ในยุคที่โลกร้อนไม่ใช่เรื่องไกลตัว และพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวทั่วโลกเปลี่ยนทิศอย่างสิ้นเชิง! จากเดิมที่เคยตามหาเพียงความหรูหรา สะดวกสบาย มาวันนี้ หัวใจรักษ์โลก กลายเป็นเงื่อนไขแรกในการปักหมุดจุดหมายเดินทางเพื่อการท่องเที่ยว ดังนั้นหากไทยไม่รีบปรับตัว โอกาสนี้อาจไหลไปหาประเทศคู่แข่ง
แม้ในภาพรวม ประเทศไทยจะยังไม่มีตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ในภาคการท่องเที่ยวที่แน่ชัด แต่สถิติล่าสุดชี้ให้เห็นว่า ไทยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมกันสูงถึง 372–400 ล้านตันต่อปี โดยกว่า 70% มาจากภาคพลังงานและการขนส่ง ซึ่งผูกติดกับกิจกรรมการท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แม้ผู้ประกอบการโรงแรมไทยจะเริ่มตื่นตัว แต่ส่วนใหญ่ยังขาดเครื่องมือวัดผลกระทบและการทำรายงานความยั่งยืนที่เป็นรูปธรรม หรือทำได้เพียงมาตรการเล็กๆ ที่ใช้เงินลงทุนต่ำ
ผนึกกำลัง 5 องค์กร ปฏิวัติท่องเที่ยวไทย
เพื่อแก้โจทย์ใหญ่นี้ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน ภายใต้การนำของ นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ได้ร่วมกับ 4 พันธมิตรหลัก ได้แก่ กรมการท่องเที่ยว, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), สมาคมโรงแรมไทย (THA) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) ยกระดับการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำของประเทศไทยผ่านการส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ที่มุ่งหวังให้เกิดการบูรณาการของการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการลดคาร์บอนให้กับผู้ประกอบการโรงแรม กำหนดเป้าหมายไว้ 5,000 โรงแรม ใน 10 จังหวัด
พร้อมเปิดโปรเจกต์ระยะยาว 5 ปี (พ.ศ. 2569–2574) ปฏิวัติอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่ “Low Carbon Tourism” อย่างเต็มตัว ด้วยการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาพัฒนาประสิทธิภาพการใช้พลังงานในสถานบริการโรงแรม ผ่าน 2 กลไกสำคัญ คือ ระบบดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (EnPI) และ แพลตฟอร์ม CF-Hotels (Carbon Footprint Hotels) เพื่อวัดผลคำนวณการปล่อยคาร์บอนอย่างแม่นยำ
บันได 3 ขั้นสู่การเปลี่ยนผ่าน พร้อมแจกเงินทุนสูงสุด 30%
ทั้งนี้ เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายการลดคาร์บอนให้เกิดผลอย่างจริงจัง เพราะที่ผ่านมา ผู้ประกอบการมีความกังวลในเรื่องของต้นทุนสูงที่ไม่สามารถประเมินผลตอบแทนได้ในกระบวนการอนุรักษ์พลังงาน เพราะการทำธุรกิจที่ต้องมามุ่งลดคาร์บอนมากขึ้น ต้องมาพร้อมกับต้นทุนที่สูง ดังนั้นการเปิดโครงการนี้ได้มีมาตรการสนับสนุนที่จะเข้าไปพัฒนาระบบหาจุดอ่อนของการบริหารด้านพลังงานในโรงแรมอย่างครบวงจร ผ่าน 3 ขั้นตอนหลัก
- ขั้นที่ 1 ทีมเครือข่ายจัดส่งทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ เข้าประเมินการใช้อุปกรณ์ที่มีการใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลือง โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
- ขั้นที่ 2 วางแผนและแนะแนวทาง ด้วยการวางมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงาน พร้อมสนับสนุนแพลตฟอร์ม EnPI
- ขั้นที่ 3 อัดฉีดเงินทุนและเทคนิค ซึ่ง พพ. เข้ามาดูแลโครงสร้างการเงิน โดยสนับสนุนเงินทุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน แบ่งตามขนาดโรงแรม แบ่งเป็นโรงแรมขนาดเล็ก จะได้รับเงินทุนสนับสนุนปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ 30% และโรงแรมขนาดใหญ่ ได้รับเงินทุนสนับสนุน 20%
นอกจากนี้ พพ. ยังช่วยจัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ โดยร่วมมือกับสถาบันการเงินจัดหา Soft Loan, Green Loan และรูปแบบการลงทุนโดยบริษัทจัดการพลังงาน (ESCO) และ Energy Performance Contract (EPC) เพื่อช่วยลดภาระการลงทุนในระยะเริ่มต้น ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการไม่ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยที่สูงเกินไป และเปิดโอกาสให้โรงแรมสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงานได้ตามศักยภาพและความพร้อม
คุ้มค่าระยะยาว ลดต้นทุน 20-30% คว้ามาตรฐานระดับโลก
ความร่วมมือในการดำเนินโครงการครั้งนี้ มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการดึงภาคบริการ โรงแรมเข้ามามีส่วนร่วมในการลดคาร์บอน เพราะธุรกิจโรงแรมเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีการใช้พลังงานในสัดส่วนที่สูงมาก และสามารถปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน แต่ต้องมีการลงทุนในระยะเริ่มต้น โดย นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดี พพ. ระบุว่า แม้การเข้าร่วมโครงการอาจมีค่าใช้จ่ายในช่วงแรก แต่หากมองการลงทุนในระยะยาวสามารถสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่า เพราะช่วยประหยัดพลังงานได้ไม่น้อยกว่า 20–30% ซึ่งเป็นการลดต้นทุนได้อย่างเป็นรูปธรรม และสามารถพัฒนาธุรกิจไปสู่ความยั่งยืน จากเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในขั้นตอนการใช้พลังงาน (Scope 2) ได้ที่ระดับ 10%
นอกจากประหยัดค่าไฟ ผลการลดคาร์บอน ยังต่อยอดไปยื่นขอ การรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ โรงแรมเบอร์ 5, Green Hotel, Green Hotel Plus ไปจนถึงมาตรฐานการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับสากลอย่าง GSTC (Global Sustainable Tourism Council) และ Good Travel Seal ซึ่งกลายเป็นใบเบิกทาง ดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูงจากยุโรปและอเมริกาที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
โรดแมปนำร่อง 10 จังหวัด มุ่งเป้า 5,000 แห่งทั่วประเทศ
แผนการขับเคลื่อนจะเริ่มปักหมุดนำร่องในปีงบประมาณ 2570 จำนวน 80 โรงแรม ใน 10 จังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง ได้แก่ ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี, ตราด, สมุทรสงคราม, เพชรบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, กระบี่, พังงา และภูเก็ต
จากนั้นจะนำข้อมูลจากการปฏิบัติจริงมาจัดทำฐานข้อมูล เพื่อขยายผลในระยะต่อไป สู่ 1,000 แห่ง และยกระดับครอบคลุม 5,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่อผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ Green Destination / Low Carbon Tourism และสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทยในปี 2050
นับเป็นโอกาสที่ดีของธุรกิจโรงแรม ที่เข้ามาร่วมเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานให้เกิดคุณค่ามากยิ่งขึ้น สะท้อนมุมมองผ่าน นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) ที่ระบุว่าโครงการนี้จึงเป็นโอกาสทองของสมาชิก รวมถึงโรงแรมที่มีใบอนุญาตประกอบการกว่า 17,000 แห่ง (รวมกว่า 745,000 ห้อง) ทั่วประเทศ ที่จะสามารถเข้าโครงการที่มีเป้าหมายเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการด้านพลังงานในกิจการของตนเอง เพื่อลดต้นทุน ยกระดับด้านศักยภาพธุรกิจ เพราะปัจจุบันไทยมีโรงแรมที่ได้รับใบรับรอง Green Hotel เพียง 10–20% เท่านั้น
การจับมือของ 5 หน่วยงานหลัก เป็นความร่วมมือครั้งสำคัญในการเชื่อมโยงและนำศักยภาพแต่ละด้านที่เกี่ยวข้อง การใช้พลังงาน – สิ่งแวดล้อม - การท่องเที่ยว มาทำงานร่วมกัน โดยกรมการท่องเที่ยวจะนำมาตรฐานนี้ไปขับเคลื่อน Supply Chain ส่วน ททท. จะนำแพลตฟอร์มไปทำการตลาดระดับสากลที่นำผลจากการลดคาร์บอนมาเป็นจุดขายใหม่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั้งระบบของไทย จึงก้าวสำคัญของการเปิดเส้นทางแห่งโอกาสการพัฒนาธุรกิจของผู้ประกอบการในภาคการโรงแรม โดยสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้แล้ว ผ่านทางเว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชันทางรัฐ ในชื่อ “ให้คำปรึกษาเพื่อลดคาร์บอนในอาคารขนาดกลางและขนาดเล็ก” และ E-mail: ggbb.dede@gmail.com หรือทั้ง 5 หน่วยงาน ได้แก่ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.), กรมการท่องเที่ยว, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), สมาคมโรงแรมไทย (THA) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)