ช่วงหน้าฝนและสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย เป็นช่วงที่โรคทางเดินหายใจกลับมาระบาดอีกครั้ง หนึ่งในนั้นคือ โรคปอดอักเสบจากไวรัส RSV1,2,30,37 ที่หลายคนอาจคุ้นเคยว่าเป็นโรคในเด็กเล็ก แต่ในความเป็นจริงแล้ว RSV สามารถก่อโรครุนแรงในผู้ใหญ่ได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป3 

ยิ่งหากมีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อน โรคหัวใจเรื้อรัง โรคปอดเรื้อรัง โรคไตเรื้อรัง โรคหอบหืดเรื้อรัง หรือภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องปานกลางถึงรุนแรง ความเสี่ยงยิ่งเพิ่มขึ้น เพราะเมื่อเชื้อไวรัสลงสู่ปอด อาจนำไปสู่ภาวะปอดอักเสบ รวมถึงมีโอกาสทำให้ต้องนอนโรงพยาบาลและอาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งอาจส่งผลทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่กระทบต่ออวัยวะสำคัญ เช่น หัวใจ ปอด ไต และอาจอันตรายถึงเสียชีวิตได้3-8,31-33  โรคปอดอักเสบจากไวรัส RSV จึงเป็นโรคที่ไม่ควรมองข้าม และควรรู้เท่าทัน เพื่อรับมือให้ดีที่สุด การติดเชื้ออาจสามารถส่งผลต่อคุณภาพชีวิตได้9,10  โดยเฉพาะในช่วงที่ RSV กลับมาระบาดอีกครั้งในฤดูฝนเช่นนี้1,2 

รู้จักไวรัส RSV และโรคปอดอักเสบจากไวรัส RSV

RSV หรือ Respiratory Syncytial Virus นับเป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อทางเดินหายใจในผู้สูงอายุได้3  และถือเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ของการติดเชื้อทางเดินหายใจ เช่นเดียวกับไข้หวัดใหญ่11,12  ซึ่งการติดเชื้อ RSV อาจนำไปสู่อาการปอดอักเสบรุนแรงได้ ที่ผ่านมา หลายคนอาจเข้าใจผิดว่า ไวรัส RSV เป็นสาเหตุของโรคปอดอักเสบที่เกิดได้เฉพาะในเด็กเล็ก แต่ความจริงแล้ว ผู้ใหญ่เองก็สามารถติดเชื้อ RSV นี้ได้เช่นกัน3  และไม่เพียงฤดูระบาดในช่วงปลายฤดูฝน ถึงต้นฤดูหนาวเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นได้ตลอดทั้งปี1,2,30 

เมื่อติดเชื้อไวรัส RSV มักจะพบอาการที่คล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น มีไข้ ไอ มีน้ำมูก รวมถึงอาจมีอาการหอบเหนื่อย บางรายหายใจแล้วมักมีเสียงหวีด4,13-15  ซึ่งหากไม่ได้รับการวินิจฉัยและดูแลอย่างทันท่วงที โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว อาการเหล่านี้ก็สามารถรุนแรงขึ้น และเป็นอันตรายถึงชีวิตได้3-5 

ที่น่ากังวลคือ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการรุนแรงจนต้องเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ส่งผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดได้ ทำให้การติดเชื้ออาจส่งผลคุณภาพชีวิตได้4,16-18  และเชื้อไวรัส RSV นี้ ยังสามารถแพร่กระจายผ่านการไอ จาม และการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย19  ในขณะที่ผู้ป่วยเพียงหนึ่งรายสามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้มากถึงสามคนเลยทีเดียว20 

ติด RSV อาจส่งผลกระทบต่อชีวิต

สำหรับผู้ที่มีโรคหัวใจ โรคปอด หรือโรคเรื้อรังต่าง ๆ การติดเชื้อ RSV ไม่ได้หมายถึงแค่การเป็นไข้หรือไอไม่กี่วันเท่านั้น แต่ยังอาจกระตุ้นให้อาการของโรคเดิมกำเริบ ส่งผลให้ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรง3,4,21,31,33 

นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมแพทย์จึงแนะนำให้กลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ให้ความสำคัญกับการป้องกันมากกว่าการรอรักษาเมื่อป่วยแล้ว6,19 

รับมือกับไวรัส RSV แบบผู้รู้เท่าทัน

เพราะการเจ็บป่วยเพียงหนึ่งครั้งส่งผลต่อทั้งร่างกายและจิตใจ9,14  นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราทุกคนจึงควรเอาใจใส่ และดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ เพื่อให้พร้อมรับมือกับโรคที่อาจเกิดขึ้น จึงควรเน้นทั้งการป้องกันการติดเชื้อ และลดความรุนแรงหากติดเชื้อ6,19 

  • ปัจจุบันโรคปอดอักเสบจาก RSV ยังไม่มียารักษาเฉพาะ6,22  และผู้สูงอายุมีภูมิคุ้มกันที่ลดลงตามวัย34,35  เพราะฉะนั้น การป้องกันจึงสำคัญ6,19 
  • โดยปัจจุบันสามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีนสำหรับผู้ใหญ่ ซึ่งมี 2 ชนิด ได้แก่ วัคซีนที่มีสารเสริมภูมิคุ้มกัน และชนิดที่ไม่มีสารเสริมภูมิคุ้มกัน24-26  วัคซีนทั้ง 2 ชนิดสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดรุนแรง ครอบคลุมสายพันธุ์หลักของเชื้อก่อโรค ทั้งสายพันธุ์ A และสายพันธุ์ B23-26 
  • นอกจากนี้ สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ด้วยการล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจลที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์อย่างน้อยร้อยละ 60 สวมหน้ากากอนามัยในที่แออัด หลีกเลี่ยงใกล้ชิดผู้ป่วยที่มีอาการไอ มีไข้ น้ำมูก 19,27-29,36 
  • และดูแลสุขภาพให้ร่างกายแข็งแรง 

สามารถขอคำปรึกษาจากแพทย์เพื่อหาแนวทางในการป้องกันโรคปอดอักเสบจากไวรัส RSV โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปที่มีโรคประจำตัวร่วมด้วย เช่น โรคหัวใจ โรคปอด ควรเสริมการป้องกัน เพื่อเป็นทางเลือกของสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงอยู่เสมอ เพื่อให้พร้อมใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจในทุกวัน

#RSVDiseaseTH 

เอกสารอ้างอิง                        

1. Thongpan I;PeerJ;2019;7:e6748                             

2. Thongpan I;Scientific Reports;2020;10(1):10931                         

3. CDC; 2025; Clinical Overview of RSV. (Retrieved August 14, 2026). from https://www.cdc.gov/rsv/hcp/clinical-overview/index.html      

4. WHO; 2025; Respiratory syncytial virus (RSV) (Retrieved August 14, 2026) https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/respiratory-syncytial-virus-%28rsv%29 

5. Colosia AD;PLOS ONE;2017;12(8):e0182321

6. Kaler J;Cureus;2023;15(3):e36342

7. Woodruff R;JAMA Intern Med;2024;184;602-611

8. Wee LE;European Journal of Preventive Cardiology;2025;1-15

9. Branche AR;Influenza Other Respir Viruses;2022;16;1151-1160

10. Sanz-Muñoz I; Influenza Other Respir Viruses. 2026;20(7):e70295

11. GBD 2023 Lower RTIs and AMR Collaborators; Lancet Infect Dis;2025;26(4),343-361

12. Tanriover MD;Human Vaccines & Immunotherapeutics;2025;21;1-14

13. Falsey A;Influenza Other Respir Viruses;2022;16;79-89

14. Romano C;Health Qual Life Outcomes;2023;21;1-12        

15. CDC; 2026; Symptoms and Care of RSV. (Retrieved August 14, 2026) https://www.cdc.gov/rsv/symptoms/index.html 

16. Singer D;Clinical Infectious Diseases;2026;1-12

17. Leis AM; Infection-Associated Chronic Conditions and Illnesses; 2025;31;1-10

18. Wee LE; Clinical Microbiology and Infection; 2025; 31; 1560-1570

19. CDC; 2026; How RSV Spreads. (Retrieved August 14, 2026) https://www.cdc.gov/rsv/causes/index.html

20. Reis J;PLOS Computational Biology;2016;12(10):e1005133.        

21. Sun CY;Respiratory Research;2026;27:88            

22. Nam HH;British Medical Journal;2019;366:l5021                

23. CDC; 2026; Vaccines for Adults. (Retrieved August 14, 2026) https://www.cdc.gov/rsv/vaccines/adults.html 

24. สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย. (2569). คำแนะนำการให้วัคซีนป้องกันโรคสำหรับผู้ใหญ่และผู้สูงอายุปี พ.ศ. 2569. เข้าถึงเมื่อ 14 สิงหาคม 2569. เข้าถึงได้จาก https://idthai.org/Contents/Views/?d=!17!9!!1099! 

25. Papi A;N Engl J Med;2023;388;595-608        

26. Walsh EE;N Engl J Med;2023;388;1465-1477

27. CDC; 2025; Masks and Respiratory Viruses Prevention. (Retrieved August 14, 2026) https://www.cdc.gov/respiratory-viruses/prevention/masks.html 

28. CDC; 2025; About Physical Distancing and Respiratory Viruses. (Retrieved August 14, 2026) https://www.cdc.gov/respiratory-viruses/prevention/physical-distancing.html 

29. CDC; 2025; Hygiene and Respiratory Viruses Prevention. (Retrieved August 14, 2026) https://www.cdc.gov/respiratory-viruses/prevention/hygiene.html 

30. Ponce LJ; EClinicalMedicine. 2025;86:103350

31. Bosch W; Open Forum Infectious Diseases; 2026;13;1-10

32. Prasad N; Clinical Infectious Diseases;2021;73;e158-e163

33. Branche AR; Clin Infect Dis;2022;74;1004-1011

34. Miller J; Virology;2025;603;110395

35. Openshaw PJM; Annu. Rev. Immunol;2017;35;501–532

36. CDC; 2024; Hand Sanitizer Facts. (Retrieved August 14, 2026) https://www.cdc.gov/clean-hands/data-research/facts-stats/hand-sanitizer-facts.html 

37. Moriyama, M; Annu. Rev. Virol;2020;7;83-101

NP-TH-RS-SMP-260008 | August 2026
Non-Promotional Material
Fictional figures are for illustrative purposes only