แรปเพื่ออากาศสะอาด เพลงและชาเลนจ์ใหม่ที่ชวนเด็ก ร่วมส่งเสียงเรื่องมลพิษทางอากาศ แคมเปญใหม่จากยูนิเซฟที่ออกแบบเพลงแรปมาเพื่อเด็กๆ แต่ตั้งใจให้เสียงนั้นไปไกลถึงพ่อแม่และผู้กำหนดนโยบาย

เด็กหญิงอัญณา ท้วมเจริญ วัย 11 ปี เป็นภูมิแพ้และต้องกินยาแทบทุกคืนในช่วงฤดูฝุ่น ตอนที่เธอลองร้องเพลงแรปใหม่ของยูนิเซฟ ที่ออกแบบให้เป็นแบบทดสอบสมรรถภาพปอดเบื้องต้นไปในตัว ครั้งแรกเธอทำได้แค่ครึ่งเดียวของท่อนฮุก แต่หลังจากฝึกทุกวันนานหนึ่งเดือน ในที่สุดเธอก็ทำชาเลนจ์นี้สำเร็จ และได้ขึ้นแรปพร้อมเพื่อนๆ ที่งาน  Dead Air Fest 2026 ที่ TK Park เมื่อเร็วๆ นี้ 

แม่ของอัญณาไม่ได้แค่เห็นลูกฝึกซ้อมทุกวันจนเข้าใจเรื่องสมรรถภาพปอด แต่ยังได้เรียนรู้ไปพร้อมกันว่าอากาศที่สะอาดปราศจากมลพิษสำคัญแค่ไหนต่อการควบคุมลมหายใจ

เรื่องราวของอัญณาเป็นตัวอย่างหนึ่งของแคมเปญใหม่ “BEAT TO BREATHE” ที่ยูนิเซฟร่วมกับเครือข่ายอากาศสะอาดประเทศไทยเปิดตัวเพื่อชวนเด็กๆ และผู้ปกครองมาสนใจปัญหาฝุ่น PM2.5 ในประเทศไทย แคมเปญนี้เปิดตัวเมื่อวันที่ 7 กันยายน ซึ่งตรงกับวันอากาศสะอาดสากล และเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ #CountMeIn โลกรวน เด็กเดือดร้อน รับฟังเสียงเด็ก ของยูนิเซฟ ที่ต้องการให้เด็กและเยาวชนมีพื้นที่ได้ส่งเสียงในประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

หัวใจของแคมเปญนี้คือเพลง “ปอดเทส” ผลงานของแรปเปอร์ดาวรุ่ง ตะวันวาด วนวิทย์ หรือ TangBadVoice ซึ่งแต่งเพลงนี้ขึ้นจากข้อมูลที่น่าตกใจ นั่นคือผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 ที่เด็กๆ ได้รับตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ ซึ่งสามารถสะสมอยู่ในร่างกายและส่งผลต่อพวกเขาไปตลอดชีวิต

เมื่อตั้งได้รับการติดต่อให้ช่วยแต่งเพลงสำหรับแคมเปญนี้ เขาตอบตกลงทันทีโดยไม่ลังเล เพราะในฐานะคนเชียงใหม่ เขาเติบโตมากับหมอกควันและปัญหาฝุ่น PM2.5 ในระดับรุนแรงแทบทุกปี 

การหยิบประเด็นทางสังคมที่ซับซ้อนมาเล่าให้เข้าใจง่าย ผ่านบทเพลงที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกเชื่อมโยงกับเรื่องราว คือสิ่งที่เขาถนัดอยู่แล้ว ในเพลง “ปอดเทส” เขาจึงเลือกเปลี่ยน “เสียงลมหายใจ” ให้กลายเป็น “เสียงเรียกร้อง” เพื่อถ่ายทอดความต้องการให้เด็กทุกคนได้หายใจในอากาศสะอาด ซึ่งเป็นสิทธิที่ได้รับการรับรองไว้ในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก

“ผมเจอฝุ่นบ่อยกว่าแม่ตัวเองอีก” ตั้งพูดติดตลก “บางวันแม่ไปทำงาน เราก็ไม่ทันได้เจอหน้ากัน แต่ทุกเช้าผมต้องตื่นมาเจอฝุ่นทันที” 

ครอบครัวของตั้งก็ไม่ต่างจากคนไทยจำนวนมากที่ต้องใช้เวลาหลายปีปรับตัวให้เข้ากับอากาศที่ย่ำแย่ ตั้งแต่ปิดหน้าต่าง เปิดเครื่องฟอกอากาศ ไปจนถึงสวมหน้ากากก่อนออกจากบ้าน มีอยู่ปีหนึ่งที่ค่าฝุ่น PM2.5 ในเชียงใหม่พุ่งสูงเกิน 1,000 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ถึง 20 เท่า ตอนนั้นครอบครัวของตั้งต้องย้ายเครื่องฟอกอากาศทั้ง 5 เครื่องที่มีอยู่ในบ้านมารวมไว้ในห้องเดียว แต่ถึงจะทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ ค่าฝุ่นก็ยังลดลงมาได้เพียง 200 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรเท่านั้น

ประสบการณ์ของครอบครัวตั้งไม่ใช่เรื่องใหม่ ยูนิเซฟประเมินว่าเด็กในประเทศไทยราว 11 ล้านคนกำลังเผชิญความเสี่ยงสูงจาก PM2.5 โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่เสี่ยงที่สุด เพราะปอด สมอง และอวัยวะสำคัญอื่นๆ ยังอยู่ในช่วงพัฒนา เมื่อมองในระดับโลก สถานการณ์ยิ่งน่ากังวล รายงานสภาวะอากาศโลกที่เผยแพร่ในปี 2567 ระบุว่า มลพิษทางอากาศเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตถึง 8.1 ล้านคนต่อปี และในจำนวนนี้เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีมากกว่า 700,000 คน หรือคิดเป็น 2,000 คนต่อวัน

ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องสุขภาพ แต่ยังลามไปถึงเรื่องเศรษฐกิจ งานวิจัยที่นำโดย รศ. ดร.วิษณุ อรรถวานิช นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และอุปนายกเครือข่ายอากาศสะอาด ระบุว่า ในปี 2566 มลพิษ PM2.5 สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจแก่ครัวเรือนไทยสูงถึง 2.06 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 11.49 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ขณะที่กรุงเทพมหานครเพียงจังหวัดเดียวต้องแบกรับความเสียหายสูงถึง 4 แสนล้านบาท 

ภาระดังกล่าวยังตกอยู่กับประชาชนโดยตรง งานวิจัยพบว่า ในฤดูฝุ่นปี 2562/2563 ครอบครัวในกรุงเทพต้องใช้จ่ายเฉลี่ยราว 6,125 บาท เพื่อป้องกันตัวเองจากมลพิษทางอากาศ นี่จึงเป็นเหตุผลที่พระราชบัญญัติอากาศสะอาดไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการปกป้องเด็กและประชาชนจากอันตรายในอากาศเท่านั้น แต่ยังจำเป็นต่อการลดภาระของครัวเรือน และปกป้องอนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศด้วย

ตัวเลขเหล่านี้อาจฟังดูน่าตกใจ แต่ปัญหานี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยความรู้และการลงมือทำ การพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านคุณภาพอากาศเพื่อแต่งเพลง “ปอดเทส” ได้เปลี่ยนมุมมองเดิมๆ ที่ว่าเราทำได้เพียงยอมรับและใช้ชีวิตอยู่กับมลพิษโดยไม่มีทางเลือก 

“ผมไม่เคยรู้เลยว่าอากาศที่ไม่ดีเป็นสิ่งที่เราเปลี่ยนแปลงได้” ตั้งกล่าว “เราแค่ไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไง” การค้นคว้าข้อมูลและพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญทำให้เขาตระหนักว่า ประเทศไทยไม่ควรต้องยอมรับมลพิษเป็นเรื่องปกติอีกต่อไป

ความหวังของแคมเปญ BEAT TO BREATHE คือการให้เพลงเป็นประกายแรกที่จุดความสนใจของเด็กและเยาวชนต่อปัญหามลพิษทางอากาศ จนทำให้พวกเขาลุกขึ้นมาอธิบายและชวนผู้ใหญ่รอบตัวให้เห็นถึงปัญหา และส่งต่อเสียงเหล่านั้นไปถึงผู้ใหญ่ที่มีอำนาจในการกำหนดนโยบาย ด้วยเหตุนี้ เด็ก ๆ จึงไม่ได้เป็นเพียงกลุ่มผู้ฟัง แต่เป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง

เปรมจิตต์ อำนรรฆมณี หรือครูอู๋ ผู้ก่อตั้ง DDance Thailand ได้เห็นผลของเพลงนี้กับตาตัวเอง ลูกศิษย์ของเธอคือเด็กและเยาวชนที่มาเรียนรู้และฝึกฝนทั้งการร้อง เต้น และการแสดง ทุกคนล้วนมีพรสวรรค์ แต่หลายคนมีปัญหาภูมิแพ้ ทำให้ในช่วงแรกที่ลองแรปท่อนฮุกซึ่งใช้ทดสอบสมรรถภาพปอด หลายคนทำได้เพียงครึ่งเดียว แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่ทำให้ครูอู๋ประหลาดใจกลับไม่ใช่เพียงพัฒนาการของเด็กๆ หากเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นที่บ้าน เพราะในขณะที่เด็ก ๆ ซ้อมเพลงและฝึกการหายใจ พ่อแม่ก็เริ่มตั้งคำถามและเรียนรู้เรื่องคุณภาพอากาศไปพร้อมกับลูก

“เราไม่ได้คาดหวังว่าแคมเปญนี้จะเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใหญ่โดยตรง” เธอกล่าว “แต่ถ้าเราสามารถส่งสารผ่านความสนุกของเด็ก ๆ และเพลงนี้ได้ มันจะช่วยดึงความสนใจของพ่อแม่และผู้ใหญ่ และท้ายที่สุด สารเรื่องอากาศสะอาดก็จะไปถึงพวกเขาเช่นกัน”

ยูนิเซฟและเครือข่ายอากาศสะอาดต้องการขยายการรับรู้ของเพลงนี้ให้กว้างขึ้น โดยต่อยอดจากตัวเพลงไปสู่ Beat Test Challenge โดยนำแนวคิดจาก Maximum Phonation Time หรือการวัดระยะเวลาที่เราสามารถเปล่งเสียงออกมาได้นานที่สุดในหนึ่งลมหายใจ มาปรับให้เป็นชาเลนจ์สนุกๆ ที่ใครๆ ก็สามารถร่วมเล่นได้ ทั้งนี้ชาเลนจ์นี้ไม่ใช่การทดสอบทางการแพทย์ แต่เป็นกิจกรรมที่ชวนทุกคนมาสนุกและเรียนรู้เรื่องสุขภาพปอดไปพร้อมกัน

“เราอยากให้เด็กๆ พ่อแม่ ครู และทุกคน มาลองทำ Beat Test Challenge ลองถ่ายคลิปของตัวเองและแชร์บนโลกออนไลน์ เมื่อเด็กๆ ออกมาแรปและชวนเพื่อนๆ มาประชันกัน เสียงเล็กๆ เหล่านี้ก็จะค่อยๆ รวมกันเป็นพลังเสียงของคนรุ่นใหม่ ที่ดังขึ้นเรื่อยๆ จนผู้ใหญ่และผู้กำหนดนโยบายไม่อาจมองข้ามได้” วราภรณ์ รักษาพราหมณ์ เจ้าหน้าที่โครงการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าว

ด้าน กัญฐณา อภิรภากรณ์ หัวหน้าฝ่ายสื่อสาร เครือข่ายอากาศสะอาด กล่าวว่าแคมเปญนี้เกิดขึ้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด เพราะขณะนี้ร่างกฎหมายกำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการพิจารณาในรัฐสภา เพลงและชาเลนจ์นี้จึงเกิดขึ้นเพื่อช่วยให้เสียงเรียกร้องเรื่องอากาศสะอาดยังคงดังต่อเนื่องในช่วงที่กฎหมายกำลังเดินหน้า เพราะท้ายที่สุดแล้ว ดนตรีเป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่ช่วยให้คนหันมาสนใจและตระหนักถึงปัญหาอากาศสะอาดมากขึ้น

สำหรับตั้ง เด็กคือคนที่เขาอยากให้ได้ฟังเพลงนี้และมาร่วม Beat Test Challenge มากที่สุด “ผมอยากให้เสียงของพวกเขาไปถึงผู้ใหญ่ และไปถึงคนที่มีอำนาจ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง”

เรื่องโดย สิรินยา วัฒนสุขชัย
เครดิตภาพ UNICEF Thailand