กระแสข่าวเรื่องการจดทะเบียนคุ้มครองกะเพราสร้างความกังวลให้ทั้งผู้บริโภคและพ่อค้าแม่ค้าอาหารตามสั่งไม่น้อย หลายฝ่ายตั้งคำถามว่าหลังจากนี้จะยังเด็ดกะเพราหลังบ้านมาผัดกินได้อยู่หรือไม่ หรือจำเป็นต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ผ่านเอกชนเท่านั้น
ล่าสุด บริษัท ซีพีแรม จำกัด ได้ออกมาชี้แจงประเด็นนี้อย่างชัดเจน โดยยืนยันว่าคนไทยทุกคนยังคงปลูก นำมารับประทาน และทำมาค้าขายได้ตามปกติ ไม่ได้มีการจำกัดสิทธิของประชาชนอย่างที่กังวลกันในโลกโซเชียล
หมดสิทธิปลูกกะเพราจริงหรือ? สรุปชัดซีพีแรมจดคุ้มครองอะไรบ้าง
กระแสข่าวเรื่องการจดทะเบียนกะเพราสร้างความเข้าใจผิดว่าอาจเกิดการผูกขาด แต่ในข้อเท็จจริง บริษัท ซีพีแรม จำกัด ยื่นขอคุ้มครองสิทธิเฉพาะพันธุ์ใหม่ 4 สายพันธุ์ ได้แก่ แก้วจุรี 01, 02, 03 และ 04 เท่านั้น
คุณวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการผู้จัดการ ยืนยันว่า ประเทศไทยยังมีกะเพราสายพันธุ์ดั้งเดิมอีกมากกว่า 300 สายพันธุ์ ซึ่งไม่ได้อยู่ภายใต้การคุ้มครองนี้ ประชาชนและเกษตรกรจึงยังสามารถปลูก เก็บกิน หรือนำไปค้าขายได้ตามปกติทุกประการ
ทำไมต้องพัฒนากะเพราพันธุ์ใหม่? สรุปประโยชน์ต่อคนกินและคนปลูก
เบื้องหลังการพัฒนากะเพราพันธุ์ใหม่ของซีพีแรมผ่านการศึกษาและวิจัยยาวนานกว่า 10 ปี โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการยกระดับคุณภาพทั้งในมุมการทำอาหารและการเพาะปลูก
สำหรับผู้บริโภค จะได้กะเพราที่มีกลิ่นและรสชาติชัดเจน ขนาดใบมีความเหมาะสม เมื่อนำไปผัดจะไม่หดหรือม้วนตัวจนเสียรูป ช่วยให้อาหารจานผัดกะเพราดูน่ารับประทาน
ส่วนฝั่งเกษตรกร ผลผลิตมีขนาดใบและน้ำหนักที่สม่ำเสมอ ช่วยเพิ่มปริมาณผลผลิตต่อแปลงอย่างคุ้มค่า และช่วยยืดรอบการเก็บเกี่ยวได้มากถึงประมาณ 20 ครั้งก่อนต้องรื้อแปลงปลูกใหม่ จากเดิมที่เก็บได้เพียง 8-9 ครั้งเท่านั้น
เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น เราสรุปข้อแตกต่างมาให้ดูกันตามตารางนี้
ประเด็นเปรียบเทียบ | กะเพรา 4 สายพันธุ์ใหม่ (แก้วจุรี) | กะเพราสายพันธุ์ดั้งเดิมทั่วไป |
วัตถุประสงค์หลัก | ใช้เป็นวัตถุดิบผลิตอาหารพร้อมรับประทานของซีพีแรม | ปลูกเพื่อบริโภคและจำหน่ายทั่วไป |
การจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ | ไม่มีการวางขายเมล็ดพันธุ์หรือต้นกล้าในตลาดทั่วไป | ซื้อขาย แลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ได้ตามปกติ |
สิทธิในการเพาะปลูก | ปลูกเฉพาะในเครือข่ายเกษตรกรที่ร่วมโครงการกับบริษัท | คนไทยทุกคนปลูกกินและขายได้อิสระ |
เกสรกะเพราปลิวข้ามแปลง เก็บเมล็ดปลูกต่อเสี่ยงโดนฟ้องหรือไม่
เกษตรกรหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า หากละอองเกสรจากแปลงกะเพราพันธุ์ใหม่ปลิวไปผสมกับกะเพราพื้นเมืองในพื้นที่ใกล้เคียง แล้วเก็บเมล็ดรุ่นนั้นไปปลูกต่อ จะสุ่มเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องละเมิดสิทธิหรือไม่
คุณวิเศษให้ข้อมูลในประเด็นนี้ว่า การผสมเกสรในลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นตามธรรมชาติและทำให้พืชกลายพันธุ์ การนำเมล็ดพันธุ์ที่กลายพันธุ์ไปปลูกต่อจึงไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิบัตรแต่อย่างใด สบายใจเรื่องข้อพิพาททางกฎหมายได้
สรุปเป้าหมายจดคุ้มครองกะเพรา ยืนยันคนไทยใช้พันธุ์เดิมได้ 100%
การจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์กะเพราในครั้งนี้ เป็นเพียงกลไกการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาจากงานวิจัยที่ร่วมพัฒนากับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อยกระดับวัตถุดิบอาหารไทยให้แข่งขันได้ในเวทีโลก
ดังนั้น ประชาชนทั่วไปสามารถมั่นใจได้ว่า การจดทะเบียนดังกล่าวจะไม่กระทบต่อวิถีชีวิตดั้งเดิม คนไทยยังคงมีอิสระในการปลูก ซื้อ ขาย และนำกะเพราพันธุ์พื้นเมืองมาทำอาหารได้ตามปกติ 100%


