ชาวบ้านศาลาแดง จ.ฉะเชิงเทรา วิดน้ำไปร้องไห้ไป หลังบ้านจมอยู่ใต้น้ำนานกว่า 20 วัน ล่าสุดน้ำเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำ ส่งกลิ่นเหม็น บางส่วนยังไม่ได้รับเงินเยียวยา 9,000 บาท


วันที่ 15 ตุลาคม 2569 มีรายงานว่า สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ตำบลศาลาแดง อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ยังคงส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน หลังหลายครอบครัวต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางน้ำท่วมขังต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 25-26 กันยายนที่ผ่านมา ขณะนี้น้ำเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีดำและส่งกลิ่นเหม็น หลายบ้านต้องเร่งสูบน้ำออกจากบ้านเพื่อป้องกันน้ำเน่าเสียสะสม แต่ยังไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

นางบุญยิ่ง บุญพงศ์ อายุ 64 ปี ชาวบ้านตำบลศาลาแดง เปิดเผยด้วยความเหนื่อยล้าว่า ต้องสูบน้ำออกจากบ้านทุกวัน เพราะอยากให้น้ำลดลงโดยเร็ว แต่สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น บางวันวิดน้ำไปร้องไห้ไปเพราะความท้อ ขณะที่ลูกหลานก็ต้องออกไปทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัว และยังต้องแบ่งเงินมาช่วยเหลือ ทำให้ทุกคนได้รับความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า นอกจากนี้ที่บ้าน ยังมีสัตว์มีพิษเข้ามาภายในบ้าน ทั้งงู ตะขาบ และปลิง ทำให้ต้องคอยระมัดระวังและเรียกคนมาช่วยไล่ออกไป ยอมรับว่ารู้สึกแย่และเหนื่อยใจอย่างมาก หลังต้องทนอยู่กับสถานการณ์เช่นนี้มานาน

ส่วนเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยจำนวน 9,000 บาท นางบุญยิ่งระบุว่า ได้ลงทะเบียนไว้ตั้งแต่ช่วงแรกของการเกิดน้ำท่วม แต่เงินที่ได้รับตามสิทธิครัวเรือนยังไม่เพียงพอกับความเสียหาย เนื่องจากสิ่งของภายในบ้านได้รับความเสียหายจำนวนมาก รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องใช้จำเป็นต่าง ๆ อีกทั้งครอบครัวของลูกหลานก็ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเช่นกันอีก 2 หลังที่ปลูกข้าง ๆ กัน แต่ได้แค่หลังเดียวคือหลังที่มีชื่อตนเองเป็นเจ้าบ้าน

ขณะที่นายสมาน หร่ายรักษ์ อายุ 63 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ เปิดเผยว่า ช่วงกลางคืนพบปลาดูดกระจก หรือ ปลาซักเกอร์ เข้ามาติดตาข่ายดักปลาในบริเวณบ้านหลายครั้ง บางคืนพบถึง 30-40 ตัว ต้องคอยดักจับและนำไปปล่อย ตนเองตั้งใจจะดักปลานิลแต่มาได้ปลาซักเกอร์แทน ไม่รู้ว่าหลุดออกมาจากไหนถึงมีจำนวนเยอะมากมายขนาดนี้ น้ำที่ท่วมขังเริ่มเน่าเสียและส่งกลิ่นเหม็น ทำให้ต้องใช้เครื่องสูบน้ำหรือไดโว่สูบน้ำออกจากบ้านอยู่เป็นประจำ เพราะหากปล่อยไว้ก็ยิ่งเกิดการสะสมของน้ำเสีย

นายสมาน ยังระบุว่า ได้ลงทะเบียนขอรับเงินเยียวยา 9,000 บาทไว้ตั้งแต่ช่วงแรก แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับเงิน พร้อมตั้งคำถามว่าเงินจำนวนดังกล่าวจะเพียงพอกับความเสียหายที่เกิดขึ้นได้อย่างไร เมื่อสิ่งของภายในบ้านได้รับความเสียหาย และยังมีค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในแต่ละวัน

ด้านนางสาวจินดา สังคม อายุ 67 ปี เปิดเผยว่า ชาวชุมชนบริเวณนี้บริเวณท้ายซอย 20-30 หลังคาเรือนต้องไปอาศัยอยู่ที่โรงเรียนและวัดตามศูนย์อพยพ มาตั้งแต่ช่วงน้ำท่วมระยะแรก เนื่องจากน้ำในซอยด้านในยังคงลึกอยู่ โดยสถานการณ์ขณะนี้เริ่มส่งผลกระทบอย่างหนัก ทั้งน้ำที่เปลี่ยนสีดำคล้ำ เริ่มมีกลิ่นเหม็น และความยากลำบากในการใช้ชีวิตประจำวัน พร้อมยอมรับว่าเงินเยียวยา 9,000 บาทไม่เพียงพอกับความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้วก็ต้องอดทนและพยายามต่อสู้เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตไปให้ได้

ทั้งนี้ ชาวบ้านในพื้นที่ตำบลศาลาแดงยังคงเฝ้ารอให้ระดับน้ำลดลงโดยเร็ว พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้ามาช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ทั้งการบรรเทาความเดือดร้อนจากน้ำท่วมขัง การดูแลปัญหาน้ำเน่าเสีย และการเร่งรัดการจ่ายเงินเยียวยาให้กับผู้ที่ลงทะเบียนไว้แล้ว เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและความเสียหายที่เกิดขึ้นกับแต่ละครอบครัว.