หลายคนอาจสงสัยว่า แม้ E20 และ B20 จะมีพลังงานต่อลิตรน้อยกว่าเชื้อเพลิงบางชนิด แต่เมื่อราคาถูกกว่า จะช่วยประหยัดค่าเดินทางได้จริงหรือไม่? และการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพช่วยเศรษฐกิจไทยอย่างไร? มาทำความเข้าใจกันเถอะ

1. E20 และ B20 วิ่งได้ระยะทางต่อลิตรน้อยลงบ้าง แล้วประหยัดจริงไหม?

ต้องดูว่า “ขับระยะทางเท่ากัน จ่ายเงินเท่าไร” ราคาล่าสุดที่ประกาศให้มีผลวันที่ 28 ตุลาคม 2569

แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 42.04 บาท/ลิตร E20 ราคา 33.50 บาท/ลิตร — ถูกกว่า 8.54 บาท หรือประมาณ 20%

ดีเซล B7 ราคา 43.54 บาท/ลิตร B20 ราคา 33.50 บาท/ลิตร — ถูกกว่า 10.04 บาท หรือประมาณ 23%

แล้วเรื่องระยะทางต่อลิตรล่ะ?

เชื้อเพลิงชีวภาพมีพลังงานต่อลิตรต่ำกว่า จึงอาจต้องใช้น้ำมันเพิ่มเล็กน้อยเพื่อวิ่งระยะทางเท่าเดิม แต่ไม่ได้แปลว่าค่าเดินทางจะแพงขึ้นเสมอไป

E20 เทียบกับแก๊สโซฮอล์ 95 ซึ่งผสมเอทานอล 10%

ข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) ระบุว่าเอทานอลมีพลังงานต่อปริมาตรต่ำกว่าเบนซินประมาณ 33%

เมื่อนำมาคำนวณตามสัดส่วนผสม E20 จะมีพลังงานต่อลิตรต่ำกว่า E10 ประมาณ 3.4% ตัวเลขนี้เป็นการประมาณจากพลังงานของเชื้อเพลิง ไม่ใช่ผลทดสอบอัตราสิ้นเปลืองของรถทุกรุ่น

ลองคำนวณโดยเผื่อให้รถวิ่งได้ระยะทางต่อลิตรลดลง 4%:

ถ้าเดิมใช้แก๊สโซฮอล์ 95 วิ่งได้ 15 กม./ลิตร เมื่อใช้ E20 จะเหลือ 14.4 กม./ลิตร ขับระยะทาง 1,000 กิโลเมตร

  • แก๊สโซฮอล์ 95 จ่ายประมาณ 2,803 บาท และ• E20 จ่ายประมาณ 2,326 บาท

ประหยัดประมาณ 476 บาท หรือ 17% แม้ใช้จำนวนลิตรเพิ่มขึ้น

B20 เทียบกับ B7

กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ระบุว่า B20 มีพลังงานต่อปริมาตรต่ำกว่าดีเซลปิโตรเลียมประมาณ 1–2% และผู้ใช้จำนวนมากไม่พบความต่างด้านอัตราสิ้นเปลืองอย่างชัดเจน ข้อสำคัญคือ ตัวเลขนี้เทียบกับดีเซลที่ไม่ผสมไบโอดีเซล ไม่ใช่ B7 โดยตรง เพราะ B7 มีไบโอดีเซลผสมอยู่แล้ว

เพื่อเผื่อผลกระทบในการคำนวณ ลองสมมติให้ระยะทางต่อลิตรของ B20 ลดลงจาก B7 ถึง 2%:

ถ้าเดิม B7 วิ่งได้ 10 กม./ลิตร เมื่อใช้ B20 จะเหลือ 9.8 กม./ลิตร ขับระยะทาง 1,000 กิโลเมตร

  • B7 จ่ายประมาณ 4,354 บาท และ• B20 จ่ายประมาณ 3,418 บาท

ประหยัดประมาณ 936 บาท หรือ 21% ด้วยส่วนต่างราคาครั้งนี้ แม้เผื่อให้วิ่งได้ระยะทางต่อลิตรลดลงเล็กน้อย ค่าเชื้อเพลิงต่อกิโลเมตรในตัวอย่างก็ยังลดลงชัดเจน

นอกจากนี้ในส่วนของรถยนต์ดีเซล ทางสถาบันนวัตกรรม ปตท. ได้มีการทดสอบการใช้งานจริงภาคสนามเปรียบเทียบระหว่าง B7 และ B20 ทั้งในรถกระบะและรถบรรทุกในหลายโครงการพบว่าในบางครั้ง ระยะทางต่อลิตรของ B20 มากกว่า B7 หรือ B20 ประหยัดกว่า ดังนั้นค่าพลังงานต่อลิตรไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่มีผลต่ออัตราสิ้นเปลือง ยังมีอีกหลากหลายปัจจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพฤติกรรมการขับขี่มีผลอย่างมากต่ออัตราสิ้นเปลือง เช่นไฟเขียวออกตัวอย่างรวดเร็ว เว้นระยะห่างจากคันน้อยไปพอคันหน้าเบรกก็ต้องเบรกตามไม่มีระยะถอนคันเร่ง เร่งแซงอย่างรวดเร็วเป็นต้น นอกจากนี้การดูแลรักษาสภาพเครื่องยนต์ให้มีสภาพดีอยู่เสมอ ก็มีส่วนช่วยให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้นไม่ว่าจะใช้เชื้อเพลิงอะไร

ก่อนเติม ต้องตรวจสอบว่ารถรุ่นของเรารองรับ E20 หรือ B20 ตามที่ผู้ผลิตรับรอง และตรวจราคาหน้าสถานีอีกครั้งครับ

หมายเหตุ: ราคาขึ้นอยู่กับพื้นที่และสถานี ตัวอย่างอัตราสิ้นเปลืองเป็นสมมติฐานประกอบการคำนวณ ผลจริงขึ้นอยู่กับรถ น้ำหนักบรรทุก การจราจร และการขับขี่

2. ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ และสร้างรายได้ช่วยเหลือเกษตรกรไทย

การส่งเสริม B20 และ E20 คือกลไกสำคัญในการเปลี่ยน “รายจ่ายค่าพลังงานนำเข้า” ให้กลายเป็น “รายได้หมุนเวียนในประเทศ” :

  • ลดการพึ่งพาน้ำมันดิบนำเข้า: ประเทศไทยนำเข้าพลังงานในสัดส่วนที่สูง การแทนที่เนื้อน้ำมันปิโตรเลียมด้วยไบโอดีเซลและเอทานอลถึง 20% ในทุกๆ ลิตร ช่วยลดปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศ ลดการขาดดุลการค้า และป้องกันการไหลออกของเงินตราต่างประเทศ
  • เพิ่มปริมาณความต้องการผลผลิตและพยุงราคาสินค้าเกษตร:

- น้ำมัน B20 ใช้ไบโอดีเซล (B100) จากปาล์มน้ำมัน มากกว่าดีเซล B7 เกือบ 3 เท่าต่อลิตร

- น้ำมัน E20 ใช้เอทานอลจากอ้อยและมันสำปะหลัง มากกว่าแก๊สโซฮอล์ E10 (91/95) ถึง 2 เท่าต่อลิตร

- เมื่อความต้องการใช้ B20 และ E20 เพิ่มขึ้น จะช่วยเพิ่มปริมาณความต้องการผลผลิตปาล์มน้ำมัน อ้อย และมันสำปะหลังเข้าสู่อุตสาหกรรมพลังงานโดยตรง ช่วยรักษาเสถียรภาพราคาพืชผล และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่ครัวเรือนเกษตรกรไทยทั่วประเทศ