เชียงใหม่ ผู้ชุมนุมเดือด ปาถุงสีน้ำเงินใส่ป้าย กกต.ประจำจังหวัดเชียงใหม่ หลังไม่สั่งฟ้องนักการเมืองเอี่ยวคดีฮั้ว สว. ชี้แค่สั่งฟ้องน้ำเงินอ่อนเพื่อรักษาน้ำเงินเข้ม พร้อมประกาศยกระดับการชุมนุม
เมื่อช่วงเย็นวันนี้ ( 14 กันยายน 2569 ) ที่หน้าสำนักงาน กกต. ประจำจังหวัดเชียงใหม่ ชุมชนนักกิจกรรมภาคเหนือเพื่อสังคมประชาธิปไตย พร้อมเครือข่าย และชาวเชียงใหม่เกาะติดการแถลงข่าวผลการลงมติพิจารณาสำนวนคดีฮั้วเลือก สว. ของ กกต.
ทั้งนี้หลังทราบผลการแถลงข่าวการลงมติของ กกต. ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่แสดงความไม่พอใจ เนื่องจากมีการสั่งฟ้องผู้เกี่ยวข้องกับคดีฮั้วเลือก สว.เพียงบางส่วนจากทั้งหมด 229 คน และไม่ได้สั่งฟ้องคณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือนักการเมืองที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งที่ไอลอว์ (iLaw) ได้เปิดแผนเผยผังความเชื่อมโยงไปก่อนหน้านี้
จากนั้นเครือข่ายผู้ชุมนุมฯได้จัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ทาสีน้ำเงินบนหน้า นำแก้วกาแฟ 229 ช็อตไปวางเรียงไว้บนฟุตบาท ก่อนปาสีน้ำเงินที่บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกใส่ป้ายของสำนักงาน กกต. ประจำ จ.เชียงใหม่ เพื่อระบายความอัดอั้น ขณะที่แกนนำได้ประกาศแถลงการณ์ยกระดับการชุมนุมของมวลชนเพื่อกดดัน กกต.ต่อไป
ด้านนายณัชปกร นามเมือง เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า อย่าไขว้เขวตัวเลขจำนวนผู้เกี่ยวข้องในคดีฮั้วเลือก สว.ที่ กกต.สั่งฟ้องต่อศาลฎีกาจำนวน 77 คน จาก 229 คน เพราะ กกต.ส่งฟ้องจริงๆ แค่ 26 คน ตัวเลขสำคัญจริงๆ มี 2 ตัวเลข คือ สว.ที่ถูกสั่งฟ้องมีเพียง 26 คน ส่วนกรรมการบริหารพรรคทั้ง 21 คนไม่มีการสั่งฟ้องเลย
ขณะที่สื่อมวลชนได้ตั้งคำถามเพื่อให้ กกต.ชี้แจงกรณีที่ไม่ส่งคำร้องกรรมการบริหารพรรคต่อศาลฎีกาเพราะเหตุผลใด กกต.ชี้แจงว่าเป็นเพราะพยานรหัส 16/26 ซึ่งคาดการณ์ว่า คือ นายเอกราช ช่างเหล่า อดีต สส.พรรคภูมิใจไทย เพราะหลังศาลถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองจนพ้นจากพรรคฯ จึงออกมาแฉข้อมูลการฮั้วเลือก สว. แต่ก่อนที่ กกต.จะลงมติเพียง 3 วันสุดท้ายก็กลับคำให้การ ซึ่ง กกต.ก็เชื่อทันที ทำให้เห็นว่าเป็นเรื่องบังเอิญเกินไป ทั้งที่เชื่อข้อมูลนี้มาโดยตลอดตั้งแต่ความเห็นของเลขา กกต. แต่พอถึงกรรมการชุดที่ 26 กลับยกห้องทั้งหมด และสุดท้ายมติของ กกต.ชุดใหญ่ก็บอกว่ากรรมการบริหารพรรคไม่ผิด และไม่เชื่อคำให้การของนายเอกราช ช่างเหล่า
นอกจากนี้สื่อมวลชนยังสอบถามเพิ่มเติมถึงประเด็นหลักฐานเส้นทางการเงิน ประวัติการใช้โทรศัพท์ เหตุใด กกต.ถึงไม่นำมาพิจารณา ซึ่ง กกต.ก็ชี้แจงว่าต้องไปดูว่าเอกสารนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คำถามสำคัญ คือ ผ่านมาถึง 2 ปี ทำไม กกต.จึงคิดว่าเอกสารชอบหรือไม่ชอบ เหตุใดจึงไม่เรียกเอกสารเหล่านี้เข้ามาอยู่ในสำนวนตั้งแต่แรกหากเห็นว่าไม่สมบูรณ์ แปลว่า กกต.ยอมรับโดยสภาพตั้งแต่แรกว่าตัวเองทำสำนวนไม่ดี การแถลงของ กกต.วันนี้ยืนยันว่าที่แถลงทั้งหมดก็ไม่ใช่สำนวนที่เข้มแข็งอะไรและไปไม่ถึงใคร เป็นไปตามที่เราคาดการณ์กันไว้ว่า เป็นการฟ้องแบบสละน้ำเงินอ่อนเพื่อรักษาน้ำเงินเข้ม การแถลงครั้งนี้ไม่ได้ผิดคาดแต่ผิดหวังไม่คิดว่าจะห่วยแตกแบบนี้