าทัน

“อยากฝากท่าน ผอ. ฝากคุณครูทุกท่านสอนให้ลูก ๆ สะกดคำว่า 'เอ๊ะ' นะคะ ฟังอะไร เห็นอะไร เอ๊ะ ก่อนดีมั้ยนะคะ ก่อนจะอ๋อแล้วเชื่อเลยนะคะ นี่ล่ะค่ะ ความรอบรู้เรื่องสื่อในยุคใหม่ที่สื่อโซเชียลเต็มไปหมด เอ๊ะก่อนอ๋อค่ะ เอ๊ะก่อนอ๋อ ก่อนทำตาม ก่อนเชื่อ แล้วเราจะปลอดภัยไปด้วยกันค่ะ”

‘คุณปัณฑาทิพย์ มงคลศรี’ ผู้อำนวยการฝ่าย มูลนิธิไทยรัฐ กล่าวขอบคุณผู้เข้าร่วมอบรม ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหาร ครูหัวหน้าวิชาการ และครูแกนนำสอนหลักสูตรสื่อมวลชนศึกษาของโรงเรียนไทยรัฐวิทยาทั่วประเทศ และได้แนะนำคณะผู้ทรงคุณวุฒิจากมูลนิธิการศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองไทย (Thai Civic Education Foundation) ซึ่งเป็นคณะพัฒนาหลักสูตรฯ และวิทยากรในการอบรมในครั้งนี้ “คุณครูหลายท่านได้มาร่วมโฟกัสกรุ๊ปตั้งแต่รอบแรกที่เราจัดไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เราต้องการสอบถามผู้สอนว่านำหลักสูตรสื่อมวลชนศึกษา ไปใช้จริงอย่างไรบ้าง และสำหรับการอบรมในครั้งนี้ ขอให้ทุกท่านแลกเปลี่ยนเต็มที่ในช่วง Workshop เพื่อให้ได้รับความรู้ความเข้าใจเพิ่มเติม ซึ่งเชื่อว่าท่านก็เชี่ยวชาญอยู่แล้ว แต่อาจจะได้มุมมองใหม่ในเรื่องของความรอบรู้เรื่องสื่อ เรื่องของการใช้สื่ออย่างปลอดภัยค่ะ”

‘อาจารย์ อรรถพล อนันตวรสกุล’ ผู้ช่วยศาสตราจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ รองประธานมูลนิธิการศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองไทย กล่าวถึงความสำคัญในการที่ผู้สอนจำเป็นต้องมีความรอบรู้เรื่องสื่อ เพื่อให้ท่วงทันกับพฤติกรรมการเสพและผลิตสื่อของเด็กและเยาวชนในปัจจุบัน และได้ให้ตัวอย่างผลกระทบที่สื่อหลากหลายประเภทมีต่อความคิดและการปฏิสัมพันธ์กันในระดับโลก

"สมัยก่อนเราเป็นแค่ผู้รับสาร รอข่าวภาคค่ำ แต่เด็กยุคนี้โตมากับการเข้าถึงสื่อตลอดเวลา ตื่นมาก็ไถฟีดแล้ว ช่องทางการรับสื่อของเขาต่างจากเรา เขาเล่นเกม อยู่ใน TikTok อยู่ใน Discord เขาไม่ได้รอครูเอาความรู้มาป้อนให้ ความรู้มันมีอยู่ทุกที่ แต่ปัญหาคือเขาแยกออกไหมว่าอันไหนคือ 'ข้อมูล' อันไหนคือ 'ความรู้' ที่เชื่อถือได้"

“เด็กประถม 2 ของ กทม. ตอนนี้ใช้ Canva ทำโปสเตอร์เป็นแล้ว ถ้าพูดถึงทักษะการใช้สื่อ เขาอาจจะเก่งกว่าเราด้วยซ้ำ แต่ความ 'เอ๊ะ' หรือวิจารณญาณ เขาอาจจะยังสู้ผู้ใหญ่ไม่ได้”

“เวลาอ่านข่าว มันคือการรู้จักโลกรอบตัว รู้จักเศรษฐศาสตร์ กฎหมาย การเมือง สังคม อย่างข่าวดราม่ากะเพรา ก็คุยเรื่องการผูกขาดการค้าได้ เพราะฉะนั้น การสอนเรื่องรู้เท่าทันสื่อ ไม่ใช่หน้าที่ของครูสังคมหรือครูภาษาไทยคนเดียว แต่คือเรื่องของครูทุกคน”

“ลูกศิษย์ของเราไม่ได้เป็นแค่เด็กท้องถิ่น แต่เขาเป็นเด็กของโลก (Global Citizen) เขารับรู้ข่าวสารทั่วโลกผ่านการแปลภาษาของ AI (เช่น ม็อบฝรั่งเศสใช้ธงการ์ตูนญี่ปุ่น) เราต้องเตรียมเด็กให้พร้อมรับมือและสื่อสารอย่างสันติ”

ภาพรวมโครงการหลักสูตรสื่อสารมวลชน 

ความเป็นมาและพัฒนาการของหลักสูตรสื่อสารมวลชนในโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากการปลูกฝังความรู้เท่าทันสื่อให้แก่นักเรียน โดยเริ่มจัดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เพื่อให้นักเรียนคุ้นเคยกับสื่อสิ่งพิมพ์และได้ทดลองทำหนังสือพิมพ์เสมือนจริง จากนั้นได้พัฒนาหลักสูตรมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันหลักสูตรครอบคลุมตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาตอนต้น และได้รับการยอมรับจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่าช่วยพัฒนาทักษะด้านการอ่าน การคิด การวิเคราะห์ และการเขียนของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทุกคนสามารถเป็นสื่อและเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างง่ายดายผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งอาจนำมาซึ่งผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาข่าวปลอม (Fake News) และอันตรายจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ถูกนำมาใช้หลอกลวงประชาชน ดังนั้น การสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่นักเรียนในการรับรู้และใช้สื่อจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ความท้าทายหลัก 3 ประการในโลกดิจิทัล 

  • ความเป็นส่วนตัว (Privacy) “เด็กยุคใหม่หวงความเป็นส่วนตัวมาก เขาถ่ายรูปลง IG แบบไม่เห็นหน้า หรือลง Story แค่ครู่เดียวก็ลบ ต่างจากผู้ใหญ่ (Gen X/Y) ที่มักเปิดเผยข้อมูลบนโซเชียล การสอนให้เขาปกป้องข้อมูลส่วนตัวจึงสำคัญมาก เพราะโลกไซเบอร์ไม่ได้ปลอดภัย (ยกตัวอย่างกลุ่มโมเดลลิ่งที่กลายเป็นกลุ่มคุกคามทางเพศ)”
  • ข่าวลวงและการใช้ AI (Fake News & Mis/Disinformation) “เวลาเกิดวิกฤต เช่น น้ำท่วม คนมักจะแชร์ข่าวด้วยความตกใจ ข่าวลวงหรือภาพที่สร้างจาก AI ทำให้คนตื่นตระหนก เราต้องยกระดับการ์ดให้สูงขึ้นในการอ่านข่าว ต้องชั่งใจและเช็คก่อนแชร์”
  • เวลาหน้าจอและสุขภาวะ (Screen Time & Digital Wellbeing) “เรากำลังถูกอุปกรณ์ไอทีทำให้เสพติดความสุขระยะสั้น (เช่น ดูซีรีส์แนวตั้งแบบไม่ต้องคิด) เด็กยุคนี้โตมากับจอ เขาไม่รู้ว่าโลกที่ไม่มีจอสงบแค่ไหน หน้าที่ของโรงเรียนคือต้องสร้างสมดุลระหว่าง 'Face to Face' (การเจอหน้าปฏิสัมพันธ์กัน) กับ 'Face to Tech' (การใช้เทคโนโลยี) ต้องสร้างวัฒนธรรมกติการ่วมกันในห้องเรียน”

โครงการปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตร “รอบรู้เรื่องสื่อ (Media Literacy)” จึงมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับหลักสูตรฐานสมรรถนะของ สพฐ. ที่จะนำมาใช้ในปี 2570 และเพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ ในยุคดิจิทัล โครงการนี้ดำเนินการร่วมกับมูลนิธิการศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองไทย (Thai Civic Education Foundation) ซึ่งมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาหลักสูตรการรู้เท่าทันสื่อ โดยแบ่งการทำงานออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่:

  • ระยะที่ 1: การวางกรอบหลักสูตรและพัฒนากิจกรรมตัวอย่าง
  • ระยะที่ 2: การนำร่องทดลองใช้ในโรงเรียน และการทวนหลักสูตรกับผู้ทรงคุณวุฒิด้านสื่อและการศึกษา
  • ระยะที่ 3: การขยายผลและอบรมครูทั่วประเทศ

กรอบสมรรถนะการรู้เท่าทันสื่อ 5 ด้าน ได้แก่

1. การจัดการตนเอง ความสามารถในการจัดการเวลาหน้าจอและการใช้สื่ออย่างมีสุขภาวะ

2. การเข้าถึง วิเคราะห์ และประเมินสื่อ ความสามารถในการรับรู้และเข้าใจข้อมูลข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ

3. การสร้างสรรค์สื่อ ความสามารถในการผลิตสื่ออย่างสร้างสรรค์และรับผิดชอบ

4. ความปลอดภัยและจริยธรรม การใช้สื่ออย่างปลอดภัย คุ้มครองความเป็นส่วนตัว และเคารพสิทธิของผู้อื่น

5. การมีส่วนร่วมทางสังคม การใช้สื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในสังคม

เพื่อให้ผู้เข้าร่วมการประชุมมีความเข้าใจและสามารถนำแนวคิดการรู้เท่าทันสื่อไปประยุกต์ใช้ได้จริง วิทยากรได้จัดกิจกรรมเชิงปฏิบัติการที่เน้นการมีส่วนร่วมและสะท้อนความคิดของครูผู้สอน ตัวอย่างกิจกรรม ได้แก่:

  • กิจกรรมสำรวจตนเอง เพื่อให้ครูสำรวจอคติ ค่านิยม และภูมิหลังของตนเองที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้และตีความสื่อ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาความเข้าใจเกี่ยวกับสื่ออย่างรอบด้าน
  • กิจกรรมวิเคราะห์ข่าว เพื่อให้ครูฝึกทักษะการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข่าวสาร การแยกแยะข่าวจริงและข่าวปลอม รวมถึงการวิเคราะห์ผลกระทบของสื่อที่มีต่อสังคม