น้ำเจ้าพระยาทะลักบางบาล รพ.สต.วัดตะกู น้ำขึ้นวันเดียว 70 ซม. เจ้าหน้าที่ต้องคอยพายเรือ รับ-ส่ง ผู้ป่วย หาหมอ ขณะที่ กรมชลประทาน ทยอยระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา 1,750 ลบ.ม.ต่อวินาที ลดผลกระทบพื้นที่ท้ายเขื่อน
เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ตอนนี้หลายพื้นที่เริ่มได้รับผลกระทบ ทั้ง อ.บางบาล อ.เสนา และ อ.ผักไห่ หลังกรมชลประทานเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ประมาณ 1,600–1,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเพิ่มขึ้นประมาณ 70 เซนติเมตรถึง 1.20 เมตร
วันนี้ทีมข่าวลงพื้นที่ อ.บางบาล พบว่าน้ำเริ่มไหลเข้าท่วมชุมชนอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะบริเวณ รพ.สต.วัดตะกู ซึ่งระดับน้ำเพิ่มขึ้นภายในวันเดียวประมาณ 70 เซนติเมตร จากเมื่อวานที่พื้นที่ยังแห้งอยู่
เจ้าหน้าที่ต้องเร่งขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง พร้อมทำทางเดินชั่วคราวจากถนนขึ้นไปยังชั้น 2 แต่ รพ.สต.ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ
เจ้าหน้าที่บอกว่า ที่นี่มีบุคลากร 4 คน และต้องดูแลผู้ป่วยติดเตียงในชุมชนอีก 4 คน โดยพื้นที่ชั้นล่างของ รพ.สต.ถูกน้ำท่วมเป็นประจำทุกปี จึงใช้พื้นที่ชั้นบนเป็นหลักอยู่แล้ว
ตอนนี้ชาวบ้านยังสามารถเข้ามารับบริการได้ตามปกติ แต่ถ้าน้ำสูงขึ้นอีก ทาง รพ.สต.จะปรับแผน ออกไปให้บริการและแจกยาตามชุมชนทั้ง 9 หมู่บ้าน แทน เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่
โดยในวันนี้มีเหตุการณ์ที่สะท้อนความลำบากของชาวบ้าน เมื่อ นางประนอม เพชรทับทิม อายุ 68 ปี เดินทางมาที่ รพ.สต.เพื่อมาล้างแผล หลังเมื่อวานถูกกลอนประตูกระแทกจนเท้าเป็นแผลลึก ต้องเย็บถึง 4 เข็ม และต้องมาล้างแผลต่อเนื่อง 7 วัน
แต่พอมาถึงกลับไม่สามารถเดินเข้า รพ.สต.ได้ เพราะน้ำท่วมทางเข้า เจ้าหน้าที่จึงต้องพายเรือออกมารับถึงด้านนอก แล้วพาคุณป้าเข้าไปรับการทำแผล
คุณป้าประนอมบอกว่า เมื่อวานที่มาบริเวณ รพ.สต.ยังแห้งอยู่เลย แต่วันนี้น้ำกลับขึ้นอย่างรวดเร็ว จนส่งผลกระทบต่อการเดินทางมาหาหมอ พร้อมบอกว่า ที่บ้านของตัวเองตอนนี้น้ำยังอยู่แค่หน้าบ้าน แต่บ้านน้องที่อยู่ติดกันน้ำเข้าใต้ถุนแล้ว
ส่วนสถานการณ์น้ำ คุณป้ายอมรับว่ากังวล เพราะชาวบ้านตั้งตัวไม่ทันกับน้ำที่เพิ่มขึ้นเร็ว และอยากให้น้ำลดลงโดยเร็ว เพราะพื้นที่บางบาลจะเจอน้ำท่วมเป็นประจำ แต่ถ้าน้ำมาเยอะจนสร้างความเสียหาย ก็สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านอย่างมาก
โดยหลังจากพูดคุยกัน เจ้าหน้าที่ รพ.สต.วัดตะกู ได้พายเรือออกมารับคุณป้า เพื่อพาเข้าไปล้างแผลภายใน รพ.สต. ท่ามกลางระดับน้ำที่ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในพื้นที่
“อธิบดีกรมชลฯ” ลงพื้นที่เขื่อนเจ้าพระยา ติดตามสถานการณ์น้ำ สั่งบริหารจัดการเชิงรุก รับมือฝนเพิ่ม–ลดผลกระทบพื้นที่ท้ายเขื่อน
วันเดียวกันนี้ (24 ก.ย.69) นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยนายสงกรานต์ ชลอศรีทอง ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 12 นายธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา และผู้เกี่ยวข้องลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำและแนวทางการบริหารจัดการน้ำ ณ เขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท หลังมีฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่ตอนบนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลลงสู่ลุ่มเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง
เมื่อเวลา 06.00 น (24 ก.ย.69) สถานีc2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านในอัตรา 1,777 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (ลบ.ม.ต่อวินาที)
กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ด้วยการทยอยยกระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อช่วยชะลอน้ำและลดผลกระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายเขื่อนที่อาจเกิดขึ้นเร็วเกินไป ควบคู่ไปกับการรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งสองฝั่งเต็มศักยภาพโดยไม่กระทบพื้นที่ พร้อมทำหนังสือแจ้งเตือนไปยังจังหวัดด้านเหนือเขื่อนที่อาจได้รับผลกระทบ รวมทั้งปรับการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 1,750 ลบ.ม./วินาที ให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำจากทางตอนบนและฝนที่ตกเพิ่มขึ้นในพื้นที่ พร้อมทำหนังสือแจ้งเตือนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที
แม้ขณะนี้ปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนจะเริ่มลดลง แต่เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 27 ก.ย. 69 ภาคกลางจะมีฝนเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ปริมาณน้ำและระดับน้ำในลุ่มเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย จึงยังจำเป็นต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป
ทั้งนี้ อธิบดีกรมชลประทาน ได้กำชับให้ชลประทานในพื้นที่ วางแผนการบริหารจัดการน้ำ โดยพิจารณาข้อมูลให้รอบด้าน นำมาวิเคราะห์และประเมินแนวโน้มสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับสถานการณ์ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนและอาคารชลประทานเป็นหลัก รวมถึงเน้นย้ำการสื่อสารและแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง สามารถเตรียมรับมือสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด
