การละเลยหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้บริหารระดับสูง และพนักงานมากกว่า 40% ในทุกส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ภายในท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่เมื่อวันเสาร์ที่ 26 ก.ย. ลามต่อเนื่องมาจนถึงวันที่ 27 - 28 และ 29 ก.ย.
กระทั่งผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) น.ส.ปวีณา จริยฐิติพงศ์ ต้องเข้าไปจัดการปัญหาต่างๆ เอง และที่สุดได้จัดตั้ง War Room เพื่อระดมสรรพกำลัง และความร่วมมือจากกองทัพอากาศ กองทัพบก ไปรษณีย์ไทย รวมถึง Outsource ขึ้นมาเคลียร์ปัญหาสำคัญๆ ให้สำเร็จลุล่วงไปตามลำดับ
นับตั้งแต่กระเป๋าที่ตกค้างมากกว่า 10,000 ใบ ซึ่งต้องส่งกลับไปถึงบ้านผู้โดยสารทั้งที่อยู่ในกรุงเทพฯ ในต่างจังหวัด และในต่างแดน ได้สร้างความเสื่อมเสียชื่อเสียงและขายหน้าให้กับประชาชีของประเทศไทยอย่างร้ายแรง ถึงขั้นที่มีบางคนเปรียบเหมือนการบินไทยได้ก่อให้เกิดภัยต่อความมั่นคงของประเทศขึ้น จนต้องหาผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ให้ได้
และเขาคนนั้นก็คือ นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.การบินไทย ลูกหม้อที่ได้รับการผลักดันให้ขึ้นมาคุมการบินไทยในยุคของนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ อดีตผู้บริหารแผนฟื้นฟู ที่พาการบินไทยรอดจากแผนฟื้นฟูกิจการมาได้ ด้วยการขอให้กระทรวงการคลังเข้ามาเพิ่มทุนมากกว่า 40,000 ล้านบาท เพื่อให้การบินไทยอยู่รอดมาได้จนถึงวันนี้
ส่งรถ GMC ทหารไปรับถึงบ้าน - พนักงานการบินไทยปฏิเสธไม่ไปทำงาน
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เปิดเผยถึงวิกฤตที่เกิดขึ้นกับผู้โดยสารการบินไทยที่ถูกสายการบินเท ว่านับแต่วันแรกที่เกิดปัญหา ทอท.พยายามติดต่อเข้าไปขอรายชื่อผู้โดยสารในเที่ยวบินต่างๆ ที่ถูกการบินไทยทอดทิ้ง
แต่กลับปรากฏว่า เจ้าหน้าที่การบินไทยไม่ยินยอมให้รายชื่อและรหัสกระเป๋า เพื่อให้สืบทราบได้ว่ากระเป๋าที่ ทอท.ส่งคนทั้งทหารอากาศ ทหารบก และไปรษณีย์ไทยไปลำเลียงออกจากเครื่องบินมานั้น เป็นของผู้โดยสารคนใด และมีถิ่นที่พักอยู่แห่งใด เพื่อจะได้ทยอยส่งกระเป๋าไม่ให้ค้างอยู่เป็นจำนวนมากที่สนามบิน
แต่ด้วยเหตุที่การบินไทยไม่ยอมให้ความร่วมมือ เรื่องราวจึงบานปลายไป ทำให้พื้นที่ในสนามบินเต็มไปด้วยกระเป๋าตกค้าง และยิ่งยากต่อการค้นหาว่ากระเป๋านั้นๆ เป็นของผู้ใด
ขณะเดียวกัน ได้รับแจ้งจาก น.ส.ปวีณา ว่าเธอต้องใช้ความพยายามอย่างหนักในการติดต่อกับผู้บริหารการบินไทย แต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้ กระทั่งต้องแจ้งไปยังรัฐบาล และนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการบริษัท การบินไทยฯ ว่าไม่มีคนการบินไทยเข้าประจำหน้าที่ดูแลทั้งผู้โดยสารขาเข้าและขาออกเลย นอกจากนี้ เธอยังได้รับแจ้งด้วยว่าให้ติดต่อกลับไปใหม่ในวันทำงาน คือวันจันทร์ที่ 28 ก.ย. แทน
รมช.สิริพงศ์ เปิดเผยด้วยว่า คำกล่าวอ้างของนายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการบินไทย ที่แจ้งว่าพนักงานมีปัญหาเดินทางไปทำงานไม่ได้เพราะน้ำท่วม ขณะเดียวกันก็ไม่ยอมละทิ้งบ้านที่ถูกน้ำท่วมออกไป ไม่ว่าจะเป็นพนักงานทั่วไป หรือพนักงานที่ต้องมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษนั้น
อันที่จริงกระทรวงคมนาคมได้ส่งรถบรรทุก GMC ของกองทัพบกเข้าไปในพื้นที่หมู่บ้านการบินไทย รวมถึงพื้นที่น้ำท่วมต่างๆ รอบสนามบินสุวรรณภูมิอันเป็นที่พำนักของพนักงานการบินไทยแล้ว
แต่ผลก็เป็นดั่งที่นายชายแจ้งว่า พนักงานอ้างว่าพวกเขาไม่สามารถละทิ้งบ้านที่ถูกน้ำท่วมออกไปทำงานได้นั่นเอง ตรงกันข้ามกับบรรดาผู้คนจำนวนมากที่พยายามหาทางไปทำงานตามหน้าที่ของตนให้ได้
สิ่งที่ยากขึ้นไปอีกก็คือ สินค้าขาเข้าที่การบินไทยลำเลียงมาไม่มีใครเข้ามาจัดระเบียบให้เป็นที่เรียบร้อย ทำให้ลานโกดังสินค้าขาเข้าของ ทอท.ที่การบินไทยเช่าไว้ เต็มล้นออกมาเกลื่อนกลาดไปหมด
การที่ผู้บริหารการบินไทยขาดวุฒิภาวะในการบริหารจัดการกับสภาวะวิกฤตดังกล่าว ยังทำให้ปัญหาลุกลามไปถึงสนามบินอื่นๆ ทั่วโลก เช่นที่ญี่ปุ่น ซึ่งไม่ได้รับแจ้งชัดเจนว่าเครื่องบินของการบินไทยจะเดินทางถึงเมื่อใด จึงจำเป็นต้องจัดการให้ผู้โดยสารเปลี่ยนไปใช้สายการบินอื่นที่มีความพร้อมมากกว่าแทน
ส่วนเครื่องบินของการบินไทยบางลำ ก็ไม่รอรับผู้โดยสารใหม่ขึ้น หรือเอากระเป๋าสัมภาระลงก่อน แต่กลับบินไปยังเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน อย่างไร้สติด้วย
กระเป๋าตกค้าง 55 เที่ยวบิน - "กรณ์" ตั้งข้อสังเกตทะแม่งๆ
นายกรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลัง โพสต์ใน FB ตัวเองว่า น้ำท่วมไม่ใช่ต้นเหตุ มันแค่เปิดให้เห็นปัญหาที่มีมานาน ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. ผู้โดยสารที่สนามบินสุวรรณภูมิต้องยืนรอกระเป๋านานถึง 5 - 6 ชั่วโมง จากกระเป๋าที่ตกค้างมา 55 เที่ยวบิน
ขณะที่การบินไทยต้องยกเลิกเที่ยวบินเพิ่มอีก 22 เที่ยว และสุดท้ายต้องขอให้ทหารไปช่วยยกกระเป๋า คำอธิบายที่ได้รับคือ น้ำท่วม พนักงานทำงานไม่ได้ รถลำเลียงเสีย
นายกรณ์ชวนให้มองลึกลงไปกว่านั้น จากข้อสังเกตที่ 1...น้ำท่วมเหมือนกัน แต่เจ็บไม่เท่ากัน ผู้บริหาร ทอท.ยืนยันเองว่า ปัญหาเกิดเฉพาะเที่ยวบินที่ใช้บริการภาคพื้นดินของการบินไทย ผู้ให้บริการรายอื่นไม่มีปัญหา และที่สนามบินดอนเมือง ซึ่งการบินไทยไม่ได้ให้บริการภาคพื้นดิน ก็ไม่ได้รับผลกระทบ
น้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งนี้กระทบคนแทบทุกบริษัท คำถามคือ ทำไมรายหนึ่งรับมือได้ อีกรายรับมือไม่ได้
ข้อสังเกตที่ 2...สัญญา 35 ปีที่ไม่มีค่าปรับ...ทอท.เปิดเผยว่าสัญญาภาคพื้นดินของการบินไทยทำไว้ราว 20 ปีก่อน มีอายุ 35 ปี ไปจนถึงประมาณปี 2578 และไม่มีเงื่อนไขค่าปรับหรือบทลงโทษกรณีบริการล่าช้าเลย
มีรายงานว่าสายการบินอื่นที่ว่าจ้างการบินไทยลำเลียงกระเป๋า กลับได้รับผลกระทบน้อย เป็นเพราะสัญญากับเขามีค่าปรับการลำเลียงล่าช้าหรือไม่?
ข้อสังเกตที่ 3...นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ทอท.บอกว่านี่เป็นครั้งที่ 2 แล้วที่เกิดปัญหากระเป๋าล่าช้าลักษณะนี้ ครั้งแรกคือช่วงโควิด และพยายามขอแก้ไขสัญญาเพื่อให้มีบทลงโทษมาตลอด แต่ทำไม่ได้ เพราะต้องผ่าน ครม. และต้องได้ความยินยอมจากคู่สัญญา ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีคู่สัญญาคนใดที่อยากเซ็นให้ตัวเองโดนปรับ
ข้อสังเกตที่ 4...ผู้โดยสารถูกทิ้งไว้กับความไม่รู้ ผมได้รับรายงานโดยตรงจากผู้โดยสารว่า ระหว่างรอไม่มีใครให้ข้อมูลว่ากระเป๋าอยู่ที่ไหน จะได้เมื่อไร QR code ที่ให้สแกนใช้งานไม่ได้ เบอร์โทรศัพท์ที่ให้ไว้ก็โทรไม่ติด
ปัญหาหน้างานอาจเกิดจากเหตุสุดวิสัยได้ แต่การสื่อสารเป็นสิ่งที่เตรียมไว้ล่วงหน้าได้ และไม่ต้องใช้คนยกกระเป๋าแม้แต่คนเดียว
ทีนี้มาดูอีกความเห็นที่สะท้อนสติปัญญาและวิสัยทัศน์ของคนที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารธุรกิจใหญ่ๆ อย่างสายการบิน Thai AirAsia ดูบ้าง
แอร์เอเชีย ตอกฝาโลง รับผิดชอบหน้าที่ รักศักดิ์ศรีตัวเอง
นายวิเชษฐ์ ตันติวานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทยแอร์เอเชีย ให้ความเห็นส่วนตัวว่า วัฒนธรรมองค์กรเป็นเรื่องสำคัญมาก ในองค์กรอย่างไทยแอร์เอเชีย เรามีความสัมพันธ์เป็นพี่น้องกัน เป็นครอบครัว คอยช่วยเหลือ คอยให้กำลังใจ เราเรียกทุกคนว่า all star ห้องทำงานผู้บริหารก็ไม่ได้ใหญ่โต เข้าไปคุยงานกันได้ 7 - 8 คน เวลาคุยงานก็ออกมาเจอกันที่ห้องประชุม แล้วจบด้วยคำว่า "ได้ครับพี่" และ "ขอบใจมากน้องๆ ไปครับ ลุย"
กรรมการทุกคนไม่มีรถตำแหน่ง ไม่มีที่จอดรถ และไม่มีห้องทำงาน มาประชุมในห้องประชุม เที่ยงก็แจกข้าวกล่อง ทานกันไป ประชุมกันไป
ผู้บริหารทุกคนไม่อยู่ในห้อง แต่วนเวียนไปตามฝ่ายต่างๆ พนักงานทุกระดับยิ้มให้กัน น้ำท่วมก็สวมชุดลุยน้ำมา แล้วเปลี่ยนเป็นยูนิฟอร์มที่ทำงาน
ทั้งหมดเป็นเพียงเพื่อรักษาความเป็นสายการบินต้นทุนต่ำอันดับ 1 มายาวนาน 17 ปีติดต่อกัน
แม้สองสามปีมานี้ผลประกอบการไม่ดี ก็ไม่ใช่เพราะใช้จ่ายสิ้นเปลืองใดๆ แต่ผลขาดทุนมาจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงเกินระดับที่เรารับไหว ในขณะที่ค่าตั๋วเครื่องบินที่เรารับมาเฉลี่ยไม่ถึง 2,000 บาทต่อเที่ยว มันไม่ใช่ "เอาอยู่" แต่มัน "เอาไม่อยู่ชั่วคราว"
เรายอมขาดทุน แต่ไม่ยอมเสียชื่อครับ เราคุยกับผู้ถือหุ้นให้เข้าใจ ยังดีกว่าคุยกับผู้โดยสารแล้วไม่แฮปปี้
"ผมขอบอกทุกท่านว่า เราทำหน้าที่ของเราเต็มที่อยู่ครับ เหลือส่วนเดียวที่ทำให้เราไปต่อได้แบบแข็งแรง คือช่วยกัน Fly AirAsia ครับ ถ้าเรามีรายได้เข้ามาเพิ่มขึ้น จากผู้โดยสารที่มีความสุข จากจำนวนเที่ยวบิน เส้นทางบิน และการตรงต่อเวลาของเรา เราก็จะพอมีกำไรไปแบ่งผู้ถือหุ้นที่เป็นผู้มีพระคุณกับเราเช่นกัน"
เขาไม่ได้เงินปันผลมานานหลายปี ราคาหุ้นก็ลดลง ถ้าเราได้แรงสนับสนุนจากคนไทยและนักท่องเที่ยวช่วยกันบินแอร์เอเชีย เราก็จะสามารถตอบแทนบุญคุณผู้ถือหุ้น และลูกค้าให้แฮปปี้ไปด้วยกันนะครับ #ชีวิตดีได้...ไม่ต้องโกง# รู้รับผิดชอบต่อหน้าที่ และรักศักดิ์ศรีของตัวเอง
สำหรับเคสที่น่าสนใจที่เห็นจากโลกโซเชียล และคำบอกเล่าจากพนักงานถึงเบื้องหลังของสายการบินและเหล่าพนักงานของแอร์เอเชีย คือการร่วมกันแก้ไขความโกลาหลให้ผ่านพ้นไปได้ และทำให้เที่ยวบินทำการบินได้ใกล้ภาวะปกติมากที่สุด แม้จะมีปัญหาล่าช้าบ้างจากฐานการบินหลักที่สนามบินดอนเมืองก็ตาม
มีผู้เล่าว่า หลังเสริมทีมจากต่างจังหวัด โดยเฉพาะ GS/RAMP ที่พอมีกำลัง บินมาช่วยไฟลต์ที่ดอนเมืองแบบเช้า-เย็นกลับ ก็ส่งเสบียงจากต่างจังหวัดเข้ามาที่ดอนเมือง ในยามที่การออกจากสนามบินดอนเมืองไปซื้ออาหารอาจไม่สะดวก เพราะน้ำท่วม ร้านค้าในพื้นที่ปิด หรือขาดแคลนสต็อก เช่น ทีมเชียงรายก็จะส่งข้าวเหนียวไก่ทอดขึ้นไฟลต์มาให้ทีมพี่ๆ น้องๆ ที่ดอนเมืองได้รับประทานกัน เป็นต้น
ฟังเสียงผู้คนจำนวนมากพูดถึงการบินไทยแล้ว ศรัทธาคงจะสลายไปสิ้นแล้ว