กสศ. ร่วมกับ สอศ. และธนาคารโลก ลงนาม MOU ระยะเวลา 5 ปี ในงานเวทีนโยบายระดับสูง ยกระดับการจัดการศึกษาอาชีวศึกษา มุ่งพัฒนาทักษะแรงงานแห่งอนาคต ป้อนตลาดแรงงานและดันไทยสู่ประเทศรายได้สูง

วันที่ 1 ตุลาคม 2569  กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และธนาคารโลก จัดเวที High-level Policy Forum: “Unlocking Thailand’s Future: Transforming Education and Training to Drive Productivity, Innovation, and Growth” เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมุมมองต่อสถานการณ์ความท้าทายด้านทักษะ และค้นหาแนวทางและนโยบาย รวมถึงบทบาทความร่วมมือของรัฐและเอกชนในการพัฒนาแรงงานอนาคต เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูง และสามารถแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา พร้อมรับฟังเสียงจากคนหลากหลายช่วงวัยต่อทิศทางการพัฒนาทักษะ การมีงานทำ และการสร้างรายได้ที่สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลง ตลอดจนนำเสนอแนวทางและมาตรการเชิงนโยบายที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

โดยความร่วมมือสำคัญที่เกิดขึ้นภายในงานครั้งนี้ คือกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และธนาคารโลก ในการร่วมยกระดับระบบอาชีวศึกษาไทย ให้สามารถพัฒนากำลังคนได้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงานและความต้องการของตลาดแรงงาน ทั้ง 3 หน่วยงานได้ร่วมลงนาม บันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือระยะ 5 ปี เพื่อยกระดับการจัดการศึกษาและการฝึกอบรมด้านอาชีวศึกษา โดยมุ่งพัฒนาทั้งทักษะพื้นฐานของผู้เรียนและผู้สอน ควบคู่กับการเชื่อมโยงการพัฒนาทักษะกับความต้องการของตลาดแรงงาน ความร่วมมือดังกล่าวให้ความสำคัญกับการใช้ข้อมูล องค์ความรู้ และหลักฐานเชิงประจักษ์ เป็นฐานในการพัฒนานโยบายและแนวปฏิบัติ เพื่อให้การยกระดับระบบอาชีวศึกษาสามารถนำไปใช้ได้จริง และต่อยอดขยายผลในวงกว้างได้อย่างเป็นรูปธรรม

ภายในงานมี ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมงาน พร้อมด้วย คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา รองประธานคณะกรรมการบริหาร กสศ. ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการบริหาร กสศ. ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ. น.ส.ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียน ดร.สตีเฟน เอ็น. เอ็นเดกวา ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและเมียนมา ธนาคารโลก ดร.ลุยส์ เบนเวนิสต์ ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคด้านการศึกษาและทักษะ สุขภาพ และนโยบายสังคม ธนาคารโลก นายอเลฮานโดร อัลกาลา-เกเรซ ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการประจำประเทศไทยและเมียนมา ธนาคารโลก ตลอดจนผู้แทนหน่วยงานด้านการศึกษา แรงงาน ภาคธุรกิจ และภาคีที่เกี่ยวข้อง ร่วมงาน

เจาะลึก 3 ทักษะแห่งอนาคต หัวใจสำคัญดันไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า หัวใจสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ คือการพัฒนาทุนมนุษย์ โดยต้องเร่งสร้างและพัฒนาแรงงานแห่งอนาคต ผ่านเสริมสร้างทักษะพื้นฐานชีวิต (Foundational Skills) ความสามารถในการอ่านเพื่อทำความเข้าใจข้อมูลและเรียนรู้สิ่งใหม่ การใช้เทคโนโลยี เครื่องมือดิจิทัล เพื่อเข้าถึงข้อมูลและโอกาสในการทำงาน ตลอดจนทักษะทางสังคมและอารมณ์ (Socio-Emotional Skills)การเข้าใจตนเอง การควบคุมอารมณ์ การสื่อสาร และการทำงานร่วมกับผู้อื่น  ซึ่งจากการศึกษาของ กสศ. และธนาคารโลกถือเป็นทักษะพื้นฐานสำคัญของทุกช่วงวัย ทุกอาชีพและบริบท ทั้งต่อการเรียนรู้ การทำงาน และการใช้ชีวิตในสังคม และให้ผลตอบแทนการลงทุนที่คุ้มค่า นอกจากการเสริมสร้างทักษะพื้นฐานชีวิต แล้วการส่งเสริมทักษะอนาคตที่สำคัญได้แก่ ทักษะ STEM และ AI มีความสำคัญในการขับเคลื่อนความเข้มแข็งของเศรษฐกิจ เพื่อสนับสนุนการก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงของไทย กสศ. จึงได้มีความร่วมมือการทำงานกับธนาคารโลกมาตลอดระยะเวลา 8 ปี เพื่อขับเคลื่อนวาระการพัฒนามนุษย์ผ่านการวิจัยทางนโยบายที่มีคุณภาพสูง ตลอดจนการแก้ไขปัญหาความยากจนข้ามรุ่นและการออกจากกับดักรายได้ปานกลางของประเทศ ต้องใช้องค์ความรู้สากลควบคู่ไปกับการลงทุนในทุนมนุษย์กลุ่มเด็กและเยาวชน 

ขยายผลหลักสูตร SEL และขับเคลื่อนโครงการ DOBIT เชื่อมอาชีวะสู่ภาคอุตสาหกรรม

ดร.ไกรยส กล่าวอีกว่า ตัวอย่างการใช้องค์ความรู้สากลที่ กสศ. ได้มีการดำเนินงานต่อเนื่องกับธนาคารโลก และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)เพื่อพัฒนาเยาวชน ให้มีความพร้อมทั้งในการใช้ชีวิตและการทำงาน เป็นการผลิตกำลังคนที่ตอบโจทย์ความต้องการของสถานประกอบ คือ การส่งเสริมการเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์ (Social and Emotional Learning: SEL) ให้แก่นักศึกษาในสถานศึกษาอาชีวศึกษา ซึ่งที่ผ่านมาได้พัฒนา Master Trainers และครูแกนนำจำนวน 225 คน จากสถานศึกษาอาชีวศึกษา 25 แห่งทั่วประเทศ และพัฒนาหลักสูตรกลยุทธ์การสอนด้าน SEL ซึ่งถูกบรรจุเป็นหลักสูตรพัฒนาครูของ สอศ. ผ่านระบบ e-training แล้ว 

ขณะเดียวกัน จะเดินหน้าโครงการ Doing Business in TVET (DOBIT) เพื่อศึกษาช่องว่างระหว่างความต้องการกำลังคนและทักษะของตลาดแรงงานกับศักยภาพของระบบอาชีวศึกษา โดยทำงานร่วมกับสถานศึกษาและสถานประกอบการในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ การผลิตขั้นสูง บริการดิจิทัล อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เกษตร สุขภาพและการท่องเที่ยว เพื่อพัฒนารูปแบบความร่วมมือระหว่างอาชีวศึกษาและภาคเอกชน และสนับสนุนให้สถานศึกษาพัฒนาเป็นศูนย์พัฒนาทักษะที่เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดร.สตีเฟน เอ็น. เอ็นเดกวา กล่าวว่า “การก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงของประเทศไทยจะขึ้นอยู่กับการสร้างหลักประกันให้ประชาชนมีทักษะที่จำเป็นต่อการเข้าถึงงานที่ดีขึ้นและมีผลิตภาพสูงขึ้น ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ การยกระดับการอาชีวศึกษาและการเชื่อมโยงการพัฒนาทักษะกับภาคอุตสาหกรรมให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น จะช่วยลดช่องว่างด้านทักษะ เพิ่มผลิตภาพ และช่วยให้แรงงานและภาคธุรกิจไทยสามารถปรับตัวรับเทคโนโลยีใหม่และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเกิดใหม่ได้ ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยนำข้อมูล หลักฐานเชิงประจักษ์ ตลอดจนประสบการณ์จากผู้จัดการศึกษาและนายจ้าง มาร่วมกันพัฒนาระบบทักษะที่สนับสนุนการเติบโตอย่างทั่วถึงในระยะต่อไปของประเทศไทย”

ความร่วมมือครั้งนี้จึงมุ่งให้ “การพัฒนาคน” เชื่อมโยงกับ “การพัฒนาเศรษฐกิจ” ผ่านระบบการศึกษาที่ตอบโจทย์ทักษะที่จำเป็นต่อโลกการทำงาน ใช้ข้อมูลและหลักฐานเป็นฐานในการออกแบบนโยบาย และสร้างความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา ภาคธุรกิจ และหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้เรียนและแรงงานไทยสามารถพัฒนาทักษะและก้าวสู่ตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมีศักยภาพ