ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 48 ปีก่อน ประเทศไทยยังเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง ขณะที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตน้ำมันครั้งใหญ่ ราคาพลังงานผันผวนและส่งผลกระทบไปถึงเศรษฐกิจของหลายประเทศ

วันที่ 29 ธันวาคม 2521 จึงเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญของประวัติศาสตร์พลังงานไทย เมื่อ ‘การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย’ ก่อตั้งขึ้นด้วยภารกิจสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศ

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ บรรยากาศของสังคมโลกเปลี่ยนไปหลายฉาก เศรษฐกิจผ่านทั้งช่วงเติบโตและวิกฤต ราคาพลังงานขึ้นลง เทคโนโลยีเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตของผู้คน และเรื่องสิ่งแวดล้อมกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของทุกประเทศ แต่สิ่งหนึ่งที่ยังต่อเนื่องมาตลอดคือ บทบาทของ ปตท. ที่ต้องปรับตัวไปพร้อมกับสถานการณ์ของประเทศ และขยายออกไปพร้อมกับความต้องการของประเทศ

หนึ่งในรากฐานสำคัญคือการค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนของประวัติศาสตร์พลังงานไทย ปตท. มีบทบาทในการสำรวจ พัฒนา และนำก๊าซธรรมชาติขึ้นมาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกของประเทศ พร้อมวางโครงสร้างพื้นฐานตั้งแต่ระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติที่เชื่อมโยงแหล่งผลิตในทะเลกับชายฝั่ง ไปจนถึงการก่อสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติแห่งแรกของประเทศ

ก๊าซธรรมชาติถูกนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับผลิตกระแสไฟฟ้า รองรับทั้งภาคครัวเรือน ภาคอุตสาหกรรม และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ 

ขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์จากโรงแยกก๊าซยังกลายเป็นวัตถุดิบตั้งต้นของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศได้รับการต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมที่สร้างการลงทุน การจ้างงาน และมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทย

นอกจากด้านพลังงานที่อยู่ในระบบอุตสาหกรรม ปตท. ค่อยๆ เข้ามาอยู่ใกล้ชีวิตประจำวันของคนไทยมากขึ้นด้วยเช่นกัน

สถานีบริการน้ำมันถูกขยายและปรับรูปแบบให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ปัจจุบันมีสถานีบริการน้ำมันครบวงจร 2,416 แห่ง ข้อมูล ณ ไตรมาส 2 ปี 2569 จากเดิมที่สถานีบริการมีหน้าที่หลักในการเติมน้ำมัน วันนี้พื้นที่เหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางและการใช้ชีวิต มีทั้ง Café Amazon ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ และศูนย์บริการยานยนต์ต่างๆ เป็นการขยับจากผู้ผลิต จัดหา และส่งมอบพลังงาน มาสู่การเป็น Mobility & Lifestyle Partner ที่เข้ามาอยู่ในเส้นทางของผู้คนในหลายรูปแบบ

การเปลี่ยนแปลงยังเกิดขึ้นกับตัวผลิตภัณฑ์พลังงานเอง ปตท. เป็นรายแรกของประเทศในการจำหน่ายน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่ว น้ำมันแก๊สโซฮอล์ และน้ำมันดีเซลที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซล โดยให้ความสำคัญกับสุขภาพของคนไทยและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

เพราะเมื่อประเทศเปลี่ยน ความต้องการด้านพลังงานก็เปลี่ยนตาม และในหลายช่วงเวลา สิ่งที่ประเทศไทยต้องการไม่ได้มีแค่พลังงาน แต่ยังต้องการคนที่เข้ามาช่วยกันรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ปตท. ได้ทำงานด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจ ทั้งการปลูกและฟื้นฟูผืนป่าเพื่อเพิ่มการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 

ขณะเดียวกันก็ลงทุนกับการสร้างคน ผ่าน ‘โรงเรียนกำเนิดวิทย์’ หรือ KVIS และ ‘สถาบันวิทยสิริเมธี’ หรือ VISTEC มาตั้งแต่ปี 2558 เพื่อสร้างนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยให้กับประเทศ รวมถึงการจัดค่ายอบรมด้าน STEM ให้กับเยาวชนทั่วประเทศ

ในระดับชุมชน ปตท. มุ่งพัฒนาจากการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติไปสู่การสร้างอาชีพและรายได้ ผ่านโครงการ “ชุมชนเข้มแข็ง” เพื่อพัฒนาชุมชนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน รวมถึงโครงการ  “พัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนและการตลาด” เพื่อยกระดับสินค้าชุมชน และพัฒนาศักยภาพชุมชนให้สามารถดำเนินธุรกิจชุมชนได้อย่างยั่งยืน และโครงการ “ชุมชนยิ้มได้” ที่ช่วยเพิ่มช่องทางจำหน่ายและขยายตลาดสินค้า เพื่อให้ชุมชนสามารถเติบโตและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ส่วนในวันที่ประเทศไทยต้องเจอกับวิกฤต บทบาทอีกด้านของ ปตท. ก็ยิ่งเห็นได้ชัดขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นอุทกภัย แผ่นดินไหว หรือไฟไหม้ ปตท. สนับสนุนการช่วยเหลือทั้งถุงยังชีพและทีมปฏิบัติการ PTT Group SEALs ซึ่งเป็นหน่วยเฉพาะกิจของพนักงานกลุ่ม ปตท. ที่ผ่านการอบรมเพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เข้าถึงยาก รวมถึงโครงการ ‘พลังไทย ใจอาสา’ ที่ระดมพนักงานมาร่วมจัดเตรียมสิ่งของจำเป็นสำหรับผู้ประสบภัย

เรื่องราวต่างๆ เหล่านี้แสดงให้เห็นว่า 48 ปีของ ปตท. ไม่ได้เดินอยู่บนเส้นทางเดียวกับธุรกิจพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่เดินไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของประเทศ

และวันนี้โจทย์ก็เปลี่ยนอีกครั้ง

โลกกำลังให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น ขณะที่ประเทศก็ยังต้องการพลังงานที่มีความมั่นคง เข้าถึงได้ และมีราคาที่เหมาะสม การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานจึงต้องมองหลายเรื่องไปพร้อมกัน ทั้งความมั่นคงทางพลังงาน ความยั่งยืน และความสามารถในการแข่งขัน

ปตท. ได้วางกลยุทธ์ C3 เพื่อบูรณาการเรื่องความยั่งยืนเข้าไปในกระบวนการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่การพัฒนาธุรกิจพลังงานแห่งอนาคตและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไปจนถึงการสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีสำหรับการลดก๊าซเรือนกระจก

พลังงานหมุนเวียน พลังงานทางเลือก CCS และ Hydrogen ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางครั้งใหม่ เช่นเดียวกับการมุ่งสู่การเป็น Global LNG Player หรือ ผู้เล่นสำคัญในตลาด LNG ระดับโลก เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงานในระดับภูมิภาค

เป้าหมายที่วางไว้คือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 15 ภายในปี 2578 และมุ่งสู่ Net Zero Emissions ภายในปี 2593 ให้สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทย

แต่การเปลี่ยนผ่านไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะธุรกิจภายนอกองค์กร วิธีทำงานข้างในก็ต้องเปลี่ยนเช่นกัน

ปัจจุบัน ปตท. ได้นำ AI และนวัตกรรมเข้ามาใช้ในหลายมิติ ผ่านโครงการ AXIS หรือ AI Transformation & Synergy ที่มุ่งผสานคน เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้าด้วยกัน ขณะที่ Axistant ถูกพัฒนาขึ้นเป็นแพลตฟอร์ม AI ระดับองค์กรสำหรับพนักงาน ช่วยค้นหา วิเคราะห์ และสรุปข้อมูล เพื่อสนับสนุนการทำงานและการตัดสินใจ

จากวันแรกที่ภารกิจของ ปตท. คือการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน วันนี้เส้นทางได้เดินมาถึงวันที่คำว่า ‘ความยั่งยืน’ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโต

แต่เมื่อมองให้ดี สองเรื่องนี้ไม่ได้แยกออกจากกัน เพราะไม่ว่าจะเป็นการนำก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยมาใช้ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การพัฒนาอุตสาหกรรม การดูแลสังคมในยามวิกฤต การสร้างโอกาสให้ชุมชน หรือการลงทุนในพลังงานและเทคโนโลยีแห่งอนาคต ล้วนเกิดขึ้นจากโจทย์เดียวกัน คือทำอย่างไรให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ในวันที่โลกเปลี่ยนแปลง

48 ปีที่ผ่านมา จึงเป็นทั้งช่วงเวลาของการสร้างรากฐานและการปรับตัว ซึ่งทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นจากกำลังใจและแรงสนับสนุนของทุกภาคส่วน รวมถึงคน ปตท. จากรุ่นสู่รุ่น

และจากนี้ไป เส้นทางของ ปตท. ยังคงต้องเดินต่อ 

เพื่อให้รากฐานที่สร้างมาตลอด 48 ปี สามารถต่อยอดไปสู่อนาคตที่แข็งแรงขึ้น ทั้งสำหรับสังคมไทย ประเทศไทย และโลก ด้วยรากฐานที่มั่นคง สู่อนาคตที่ยั่งยืน