NCDs หรือกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง กำลังเป็นภัยเงียบที่ปล้นเวลาชีวิตและสุขภาพของคนไทย แต่รู้หรือไม่ว่า ต้นเหตุของโรคเหล่านี้ไม่ได้มาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพียงอย่างเดียว สภาพแวดล้อมทางธุรกิจและการตลาดยังมีอิทธิพลอย่างมหาศาล
ล่าสุด สสส. ได้ผนึกกำลังกับภาคีเครือข่าย จัดเวทีใหญ่ NCDH2026 เพื่อหาทางออกระดับชาติ เปลี่ยนทิศทางกลไกตลาดให้เอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดี
พฤติกรรมไม่ใช่คำตอบเดียว NCDs สัมพันธ์กับกลไกตลาด
ข้อมูลปัจจุบันชี้ชัดว่า ภาระโรค NCDs เป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 81 ของประชากรไทย ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากพฤติกรรมส่วนบุคคลเพียงลำพัง แต่ถูกกำหนดโดยสภาพแวดล้อมทางสังคม เศรษฐกิจ และนโยบายสาธารณะ
โดยเฉพาะสิ่งที่เรียกว่า “ปัจจัยเชิงพาณิชย์ที่กำหนดสุขภาพ” (Commercial Determinants of Health: CDoH) ซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบตลาดและผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมสุขภาพ กลไกเหล่านี้รวมถึงการออกแบบสินค้า การกำหนดราคา โฆษณา และกติกาเศรษฐกิจ ล้วนเชื่อมโยงกับการเลือกบริโภคของประชาชน
เสียงสะท้อนจากเวทีระดับโลกและระดับชาติ
ในการประชุมวิชาการระดับชาติว่าด้วยปัจจัยเชิงพาณิชย์ที่กำหนดสุขภาพ ปี 2569 (NCDH2026) องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ปัจจัยเชิงพาณิชย์อย่าง ยาสูบ แอลกอฮอล์ และอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เป็นตัวขับเคลื่อนโรค NCDs ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องทางเลือกส่วนบุคคล แต่เป็นเรื่องของการออกแบบกลไกตลาด
ด้าน นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เผยว่า การที่คนไทยอายุสั้นลงและป่วยติดเตียงเร็วขึ้น มีสาเหตุจากโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งเชื่อมโยงกับพฤติกรรมอย่างการบริโภคอาหารที่มีน้ำตาล ไขมัน และความเค็มสูง รวมถึงการสูบบุหรี่และดื่มสุรา โรค NCDs เหล่านี้เปรียบเสมือนอาชญากรรมเงียบที่ปล้นเวลาชีวิตของคนไทย
เปลี่ยนกลไกเชิงพาณิชย์ ให้เป็นพลังบวกเพื่อสุขภาพ
เพื่อรับมือกับความท้าทายนี้ สสส. พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข, กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานอื่นๆ รวมถึง WHO ร่วมกันจัดงานการประชุมวิชาการระดับชาติว่าด้วยปัจจัยเชิงพาณิชย์ที่กำหนดสุขภาพ ปี 2569 (NCDH2026) ขึ้น ภายใต้แนวคิด “จากภูมิทัศน์สู่การกระทำ: การกำกับดูแลปัจจัยเชิงพาณิชย์เพื่อสุขภาวะที่เป็นธรรม” ในระหว่างวันที่ 5-7 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ
มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันหาแนวทางขับเคลื่อนให้ระบบพาณิชย์และกลไกตลาดกลายมาเป็นส่วนสนับสนุนสุขภาพ ซึ่งภาคเอกชนสามารถมีบทบาทเชิงบวกได้หลายแนวทาง ดังนี้
- พัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เอื้อต่อสุขภาพ
- ขยายการเข้าถึงสินค้าและบริการที่มีคุณภาพอย่างเป็นธรรม
- ดูแลระบบการทำงานในองค์กร เพื่อให้คนวัยทำงานมีสุขภาพที่ดี ไม่เจ็บป่วยง่าย
- ใช้กลไกทางภาษีเป็นเครื่องมือจูงใจให้ผู้บริโภคเลือกสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ และนำรายได้ส่วนหนึ่งมาสมทบแก้ไขปัญหาผลกระทบเชิงลบ
การประชุม NCDH2026 นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ชวนให้สังคมไทยเปลี่ยนกรอบความคิดจากการ “ตั้งคำถามว่าใครไม่มีวินัย” มาสู่การ “ออกแบบสภาพแวดล้อมที่ทำให้คนสุขภาพดีได้ง่ายที่สุด”
เพราะในท้ายที่สุดแล้ว การเติบโตทางเศรษฐกิจและกำไรของธุรกิจ ไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยสุขภาพและภาระค่ารักษาพยาบาลของประชาชนเสมอไป หากเราสามารถกำกับดูแลและสร้างธรรมาภิบาลทางการตลาดได้อย่างเป็นธรรม
ข้อมูลจากเว็บไซต์ สสส.


