“น้องคูณ” หนูน้อยวัย 2 ขวบ 3 เดือน ป่วยลมชักก่อนเสียชีวิต พ่อแม่ตัดสินใจบริจาคไต 2 ข้างและลิ้นหัวใจ 4 ลิ้น ส่งต่อสภากาชาดไทย เปลี่ยนความสูญเสียเป็นความหวังให้ผู้ป่วยที่รอรับอวัยวะ
วันที่ 20 ต.ค. 2569 ที่แผนกนิติเวช โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก นพ.รักษ์พงศ์ เวียงเจริญ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล พร้อมคณะแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ ร่วมพิธีรดน้ำศพ ด.ญ.สุพัตรา แซ่เฮ้ง หรือ “น้องคูณ” อายุ 2 ขวบ 3 เดือน เพื่อส่งดวงวิญญาณเป็นครั้งสุดท้าย ท่ามกลางบรรยากาศโศกเศร้าของครอบครัว โดยมี น.ส.กนกรดา ผาด่าน อายุ 29 ปี และนายชโรธร แซ่เฮ้ง อายุ 39 ปี พ่อแม่ของน้องคูณ พร้อมพี่ชายวัย 9 ขวบ ปู่ ย่า ตา ยาย และญาติพี่น้องร่วมพิธี ทั้งนี้ โรงพยาบาลได้มอบประกาศเกียรติคุณแก่ครอบครัว เพื่อยกย่องการบริจาคอวัยวะอันเป็นกุศลครั้งสำคัญ
นพ.รักษ์พงศ์ เปิดเผยว่า น้องคูณเสียชีวิตจากภาวะชักและสมองไม่ทำงาน โดยครอบครัวมีจิตศรัทธาบริจาคอวัยวะ ได้แก่ ไต 2 ข้าง และลิ้นหัวใจ 4 ลิ้น ส่งเข้าสู่ระบบจัดสรรอวัยวะของสภากาชาดไทย เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่รอรับการปลูกถ่าย เบื้องต้นไตทั้ง 2 ข้างมีศักยภาพช่วยผู้ป่วยได้ 2 ราย ส่วนลิ้นหัวใจจะนำไปใช้ได้กับผู้ป่วยจำนวนเท่าใด ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและความเหมาะสมของอวัยวะ โดยคณะแพทย์ต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด
ผู้อำนวยการโรงพยาบาล กล่าวต่อว่า กรณีของน้องคูณเป็นกรณีผู้บริจาคอวัยวะที่มีอายุน้อยที่สุดในประเทศไทยตามข้อมูลที่ได้รับ โดยการบริจาคอวัยวะต้องผ่านการประเมินจากแพทย์หลายสาขา ทั้งสภาพร่างกาย ความเหมาะสมของอวัยวะ และการให้ข้อมูลแก่ญาติก่อนขอความยินยอม ขณะที่โรงพยาบาลพุทธชินราชได้พัฒนาศักยภาพด้านการปลูกถ่ายอวัยวะอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปลูกถ่ายไตที่ดำเนินการมาแล้วประมาณ 1 ปี รวมถึงการปลูกถ่ายกระจกตา และมีแผนพัฒนาการปลูกถ่ายตับและไขกระดูกในอนาคต พร้อมเชิญชวนประชาชนที่สนใจบริจาคอวัยวะติดต่อโรงพยาบาลเพื่อขอข้อมูลและคำแนะนำ
ด้าน น.ส.กนกรดา แม่ของน้องคูณ เปิดเผยด้วยความโศกเศร้าว่า ลูกสาวป่วยเป็นโรคลมชักตั้งแต่อายุ 5 เดือน มีอาการชักเป็นระยะ กระทั่งวันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา เกิดอาการชักรุนแรงร่วมกับไข้สูง จนเข้าสู่ภาวะโคม่าที่โรงพยาบาลเดิม ก่อนถูกส่งตัวมารักษาต่อที่โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก เมื่อทีมแพทย์ประเมินว่าน้องอยู่ในภาวะสมองตาย ตนจึงคิดอยากให้ลูกได้ทำบุญครั้งใหญ่ ด้วยการบริจาคอวัยวะช่วยชีวิตผู้อื่น โดยปรึกษาปู่ ย่า ตา ยาย และญาติพี่น้อง ซึ่งทุกคนเห็นพ้องและสนับสนุนการตัดสินใจครั้งนี้
คุณแม่น้องคูณ กล่าวทั้งน้ำตาว่า แม้ครอบครัวจะต้องสูญเสียลูกสาวอันเป็นที่รัก แต่หากอวัยวะของลูกสามารถช่วยให้ผู้ป่วยคนอื่นมีชีวิตต่อไปได้ ก็ถือเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง พร้อมหวังว่าบุญกุศลครั้งนี้จะส่งผลให้น้องคูณไปสู่ภพภูมิที่ดี และหากได้เกิดใหม่ ขอให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่ต้องมีโรคติดตัวมาตั้งแต่วัยเด็กเหมือนชาตินี้
แม้ชีวิตของ “น้องคูณ” จะสั้นเพียง 2 ขวบ 3 เดือน แต่การตัดสินใจของครอบครัวได้เปลี่ยนความสูญเสียให้เป็นความหวัง ส่งต่อโอกาสให้ผู้ป่วยที่กำลังรอคอยการปลูกถ่ายอวัยวะ เป็นเรื่องราวแห่งการให้ที่สะเทือนใจและสะท้อนถึงพลังแห่งความรักอันยิ่งใหญ่ของพ่อแม่ ที่แม้ต้องสูญเสียลูกไป แต่ยังเลือกมอบโอกาสในการมีชีวิตให้แก่ผู้อื่น.


